การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 683 ต้วนอวี้หรานผู้อำมหิต
ชิวหนิงหันมองพลางส่ายหัวไปที่เยวี่ยเจีย “พี่ว่าทำไมเจ้าออกไปจากเรือนไปแล้วถึงได้เปลี่ยนเป็นคนโง่เขลาถึง
เพียงนี้ คุณหนูเป็นห่วงเจ้ามากที่สุดรู้บ้างหรือไม่ ตอนที่เจ้าถูกคนทรมานจนเนื้อตัวมีแต่บาดแผล เจ้าจะให้คุณหนูรู้สึก
อย่างไร เจ้ารีบเล่าเรื่องตามความจริงออกมาให้หมด คุณหนูจะได้มิต้องโมโหอีกครั้ง”
เยวี่ยเจียได้ฟังแล้วสีหน้าแดงฝาดบนใบหน้าพลันซีดขาวในบัดดล นางยอมเดินตามชิวหนิงไปแต่โดยดีและพูดเสีย
งอ่อยๆ “ข้ากลัวว่าหากเล่าเรื่องนี้ให้คุณหนูฟังแล้ว คุณหนูจะโกรธนะสิ”
ชิวหนิงเห็นเยวี่ยเจียเหมือนคิดได้แล้ว จึงทำท่าทำทางโกรธและเลิกตาโตจ้องเขม็ง “เจ้าต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ คุณ
หนูปกปั้องเจ้า เพราะเจ้าเป็นคนของคุณหนู แต่เจ้ากลับปิดบังซ่อนเร้นสิ่งที่พบเจอ หรือว่าเจ้าไม่คิดว่ายังเป็นบ่าวใช้เรือน
คุณหนูใหญ่?”
เมื่อเยวี่ยเจียเห็นชิวหนิงขึงขังขึ้นมา นางจึงก้มหัวคอตกมิกล้าพูดสิ่งใดออกมา
ชิวหนิงจึงจับมือเยวี่ยเจียเข้ามาในห้องที่ต้วนชิงหมิงนั่งรออยู่แล้ว ต้วนชิงหมิงสังเกตแขนของเยวี่ยเจียอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตำหนิอย่างรุนแรง “เยวี่ยเจีย ข้าต้องการฟังความจริงทั้งหมด!”
นํ้าเสียงต้วนชิงหมิงผสมทั้งความเย็นชาและตำหนินางเป็นที่สุด
ก่อนที่จะออกจากเรือนไปก็ไม่เห็นซื่อบื่อขนาดนี้ แต่หลังจากถูกลงโทษย้ายไปอยู่กับแม่นมสี ทำไมกลับเป็นซื่อบื่อ
ได้ถึงเพียงนี้… หรือว่าเยวี่ยเจียมิรู้เลยว่า คนที่คอยทรมานนางนั้นต้องการสร้างเรื่องให้ต้วนชิงหมิงโมโห?
เรื่องนี้ใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังนั้น ต้วนชิงหมิงพอคาดเดาได้แล้ว ตอนนี้มีเพียงเยวี่ยเจียยอมปริปากเล่าเรื่อง ใคร
เป็นคนทรมานนาง แต่ถ้านางไม่ยอมเล่าออกมา ต้วนชิงหมิงก็มีวิธีสารพัดทำให้นางยอมเล่าออกมา
เยวี่ยเจียแอบเงยหน้าชำเลืองมองเห็นสีหน้าต้วนชิงหมิงขึงขัง ถึงได้รู้ตัวว่าทำผิดไปแล้ว นางจึงพูดอย่างละลํ่าละ
ลัก เสียงตํ่าออกมา “คุณหนู… อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ แผลพวกนี้ไม่ได้มีอะไรมากเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงได้ยินแล้วพลันขึงขังขึ้นไปอีก นางจึงแสยะยิ้มถามขึ้นมา “ถ้าไม่ใช่คนในเรือนของข้า ข้าย่อมไม่สนใจ
แม้แต่ชายตามอง… เอาอย่างงี้แล้วกัน ข้าจะขับเจ้าออกจากเรือนของข้าไปเสีย อีกหน่อยไม่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้าก็ไม่
เกี่ยวข้องกับข้าแม้แต่น้อย และไม่จำเป็นต้องมาเล่าให้ข้าฟังอีกแล้วกัน?”
