การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 675 มิใช่พ่อแม่ต่เป็นศัตรู
หลิวหรง ข้าเกลียดเจ้า
ข้าเกลียดเจ้าที่ทำร้ายข้ากับอวี้เอ๋อร์ในทุกวิถีทาง ข้าเกลียดเจ้าที่พูดความจริงออกมาเพื่อดับฝันของข้า ข้าเกลียด
เจ้าที่ทำลายภาพลักษณ์ที่ดีงามของข้าในสายตาท่านพ่อลง… สรุปแล้ว ข้าช่างโกรธเกลียดและแค้นเคืองเจ้าเป็นที่สุด!
หลิวหรงแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ต้นดอกมู่จีฮวาสีม่วง
จากนั้น นางเดินเข้าไปแอบใต้ต้นไม้ ปล่อยให้ต้วนชิงหมิงยื่นสั่นสะเทิ้มอยู่อย่างนั้น
สายตาหลิวหรงเผยให้เห็นความสาแก่ใจที่มี นางยื่นเล็บที่ตัดและทำมาเป็นอย่างดี ออกไปบีบคอน้อยๆ ของต้วน
ชิงหมิงแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ชิชะต้วนชิงหมิง!
ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดข้ามากแค่ไหน เคยลองคิดไหมว่าข้าจะเกลียดเจ้าแค่ไหนเช่นกัน? คนที่หัวเราะและยิ้มได้เป็นคน
สุดท้ายต่างหากถึงจะเป็นคนที่เก่งกาจมากที่สุด บัดนี้ ข้ายังหัวเราะและยิ้มเปั้นคนสุดท้าย ดังนั้นต้วนชิงหมิงก็แค่พ่ายแพ้
สถานเดียว
ต้วนชิงหมิงเจ้าเป็นคนเฉลียวฉลาดมิใช่หรอกหรือ? ทั้งหมดเป็นความในใจของข้า เมื่อเจ้ารับรู้มันแล้ว คิดหรือว่า
ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปแต่โดยดี?
ไม่ เรื่องนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เด็ดขาด
ต้วนชิงหมิง เจ้าคอยขวางทางข้ามาโดยตลอด ขวางทางหรานเอ๋อร์มาโดยตลอด… ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องไปซะ!
ตายไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวซะ!
แววตาของหลิวหรงเต็มเปียมไปด้วยความสาแก่ใจ มือทั้งสองยังคงบีบคอต้วนชิงหมิงแน่นขึ้นเรื่อยๆ จากนั้น
สายลมพัดผ่านพร้อมกับที่นางพึมพำ “ต้วนชิงหมิง ข้าจะปลิดชีพเจ้าให้ได้!”
ต้วนชิงหมิงนั่งอยู่บนพื้นโดยไม่มีปฏิกิริยาขัดขืนแต่อย่างใด สายตากลับแน่นิ่ง ใบหน้าไม่มีรอยเลือดฝาดแดง
แม้แต่น้อย มือของนางสั่นไปมาราวกับอยากหยุดยั้งมือของหลิวหรง แต่พอนางพยายามยื่นมือขึ้นมา กลับพบว่าเรี่ยวแรง
ที่มีได้มลายหายไปมิเหลือเลย
หลิวหรงออกแรงที่มือบีบคอแนบแน่นขึ้นไปอีก
มือของนางยังคงออกแรงบีบมากขึ้น มากเสียจนมือสั่นตามไปด้วย
หลิวหรงพูดอย่างดีใจเป็นล้นพ้น… เหอะๆๆ ต้วนชิงหมิง เจ้ากำลังจะตายในมือข้าแล้ว เจ้ารู้ตัวหรือเปล่า……
ฮ่าๆๆๆ ต้วนชิงหมิงเอ๋ย ข้านี่แหละจะเป็นคงปลิดชีพเจ้า……
ภาพด้านหน้าของต้วนชิงหมิงกลับกลายเป็นภาพดำสนิทไปแล้ว
บริเวณคอกลับเต้นต้านด้วยความทรมานเปั้นที่สุด
ภายในจิตใจส่วนลึกของต้วนชิงหมิงได้ส่งเสียงดังขึ้นมา… เหอะๆๆ ท่านพ่อของเจ้าไม่รักเจ้าแล้ว ไม่เหลือความรัก
ที่มีให้เจ้าอีกต่อไปแล้ว……
สีหน้าของต้วนชิงหมิงแดงกํ่าทั้งใบหน้า
ภาพเบื้องหน้าของต้วนชิงหมิงเริ่มเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ
ลมหายใจที่สูดเข้าออกเพื่อเลี้ยงชีวิต เริ่มติดขัดไปหมด พอคอนางพับลงก็ไถลลงไปกองกับพื้น
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงล้มพับลงไปกองกับพื้น หลิวหรงกลับแวบหายตัวไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นมีเสียงเรียกชื่อต้วน
ชิงหมิงดังมาจากข้างนอกครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เสียงทั้งหมดที่กำลังเรียกหานั้น ต้วนชิงหมิงกลับไปไม่ได้แม้แต่น้อย
นางเอาแต่หลับตาอยู่อย่างนั้น ยังเลือกหลับตาอยู่ในความสงบนั้น และผลอยหลับไหลไปในนิทรา!
