การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 679 ประสบการณ์ที่เยวี่ยเจียประสบมา
ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ต่างรู้ดีว่าเยวี่ยเจียกำลังปลอบใจพวกนาง แต่ในความเป็นจริง ใครที่ตกไปอยู่ในนํ้ามือของ
แม่นมสีคงกลับมาสมบูรณ์แบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเยวี่ยเจียเคยเป็นหัวหน้าบ่าวใช้ของต้วนชิงหมิงมาก่อน งานที่หนักและใช้แรงจึงไม่ค่อยได้ลงมือทำ
เอง ประกอบกับต้วนชิงหมิงค่อนข้างใจกว้าง ชีวิตของบ่าวใช้ในเรือนจึงค่อนข้างสุขสบาย โดยไม่มีกฏระเบียบมากมาย
อะไรนัก ชิวหนิงเคยกล่าวว่าบ่าวใช้ในเรือนของคุณหนูใหญ่ หากไปอยู่เรือนอื่นคงจะลำบากยิ่งนัก ซึ่งเยวี่ยเจียนั้นได้
เหมือนตกจากสรวงสวรรค์ลงสู่ขุมนรก คิดๆ แล้วชีวิตของนางคงไม่สุขสบายเหมือนเมื่อก่อน
แต่ฟังจากที่เยวี่ยเจียพูดถึงชีวิตอย่างไม่แยแส ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ต่างก็ไม่ได้ปันหน้าเพิกเฉยใส่ ทั้งสองคนเข้า
ไปลากเยวี่ยเจียมาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ทานของว่างนิดหน่อย ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จำได้ว่าระหว่างที่ต้วนชิงหมิง
สลบไปนั้น เยวี่ยเจียอยากนั่งเฝั้าจนกว่านางจะได้สติขึ้นมา
นับจากนั้นในทุกวันเยวี่ยเจียก็เพียรมาดู แต่มาทีไรก็เป็นช่วงที่ต้วนชิงหมิงทานอาหารพอดี ดูก็รู้ว่าเยวี่ยเจีย
พยายามหาเวลามาดูต้วนชิงหมิงอยู่ตลอด ทำเอาชิวหนิงรู้สึกห่อเหี่ยวใจ และมักเก็บอาหารของนางที่เหลือไว้ให้เยวี่ยเจีย
ทานจนอิ่มค่อยปล่อยไป ยิ่งไปกว่านั้นท่าทางที่สะบักสะบอมของเยวี่ยเจีย ทำให้ชิวหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์สงสารจับใจ
มาถึงตอนนี้ที่ได้ยินต้วนชิงหมิงเอ่ยถึงเยวี่ยเจีย ชิวหนิงก็อดคิดไม่ได้ถึงเนื้อตัวที่มีบาดแผลเต็มร่างกายของเยวี่ย
เจีย ใบหน้าปูดบวม พูดอย่างละลํ่าละลักว่า “คุณหนูสลบไปได้สองวันแล้ว เยวี่ยเจียก็เพียรมาดูแล้วดูเล่าอยู่หลายรอบ…
เพียงแต่งานที่แม่นมสีต้องทำมีมากมายนัก นางจึงมาอยู่ได้ไม่นานก็ต้องจากไป”
ชิวหนิงมองออกไปนอกหน้าต่างพึมพำขึ้นมา “เวลาประมาณช่วงนี้ เยวี่ยเจียก็จะมาแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงเห็นสีหน้าของชิวหนิงก็รู้ได้ทันทีว่านางกำลังคิดถึงเรื่องใด
แต่ว่าเรื่องของเยวี่ยเจียมิใช่ว่าจะลบล้างได้ในเร็ววัน เวลานี้ต้องรอให้ต้วนเจิ้งจัดงานแต่งให้เรียบร้อยก่อน ค่อย
วางแผนโยกย้ายเยวี่ยเจียกลับมา
เมื่อคิดถึงบ่าวใช้ที่ใจร้อนอย่างเยวี่ยเจีย ต้วนชิงหมิงก็อดสงสารมิได้ นางได้แต่ส่ายหน้าและพูดอย่างถอดใจ “ชิว
หนิง เจ้าไปเปิดตู้ฝังซ้ายแล้วเอาถุงผ้านั้นให้เยวี่ยเจีย และถือโอกาสไปบอกแม่นมสีให้อบรมสั่งสอนเยวี่ยเจียได้อย่างเต็มที่
ไม่ต้องเกรงใจข้า”
ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นกับเยวี่ยเจีย ต้วนชิงหมิงจึงใช้ชิวหนิงให้ไปบอกแม่นมสี แม้ว่าเยวี่ยเจียจะทำผิดและได้รับโทษ
แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นคนของต้วนชิงหมิง
