การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 682 ใครเป็นคนทำ?
ครั้นชิวจวี๋เล่ามาถึงตรงนี้จู่ๆ ก็หยุดเล่าลงดื้อๆ นางแอบชำเลืองมองเห็นสีหน้าที่โมโหของต้วนชิงหมิง พร้อมจะ
ระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ชิวจวี๋กลัวต้วนชิงหมิงโมโหมากที่สุด นางจึงตัดสินใจมิกล้าเอ่ยปากเล่าต่อไป
สีหน้าต้วนชิงหมิงโมโหจนดูแทบไม่ได้ นางปรายตามองไปทางชิวจวี๋เอ่ยขึ้น “เจ้าไปเรียกเยวี่ยเจียมาที่นี่เดี๋ยวนี้!”
ชื่อเสียงเรื่องความเข้มงวดของแม่นมสีนั้น ต้วนชิงหมิงพอจะได้ยินได้ฟังมาบ้าง การไปอยู่เรือนแม่นมสีที่รับผิด
ชอบซักล้างทั้งหมดในจวนต้วนเป็นงานที่ต้องใช้แรงเป็นอย่างยิ่ง
หากบอกว่างานเยอะและเหน็ดเหนื่อย รวมไปถึงมีการกลั่นแกล้งบ้างก็พอรับไหว แต่นี่อะไรกัน เยวี่ยเจียกลับมี
บาดแผลเต็มตัวไปหมดเนี่ยนะ!
ชิวจวี๋ตกใจกับนํ้าเสียงที่ดุดันของต้วนชิงหมิง นางนึกว่าต้วนชิงหมิงจะต่อว่าที่ไปยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง
แต่พอได้ยินนนํ้าเสียงที่โมโหของต้วนชิงหมิง ชิวจวี๋กลับกลัวต้วนชิงหมิงจะไปหาเรื่องเยวี่ยเจีย มาถึงเวลานี้ ชิวจวี๋
รู้สึกเสียใจเหลือเกินที่เล่าเรื่องเยวี่ยเจียไม่เป็นเรื่องออกไป
ยิ่งชิวจวี๋คิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ในใจของนางก็ยิ่งลนลานมากขึ้นเท่านั้น ขาทั้งสองข้างสั่นอ่อนแรง จนนางเลือก
คุกเข่าลงไปกับพื้นแทน “คุณหนู บ่าวขอร้องนะเจ้าค่ะ ปล่อยพี่เยวี่ยเจียไปเถอะเจ้าค่ะ พี่เยวี่ยเจียไม่ได้เล่าเรื่องอะไรให้
บ่าวฟังทั้งสิ้น และไม่ได้ให้บ่าวมาขอร้องแทนด้วย… ทุกอย่างเป็นเพราะบ่าวถือวิสาสะเอาเรื่องมาเล่าให้คุณหนูฟังเอง…
บ่าวเห็นเพียงที่ข้อมือมีรอยเลือด ฝั่ามือบวมแดงชํ้าเขียวลามไปเกือบทั้งแขนเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงหันมองชิวจวี๋ด้วยรู้ว่า นิสัยของเยวี่ยเจียนั้นไม่ยอมให้ใครมาขอร้องแทนนางหรอก สรุปคือต่อให้เยวี่ย
เจียให้คนอื่นมาขอร้องแทน ก็คงไม่เลือกชิวจวี๋ที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องแบบนี้มา แต่ว่าต้วนชิงหมิงกลับโทโหจนลมออกหูที่เยวี่ย
เจียถูกทรมานหนักหนา ใครกันบังอาจไม่ไว้หน้าบ่าวของต้วนชิงหมิง?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ความโกรธก็ปะทุขึ้นมาในใจอีกครั้ง นางจ้องไปที่ชิวจวี๋ขึ้นเสียงว่า “ข้าใช้ให้เจ้าไปตามเยวี่ย
เจียมาก็รีบไปซะ มัวอธิบายอะไรอยู่?”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกเสียใจขึ้นมาที่ส่งเยวี่ยเจียไปที่เรือนของแม่นมสีเพื่ออบรมกฏระเบียบใหม่ แต่นางไม่ได้บอกว่าขับ
เยวี่ยเจียออกจากเรือน นั่นแสดงว่าเยวี่ยเจียยังคงเป็นบ่าวใช้ของในเรือนต้วนชิงหมิงอยู่ดี ใครกันช่างบังอาจกล้าดีมาลง
โทษเยวี่ยเจียหนักหนาถึงเพียงนี้?