ท่านพ่อของนางมิได้รักนางอีกต่อไปแล้ว… ท่านพ่อของนางอยากให้นางตายๆ ไปซะ……
อย่างนั้นนางก็ยอมตายไปเสียดีกว่า จะได้ให้ท่านพ่อสมปรารถนา… แต่หากได้เกิดชาติหน้าฉันใด จงอย่าได้เกิด
เป็นพ่อลูกตลอดกาล
พอต้วนชิงหมิงได้สติตื่นขึ้นมา ก็เห็นชุนถาวและต้วนอวี้นั่งจ้องหน้าอย่างร้อนอกร้อนใจดั่งไฟแผดเผา
ต้วนอวี้โกรธจนเลือดขึ้นตา เสื้อผ้าผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไปหมด ราวกับผ่านการใช้งานมานาน อีกทั้งท่าทางยัง
เต็มไปด้วยความอิดโรย ดูก็รู้ว่าไม่ได้หลับพักผ่อนมาเป็นเวลานาน
ในเวลานี้ ต้วนอวี้เห็นต้วนชิงหมิงฟืนคืนได้สติขึ้นมาก็ค่อยโล่งอกไปที เขาพูดออกมาว่า “ท่านพี่ทำเอาอวี้เอ๋อร์
ใจหายใจควํ่า ตอนนี้ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว……”
ทางด้านชุนถาวก็มีสีหน้าอิดโรยไม่แพ้กัน นางกุมมือต้วนชิงหมิงไว้แนบแน่น พูดเสียงแผ่วเบา “ชิงหมิงลำบากเจ้า
แล้วจริงๆ”
ต้วนชิงหมิงขยับปากพูดอย่างไร้เรี่ยวแรง “ไม่เป็นไร”
นํ้าเสียงของต้วนชิงหมิงแหบแห้งจนคนฟังถึงกับตกใจกับการเปลี่ยนแปลง
จากนั้นต้วนอวี้พูดอย่างโล่งอกออกมา “ท่านพี่รู้ไหมท่านสลบไปแล้วสองวันสองคืนเต็มๆ เลย”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังถึงกับตกใจตาเหลือก นางสลบถึงสองวันสองคืนเชียวหรือ?
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า เมื่อวันก่อนภาพที่หลิวหรงแสยะยิ้ม และพูดจาอย่างบ้าคลั่งยังเหมือน
ปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อฟืนคืนได้สติขึ้นมา กลับล่วงเลยไปแล้วถึงสองวันสองคืน
ด้านชุนถาวยิ้มอ่อนๆ “ชิงหมิงต้องฟืนฟูดูแลร่างกายตัวเองดีๆ คุณหนูยังรอให้ชิงหมิงไปช่วยเตรียมของอยู่นะ”
ต้วนชิงหมิงขยับริมฝีปากที่แห้งกรัง พูดออกมาอย่างลำบาก “อ่อ… ไม่รู้ว่าท่านปั้าตู้จะให้ชิงหมิงไปช่วยเตรียม
อะไรเหรอ?”