ชิวหนิงได้ฟังแล้วก็พยักหน้ารับด้วยความปิติ “บ่าวทราบแล้ว บ่าวจะไปทำให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
เมื่อกล่าวจบแล้ว ชิวหนิงจึงรีบวิ่งออกจากห้องไปหยิบถุงผ้าในตู้ให้เยวี่ยเจีย
ต้วนชิงหมิงปรายตามองและถอนหายใจออกมา นางหวังว่าหลังจากที่เยวี่ยเจียเจอบทลงโทษเช่นนี้ คงจะจดจำ
ขึ้นใจไปอีกนาน มิกล้าทำเรื่องบุ่มบ่ามอีกต่อไป
บางครั้งการทำสิ่งบุ่มบ่ามเพียงคนเดียวอาจทำร้ายแค่ตนเอง ทว่าบางครั้งการทำสิ่งบุ่มบ่ามเพียงคนเดียว
อาจสามารถนำภัยมาสู่คนที่นางรักและให้ความสำคัญ
ในครั้งนี้ ต้วนชิงหมิงมิได้ลงโทษเยวี่ยเจียอย่างหนักหนาสาหัส นางหวังเพียงว่าหลังจากนี้เยวี่ยเจียจะต้องเจียมตัว
ไม่ทำเรื่องผิดมหันต์แบบนี้ขึ้นอีก
ระหว่างที่ชิวหนิงวิ่งไปหาแม่นมสีอย่างดีอกดีใจถึงที่พัก เยวี่ยเจียกลับกำลังนั่งซักผ้ากองโตอยู่
ชิวหนิงวิ่งตามหาเยวี่ยเจียอยู่สองรอบกลับไม่พบ นางจึงเลี้ยวไปตามหาแม่นมสีแทน
แม่นมสีเป็นสตรีวัยกลางคนที่ค่อนข้างเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง… ตอนนางอายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างผอมสูง ผิว
พรรณเหลืองและแห้งกรัง ดูแล้วนางไม่ได้บำรุงร่างกายมาเป็นเวลายาวนาน ส่วนแววตาของนางกลับเป็นประกายแผ่
ซ่านความดุดันและเข้มงวดออกมา ทำให้ผู้พบเห็นเพียงสบตาก็เกิดความหวาดหวั่นสะพรึงไปทั่วสรรพางค์กาย
แม่นมสีสวมชุดกระโปรงยาวสีเทาแสดงความเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนที่น่าเกรงขามออกมา ตรงปกคอเสื้อและแขน
เสื้อถลอกและด้ายหลุดรุ่ยจากการใช้งานที่ยาวนาน แต่ด้วยการซักทำความสะอาดจนหมดจด แม้เสื้อจะเก่าไปหน่อยก็ไม่
ได้ทำให้นางดูซอมซ่อ กลับแสดงให้นางดูดีอย่างบอกไม่ถูก
ในยามบ่ายวันนี้ แม่นมสีกำลังนั่งจิบชาอยู่ในห้อง แสงตะวันสาดส่องเข้ากระทบร่างกายจนเงาดำลาดไปกับพื้น
ชิวหนิงเดินเข้ามาในห้องทำให้แม่นมสีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถามเสียงเรียบขึ้น “มีเรื่องอะไร?”
ชิวหนิงยิ้มแห้งๆ จากนั้นทำความเคารพแม่นมและยิ้มมุมปากตอบกลับไป “เรียนแม่นมสี บ่าวชื่อชิวหนิงได้รับคำ
สั่งจากคุณหนูใหญ่ ให้นำของมาให้บ่าวใช้เยวี่ยเจียที่เพิ่งมาที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน”
แม่นมสีเงยหน้าขึ้นมองชิวหนิง พร้อมกับวางถ้วยนํ้าชาลงบนโต๊ะ ถามขึ้นว่า “ใครที่อยู่ที่นี่ หากตั้งใจทำงานก็มี
ข้าวกิน มิทราบว่าคุณหนูใหญ่ส่งอะไรมาให้บ่าวใช้อย่างเยวี่ยเจีย?”
ชิวหนิงยิ้มไปพลาง วางถุงผ้าที่ถืออยู่ลงเปิดออกให้แม่นมสีดู… ตามกฏของจวนต้วนแล้ว ไม่ว่าใครเอาส่งของมาที่
นี่ ต้องผ่านการตรวจจากแม่นมสีเสียก่อน ถึงจะตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ดี
ชิวหนิงเปิดถุงผ้าออก ทำให้แม่นมสีถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เพราะด้านในมีห่อกระดาษเล็กๆ อีกสามห่อ โดยที่
ห่อซ้ายมือใส่หยกกลมเรียบเนียนสะท้อนแสงระยิบระยับหนึ่งชิ้น
แม่นมสีเงยหน้าขึ้นมองชิวหนิงและเปรยเสียงเรียบขึ้น “ของชิ้นนี้ดูเหมือนไม่เหมาะกับเยวี่ยเจียเสียเท่าไหร่
กระมัง?”