ต้วนชิงหมิงจำได้ว่าตอนที่ส่งเยวี่ยเจียไปที่เรือนแม่นมสีก็ได้กำชับไปแล้วนี่หน่า ยังทั้งส่งชิวหนิงให้นำของสามสิ่ง
ไปให้แม่นมสี แม่นมสีเห็นแล้วก็เข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อ แต่มาตอนนี้ เนื้อตัวของเยวี่ยเจียกลับมีบาดแผลเต็มตัว
แม่นมสีไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อ หรือว่าลงโทษทั้งๆ ที่รู้?
การที่เยวี่ยเจียกระทำความผิดย่อมต้องได้รับโทษเป็นธรรมดา แต่เยวี่ยเจียยังเป็นบ่าวใช้ของเรือนต้วนชิงหมิง แม้
แต่ต้วนชิงหมิงยังทำใจลงโทษลงไม้ลงมือไม่ได้เลย ใครหน้าไหนกันที่กล้ามาตบตี ทรมานเยวี่ยเจียจนสาหัสแบบนี้ เห็นที
ต้องกำราบแม่นมสีที่กำเริบเสิบสานเสียหน่อยแล้ว
พอเห็นต้วนชิงหมิงโกรธจนสั่นไปทั้งตัว ชิวจวี๋ยิ่งไม่รู้จะรับมือเช่นไรดี นางจึงรีบวิ่งหน้าตั้งไปหาชิวหนิงทันทีทันใด
ระหว่างนั้นเยวี่ยเจียเพิ่งสวาปามอาหารจนหมดเกลี้ยงและดื่มนํ้าอยู่ ทันใดนั้นชิวจวี๋วิ่งหน้าตั้งเข้ามาอย่างร้อนรน
เยวี่ยเจียจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “ชิวจวี๋เป็นอะไรไปนะ?”
ชิวจวี๋มองเยวี่ยเจียด้วยสีหน้าซีดขาว จากนั้นค่อยมองไปที่ชิวหนิง ด้วยนํ้าเสียงเศร้าสร้อย “พี่เยวี่ยเจีย คุณหนู
เรียกให้ไปพบ”
พอเยวี่ยเจียรีบรับคำและสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว ทางด้านชิวหนิงที่เห็นสีหน้าชิวจวี๋ซีดขาว จึงถามอย่างฉงน
“ชิวจวี๋ เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูอย่างนั้นหรือ? ทำไมเจ้าท่าทางมิค่อยสู้ดีเอาเสียเลย?”
ชิวจวี๋ถึงกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว พูดอย่างคนมีชนักติดหลัง “พี่ชิวหนิง ข้าไม่ได้ตั้งใจ… ข้าแค่รู้สึกสงสารพี่เยวี่ยเจีย
จึงไปเล่าเรื่องบาดแผลที่เต็มตัวของพี่เยวี่ยเจียให้คุณหนูฟังนะสิ”
ชิวหนิงหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยิน นางรีบวิ่งตามเยวี่ยเจียไปติดๆ “เยวี่ยเจีย… พี่ยังไม่ได้ถามเจ้าเลย แผลบนตัวเจ้า
ไปได้มาอย่างไรกัน?”