ชุนถาวเห็นริมฝีปากต้วนชิงหมิงแห้งกรังจึงรีบไปหยิบถ้วยนํ้าชาให้นางจิบ จากนั้นจึงพูดเสียงเบาขึ้นว่า “ชิงหมิง
เอ๋ย คุณหนูรอให้ชิงหมิงหายดีเสียก่อน จากนั้นจะได้ไปช่วยเตรียมสินเดิม[1]นะสิ!”
สินเดิม?
หรือว่าตู้ชิงหรวนตัดสินใจจะตแ่งเข้าจวนต้วน?
เห็นทีถึงเวลาที่จะต้องเตรียมสินเดิมแล้วสินะ!
ถึงแม้เป็นเรื่องที่เป็นไปตามความคาดหมาย ทว่าต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกตะลึงไปชั่วขณะ “ครั้งนี้ท่านปั้าตู้ตัดสินใจดี
แล้วใช่ไหม?”
นํ้าชาดอกจวี๋ฮวา[2]ที่มีรสหวานยังคงอบอวลอยู่ปลายลิ้น ต้วนชิงหมิงยิ้มอ่อนๆ “นี่เป็นเรื่องมงคล… ดูท่าชิงหมิง
ต้องรีบหายเป็นปกติโดยเร็ว จะได้ไม่ทำให้เวลาที่ท่านปั้าตู้กำหนดไว้ล่วงเลยไป”
ต้วนอวี้ก้าวเดินไปข้างหน้า เม้มปากเพียงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นเรื่องมงคลก็ควรดีใจ อวี้เอ๋อร์เห็น
ว่าท่านพี่ควรรักษาตัวให้หายดีเสียก่อน มิอย่างนั้นฝืนเอาร่างกายที่ไม่แข็งแรงไปร่วมงาน ท่านปั้าตู้คงรู้สึกที่ใช้แรงงาน
ท่านพี่”
ต้วนชิงหมิงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กำลังจะอ้าปากตอบกลับ แต่เมื่อเห็นสายตาที่ส่งสัญญาณเตือนของต้วนอวี้ นางจึงไหว
ตัวปิดปากเงียบโดยไม่ได้เอ่ยคำใด
ต้วนอวี้จึงค่อยหย่อนตัวลงไปนั่งข้างกายต้วนชิงหมิง ส่วนชุนถาวไปหยิบผ้าห่มมาช่วยรองหลังให้ต้วนชิงหมิง
จู่ๆ ต้วนอวี้เอ่ยเสียงเรียบขึ้นมา “สิ่งที่อวี้เอ๋อร์ให้ความสำคัญมีเพียงอย่างเดียว คือสุขภาพของท่านพี่ หากท่านพี่
ไม่กลับมาแข็งแรงดังเดิม อวี้เอ๋อร์คงดีใจไม่ออก”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังแล้วอดหัวเราะออกมามิได้ “ทำไมพี่จะไม่ดีขึ้นล่ะ ตอนนี้พี่ก็ตื่นขึ้นมาแล้ว อวี้เอ๋อร์วางใจได้ พี่จะ
ต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน”
ต้วนชิงหมิงนอนมาสองวันเต็มๆ จนรู้สึกปวดเอวปวดหลังไปหมดแล้ว นางจึงขอร้องให้ชุนถาวช่วยประคองนาง
ลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย ทางด้านชิวหนิงก็รีบเข้าช่วยประคองต้วนชิงหมิงขึ้นจากเตียงไม้อีกแรง
ต้วนอวี้มองต้วนชิงหมิงที่กำลังหันหน้ามองไปข้างนอก สีหน้าของเขาแน่นิ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ทันใด
นั้น ด้านนอกมีเสียงของจู้จื่อดังเข้ามาภายในห้อง “คุณชายใหญ่ คุณชายใหญ่ ท่านอาจารย์ให้มาตามตัวท่านขอรับ……”
ต้วนอวี้ได้ยินแล้วรู้สึกรำคาญใจเป็นที่สุด เขาตอบกลับเสียงนิ่งว่า “ไปบอกท่านอาจารย์ว่าวันนี้ข้าไม่ว่าง ยกเลิก
การเรียนวันนี้ไปก่อน!”