ชิวหนิงเม้มปากยิ้ม จากนั้นเปิดห่อกระดาษอีกอันออก
ภายในห่อกระดาษที่สองทำให้สีหน้าของแม่นมสีชะงักไปครู่หนึ่ง
ชิวหนิงรู้สึกได้ใจขึ้นมา จึงรีบเปิดห่อกระดาษที่สามออกมา
เมื่อเปิดออกมาแล้วปรากฏว่าสีหน้าของแม่นมสีแสดงอาการมากกว่าห่อที่หนึ่งและสอง
ชิวหนิงยิ้มอย่างสาแก่ใจ “คุณหนูใหญ่มีบางอย่างให้บ่าวมาบอกกับแม่นมสีว่า……”
แม่นมสีถึงจะละสายตาออกจากห่อกระดาษที่สาม หันมองหน้าชิวหนิงและพูดขึ้น “คุณหนูใหญ่มีเรื่องอะไรจะ
บอกงั้นหรือ?”
ชิวหนิงเห็นสายตาของแม่นมสีกลับกลอกไปมาชั่วขณะ ถ้าห่อกระดาษแรกมีไข่มุกเม็ดงามอยู่ด้านใน ย่อมต้องการ
สื่อให้ดูแลเยวี่ยเจียอย่างอัญมณีที่มีค่า อย่าให้ต้องลำบากมากนัก เช่นนั้น ห่อกระดาษที่สองที่เป็นผ้ากันเปือนรองอาหาร
ของเด็กน้อย กับห่อกระดาษที่สามที่เป็นปั๋องแปั๋งนั้น หมายความว่าอะไรกันแน่?
ในเมื่อต้วนชิงหมิงสั่งให้ชิวหนิงนำมาย่อมมีเหตุผลในตัวของมัน บัดนี้สิ่งของถูกส่งถึงมือแล้ว นางก็ขอตัวลาปล่อย
ให้แม่นมสีครุ่นคิดหาความหมายของสิ่งของไปคนเดียวแล้วกัน
“คุณหนูใหญ่บอกว่าเยวี่ยเจียอาจมีนิสัยบุ่มบ่ามจนอาจไปล่วงเกินผู้อื่น ตอนนี้นางมาอยู่ในกำมือของแม่นมสีแล้ว
หวังว่าแม่นมจะอบรมสั่งสอนนางอย่างเต็มที่ มิต้องเกรงใจคุณหนูใหญ่” ชิวหนิงกล่าว
ถึงตรงนี้สีหน้าแม่นมสีกลับมาอยู่ในภาวะปกติดังเดิม นางนั่งลงหยิบถ้วยนํ้าชาขึ้นจิบอยู่นานสองนาน กว่าจะเอ่ย
ออกมา “ในเมื่อคุณหนูใหญ่ฝากของมาให้เยวี่ยเจีย เจ้าก็เอาไปให้นางเสียเถอะ……”
ชิวหนิงมองของที่อยู่ในห่อกระดาษทั้งสามชิ้นแล้ว ก็เอาเม้มปากแน่นมิกล้าหัวเราะออกมา “คุณหนูใหญ่ฝากมา
ว่า เยวี่ยเจียมาอยู่กับแม่นมสีถึงที่นี่ก็ควรทำตามกฏที่แม่นมตั้งไว้ ของทั้งสามชิ้นนี้ให้ฝากไว้ที่แม่นมสีก่อน รอจนกว่าเยวี่ย
เจียทำงานที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อย ค่อยให้นางมารับก็ยังมิสาย… ชิวหนิงมิขอรบกวนแม่นมแล้ว ที่เรือนคุณหนูใหญ่
ยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก ชิวหนิงต้องขอตัวไปก่อน”
เมื่อกล่าวจบแล้ว ชิวหนิงก็ทำความเคารพแม่นมสีแล้วกลับตัวเดินจากไป
ชิวหนิงเดินออกไปแล้ว แม่นมหนิงหันกลับมามองของทั้งสามในห่อกระดาษ จู่ๆ ก็ตกเข้าไปอยุ่ในภวังค์ของความ
คิด
ในวันนี้ยามบ่ายหลังจากทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว เยวี่ยเจียก็เดินไปดูอาการต้วนชิงหมิงอีกครั้ง
คราวนี้กับคราวที่แล้วมีความต่างกัน เนื่องจากนางมิได้แอบย่องออกมาเงียบๆ แต่กลับขอลาแม่นมสีเพื่อมาขอบ
คุณต้วนชิงหมิงโดยเฉพาะ
พอได้ยินเสียงเรียกของเยวี่ยเจียดังขึ้น ต้วนชิงหมิงที่กำลังทานอาหารก็เม้มปาก และยกถ้วยนํ้าขึ้นมาจิบ ก่อนสั่ง
ให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปพาตัวเยวี่ยเจียเข้ามาพบได้
เยวี่ยเจียเดินเข้ามาในห้องรีบคุกเข่าตรงเบื้องหน้า เอื้อมแขนเข้าโอบขาทั้งสองข้างของต้วนชิงหมิง พร้อมกับพูด
นํ้าตาซึมว่า “ฮือๆๆๆ คุณหนู บ่าวรู้ว่าคุณหนูหวังดีกับบ่าว บ่าวดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ… บ่าวรีบทำงานที่รับมอบหมายให้
เสร็จโดยเร็ว เพื่อจะมาหาคุณหนูให้เห็นกับตาเลยเจ้าค่ะ”