เยวี่ยเจียโบกมือปฏิเสธทันควัน “ไม่มีอะไรนี่หน่า… พี่ชิวหนิงอย่าได้ฟังชิวจวี๋พูดเพ้อเจ้อไปเลย บนตัวข้าจะมี
บาดแผลได้อย่างไร… เรื่องแต่งขึ้นทั้งนั้น”
เยวี่ยเจียมิมีทางบอกเรื่องแผลบนตัวของนางให้ต้วนชิงหมิงรับรู้เป็นอันขาด มิอย่างนั้น จากนิสัยของนางแล้วจะ
ต้องไปเอาเรื่องให้ถึงที่สุด… เยวี่ยเจียกลับเป็นห่วงเหลือเกินกลัวว่า ต้วนชิงหมิงจะตกติดกับที่มีคนตั้งใจใช้เยวี่ยเจียเป็น
เหยื่อ
ถึงตรงนี้แล้ว ชิวหนิงมิได้สนใจอะไรมากมายขนาดนั้น นางนึกว่าเยวี่ยเจียมีแผลที่ข้อมือเท่านั้น พอมาได้ยินที่ชิวจ
วี๋เล่าพลันเข้าใจทันที เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างที่คิด ชิวหนิงวิ่งไปคว้าแขนของเยวี่ยเจียเอาไว้แล้วถกแขนเสื้อเปิดออก
ดู
เยวี่ยเจียพยายามขัดขืนจนชายเสื้อมีเสียงขาดดังขึ้น ชิวหนิงยอมปล่อยมือและถามขึ้นแทนว่า “เยวี่ยเจียไม่ให้พี่ดู
ไม่เป็นไรหรอก… แต่ในเมื่อคุณหนูทราบเรื่องนี้แล้ว เจ้าต้องไปอธิบายให้ชัดเจน พวกเราไปหาคุณหนูด้วย”
พอได้ยินว่าต้องพบหน้าต้วนชิงหมิง เยวี่ยเจียกลับรู้สึกสั่นไปทั้งตัวด้วยความหวาดกลัว “ไม่ ข้าจะไม่ไปพบคุณ
หนู”
ชิวหนิงยังไม่แน่ใจว่าเยวี่ยเจียมีบาดแผลตรงไหนบ้าง ในเวลานี้ที่เห็นเยวี่ยเจียพยายามซ่อนมือเอาไว้ใต้แขนเสื้อ ชิ
วหนิงพูดเสียงแข็งขึ้น “เยวี่ยเจียไม่ได้เด็ดขาด เจ้าก็รู้นิสัยของคุณหนูดีนี่หน่า คุณหนูบอกจะพบ เจ้าก็ต้องไปพบหน้าคุณ
หนู……”
หลังจากที่เยวี่ยเจียได้ฟังแล้ว นางอยากกระโจนออกไปทางหน้าต่างให้รู้แล้วรู้รอด “พี่ชิวหนิงไปบอกคุณหนูให้
หน่อย ว่างานที่ข้าต้องทำยังคั่งค้างอยู่อีกมาก ต้องขอตัวกลับไปเรือนแม่นมสีก่อน”
เยวี่ยเจียที่ยืนใกล้ประตูเลือกที่จะเปิดออกและวิ่งจากไป
ยังมิทันที่นางวิ่งได้สิบก้าว ชิวหนิงก็ไล่ตามมาทันแล้ว นางรีบคว้าเยวี่ยเจียให้หยุดลง “เยวี่ยเจียเอ๋ย คำสั่งของคุณ
หนูเจ้ายังกล้าขัด?”
เยวี่ยเจียสู้แรงชิวหนิงมิได้ นางจึงเลือกใช้วิธีบีบนํ้าตาและวิงวอนร้องขอ “พี่ชิวหนิง ขอร้องล่ะ ขอร้องพี่จากใจจริง
อย่าบอกเรื่องนี้กับคุณหนูเด็ดขาด!”