ต้วนชิงหมิงรีบขมวดคิ้วทันใด กำลังจะอ้าปากตอบก็เห็นสีหน้าที่ลำบากใจของจู้จื่อเป็นอย่างมาก
จู้จื่อเป็นหลานชายที่แม่นมหนิงพามาอยู่ด้วย และสนิทสนมเอาใจใส่ต้วนอวี้เป็นอย่างมาก แต่ต้วนอวี้กลับไม่ได้
รู้สึกดีด้วย ในเวลานี้ ต้วนอวี้หน้าซีดขาวจนไม่รู้จะตอลกลับอย่างไรดี
ต้วนชิงหมิงปรายตามองต้วนอวี้และพูดขึ้นมา “อวี้เอ๋อร์ ทำไมวันนี้ไม่ไปเรียนหนังสือ?”
ต้วนอวี้ก้มหน้าก้มตามองพื้นโดยไม่ตอบคำใด
ต้วนชิงหมิงจึงหันไปมองจู้จื่อที่อยู่ด้านข้าง เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไปบอกท่านอาจารย์ ประเดี๋ยวคุณชายใหญ่จะตามไป
เรียน”
ทันทีที่จู้จื่อได้ฟัง ใบหน้าก็แสดงความดีใจออกมา รีบหันกลับและวิ่งจากไปโดยเร็ว
ต้วนชิงหมิงหันหน้ามองต้วนอวี้ทว่าไม่เอ่ยคำใด เพียงแต่กำชับชิวจวี๋นิดหน่อย “เจ้าไปหยิบเสื้อคลุมที่เรือน
คุณชายใหญ่มาที ชิวหนิงส่วนเจ้าไปเตรียมนํ้าร้อนและช่วยคุณชายใหญ่แต่งตัว……”
เพียงแค่ประโยคเดียวที่ไม่ยาวกลับใช้พลังที่ต้วนชิงหมิงมีจนหมดสิ้น นางเอื้อมมือขึ้นลูบอกเพื่อให้หายใจได้ทัน
ลำคอของนางยังคงเจ็บแสบเป็นอย่างมาก เมื่อคิดๆ ดูแล้วก็ยังโกรธเกลียดหลิวหรงยิ่งนัก
ต้วนอวี้ยังคงจ้องมองต้วนชิงหมิง ประจวบกับต้วนชิงหมิงพูดเสียงนิ่งขึ้นมา “ถ้าอยากให้พี่หายเร็วกว่านี้ก็จงรีบ
กลับไปเรียนหนังสือ มิอย่างนั้น พี่คงไม่มีทางหายดีหรอก”
ต้วนอวี้จนใจจนเถียงมิออก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาด้วยสีหน้าละห้อยเดินตามชิวหนิงออกไป ภายในห้องจึงเหลือ
เพียงชุนถาวกับต้วนชิงหมิงเพียงสองคน
เมื่อชุนถาวเห็นภายในห้องไม่เหลือใครแล้วถึงจะถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นหันไปพูดกับต้วนชิงหมิงอย่าง
จริงจัง “ชิงหมิง พี่ขอขอบคุณเจ้าแทนคุณหนูด้วย……”
ต้วนชิงหมิงกะพริบตาปริบๆ เป็นการตอบรับแต่ไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับ
ตู้ชิงหรวนได้รับความช่วยเหลือจากต้วนชิงหมิงถึงสามารถเอาตัวรอดมาได้ ส่วนชุนถาวกลับแค้นเคืองคนที่แอบ
ลอบทำร้ายตู้ชิงหรวนเข้ากระดูกดำ นางอยากไปหาหลิวหรงเพื่อแก้แค้น แต่ถูกต้วนชิงหมิงห้ามเอาไว้ จากนั้นต้วนชิงห
มิงได้วางแผนนั้นขึ้นมา
[1] สินเดิม คือ ทรัพย์สิน เงินทอง เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ต่างๆ ที่ฝั่ายหญิงติดตัวไป ตอนที่เข้าไปอยู่
จวนฝั่ายชาย
[2] ดอกจวี๋ฮวา คือ ดอกเบญจมาศ