ชิวหนิงขบฟันแน่นและนำตัวเดินตรงไปที่เรือนต้วนชิงหมิง เยวี่ยเจียก็เหลือเกินช่างเขลาเบาปัญญาเหลือเกิน แค่
แผลภายนอกทำไมนางถึงมิอยากให้ต้วนชิงหมิงได้ดู… หรือว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีบางอย่างอำพรางอยู่?
ชิวหนิงออกแรงลากแขนเยวี่ยเจียอย่างมาก ขณะเดียวกันเยวี่ยเจียก็พยายามดิ้นให้หลุดจากมือชิวหนิง ทั้งสองคน
ยื้อไปยื้อมาสลับกัน ในที่สุดจู่ๆ เสียงของต้วนชิงหมิงก็ดังขึ้น “ชิวหนิง พวกเจ้าทำอะไรกัน?”
ต้วนชิงหมิงจ้องมองด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด และสีขาวกว่าปกติเป็นไหนๆ
ชิวหนิงหันไปพูดกับเยวี่ยเจียขึ้นมาว่า “เยวี่ยเจีย เจ้าดูสภาพร่างกายของคุณหนูสิ เจ้าโกรธเกลียดบ้างไหม?”
เมื่อเยวี่ยเจียเห็นต้วนชิงหมิงใบหน้าซีดขาวไร้เลือดฝาด นางจึงยืนขาแข็งและลืมสิ่งที่จะพูด
พอเยวี่ยเจียยืนนิ่งอยู่กับที่ ชิวหนิงจึงลากนางเดินเข้าไปยืนหน้าต้วนชิงหมิง “ไหนเจ้าลองพูดมาสิ… คนพวกนั้น
กล้าดียังไงตบตีเจ้าถึงเพียงนี้? เจ้าไม่ได้ถูกคุณหนูอย่างข้าขับออกจากเรือนไปเสียหน่อย เหตุใดถึงยังกล้าตบตีเจ้าให้ตก
อยู่ในสภาพนี้ แต่เจ้ากลับอยากช่วยคนพวกนั้นโดยเลือกปิดบังคุณหนู เจ้านี่มันโง่เขลาเบาปัญญา?”
เยวี่ยเจียเอาแต่นั่งร้องไห้ออกมาโดยไม่ยอมเล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอ
ชิวหนิงลากเยวี่ยเจียเข้าไปใกล้ต้วนชิงหมิงมากขึ้น และเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูเจ้าค่ะ บาดแผลบนตัวของเยวี่ยเจียมิ
อยู่มิน้อยจริงๆ เจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงยืนหน้าประตูจ้องเขม็งมาที่เยวี่ยเจีย แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องเข้ามากระทบเสื้อผ้าที่บางเบา
ต้วนชิงหมิงกวาดสายตามาที่ชิวจวี๋จนนางรู้สึกตกใจไปหมด ยามปกติแล้ว ต้วนชิงหมิงมีอารมณ์ค่อนข้างแรง แต่
ไม่เคยอารมณ์เสียใส่บ่าวใช้เลย แต่นั่นมิได้หมายความว่าต้วนชิงหมิงจะยอมให้ใครทำอะไรกับนางตามอำเภอใจได้ โชคดี
เหลือเกินที่ต้วนชิงหมิงไม่ได้โกรธจัด หากโกรธถึงขั้นคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทุกคนจะต้องตกใจจนขวัญหนีดีฝั่อกันไปหมด
เยวี่ยเจียยืนแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ไม่พูดไม่จา โดยนางห่างจากต้วนชิงหมิงเพียงไม่กี่ก้าว
สีหน้าของต้วนชิงหมิงพลันเคร่งขรึมขึ้นมา เยวี่ยเจียรู้ได้ทันทีว่าต้วนชิงหมิงต้องโกรธเป็นแน่แท้ นางจึงใช้สายตา
อ้อนวอนส่งไปที่ชิวหนิง เพื่อขอร้องให้ช่วยเหลือจากใจจริง