เป็นที่รู้กันไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะโกรธขึงขังมากเพียงใด ก็ไม่เคยพูดขับไล่บ่าวใช้ออกจากเรือนสักคนเดียว เห็นที
คราวนี้นางคงโกรธจนอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
เยวี่ยเจียหน้าซีดเผือดทันทีที่ได้ฟัง นางรีบคุกเข่าและวิงวอนขอร้องออกมา “คุณหนูขอร้องเถอะเจ้าค่ะ อย่าขับ
บ่าวออกจากเรือนเลยเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่เยวี่ยเจียด้วยโกรธจนลมออกหู หากเป็นบ่าวเรือนอื่นไม่ว่าจะมีเรื่องหรือไม่มีเรื่อง ล้วนแล้วแต่
แต่งเรื่องมาให้เจ้านายฟังกันทั้งนั้น ทว่าบ่าวอย่างเยวี่ยเจียกลับมิทำเช่นนั้น นางยอมโดนทรมานโดยมิปริปากออกมา
ต้วนชิงหมิงพยายามกลั้นอารมณ์โมโหมิให้ระเบิดออกมา “เยวี่ยเจีย เจ้าคิดดีแล้วใช่ไหม ถ้าเจ้ามิใช่บ่าวใช้เรือน
ของข้าอีกแล้ว เรื่องของเจ้าก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้าสักนิดเดียว… หากเจ้าคิดว่าข้าเป็นเจ้านายของเจ้า จงเล่าเรื่องออกมา
ทั้งหมด ข้าจะดูสิใครช่างใจกล้ามาทรมานบ่าวใช้ในเรือนข้า”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้นํ้าเสียงของต้วนชิงหมิงก็เริ่มคลุมเครือขึ้นมา
การใช้วิธีระบายอารมณ์กับบ่าวใช้อย่างทรมานในรูปแบบต่างๆ นานาของต้วนอวี้หราน ทำให้ต้วนชิงหมิงรู้สึก
โมโหเป็นอย่างยิ่ง
เยวี่ยเจียนํ้าตาไหลรินเมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมาแล้ว นางคุกเข่าคำนับพื้น พูดอย่างสะอึกสะอื้น “บ่าว
ทราบแล้วเจ้าค่ะ บ่าวมิกล้าปิดบังคุณหนูอีกแล้ว บ่าวจะเล่าให้คุณหนูฟังทุกอย่างเจ้าค่ะ……”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงมองเยวี่ยเจีย “เล่าออกมาโดยห้ามปดแม้แต่คำเดียว!”
เยวี่ยเจียพยักหน้ารับ ต้วนชิงหมิงจึงหันไปมองชิวหนิง ชิวหนิงรีบเข้ามาประคองเยวี่ยเจียลุกขึ้นยืน จากนั้นเลิก
แขนเสื้อของเยวี่ยเจียขึ้นมา ทำให้คนที่เห็นต่างตะลึงกันทั่วหน้า
แขนของเยวี่ยเจียเป็นรอยฟกชํ้าดำเขียวไปหมด มีทั้งรอยเชือกที่ฟาดลงข้อมือเป็นแนวยาวหลายรอย ชิวหนิงที่
เลิกแขนเสื้อขึ้นถึงกับตกตะลึงจนพูดมิออก
ชิวหนิงยังไม่ลดละความพยายาม นางยื่นมือไปเลิกแขนเสื้ออีกข้าง ก็เห็นรอยฟกชํ้าดำเขียวกระจายไปทั่วแขน
ชิวหนิงรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เห็น นางจึงยื่นมือดึงเสื้อของเยวี่ยเจียขึ้นมา
เยวี่ยเจียผงะถอยหลังด้วยใบหน้าที่แดงกํ่า พร้อมพูดขอร้องชิวหนิง “อย่าเปิดเลย… พี่ชิวหนิง อย่าเปิดอีกเลย”
ชิวจวี๋ที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบเอื้อมมือไปปิดประตูหน้าต่างทุกบานจนสนิท มิให้ผู้ใดที่อยู่ด้านนอกมองเห็นได้ ทางด้าน
ชิวหนิงก็เลิกชายเสื้อของเยวี่ยเจียขึ้นมา เผยให้เห็นผิวพรรณที่อยู่ใต้เสื้อผ้า ทุกคนต่างชะงักกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าจนพูดมิ
ออก
ถ้าบอกว่าแขนที่ฟกชํ้าดำเขียวทิ้งร่องรอยไว้มากแล้ว แผ่นหลังของเยวี่ยเจียกลับมือมากกว่าเป็นไหนๆ
บาดแผลที่แผ่นหลังของเยวี่ยเจียทำให้ทุกคนต่างอื้ออึงจนพูดมิออก
แผ่นหลังที่ขาวเรียบเนียนของเยวี่ยเจียกลับมีรอยแส้เป็นรอยยาวพาดผ่าน ประกอบกับนํ้าเกลือที่ราดรดลงบน
แผ่นหลัง ในเวลานี้แผลมิอาจปิดลงได้สนิท ทำเอาทุกคนรู้สึกอนาถใจมิอาจทนดูไหว
นอกจากรอยแส้ที่เป็นรอยยาวแล้ว เนื้อตัวยังมีรอยแผลที่เกิดจากเหล็กเผาไฟจี้ลงบนผิวจนเป็นรอยไหม้ พูดได้ว่า
แผ่นหลังของนางมองหาผิวที่ดีมิเจอเลย
เยวี่ยเจียพูดด้วยนํ้าเสียงตํ่ามาก ทว่าผู้ฟังกลับได้ยินชัดเจนทั้งสองรูหู “คุณหนูรองส่งคนมาจับบ่าวขึงในยามราตรี
จากนั้นก็ทรมานบ่าวต่างๆ นานา… รอยแผลพวกนี้เป็นฝีมือของคุณหนูรองที่ทำเองกับมือทั้งสิ้น ส่วนบ่าวใช้ที่เหลือก็
เฆี่ยนตี ฟาดแส้และหยิก จนกระทั่งบ่าวทนความเจ็บมิไหวสลบไป พวกนางถึงได้เอาบ่าวกลับมาส่ง… หลายวันมานี้ข้าง
กายของบ่าวเป็นคนของคุณหนูรองทั้งสิ้น ข้าวของบ่าวถูกพวกนางแย่งไป เสื้อผ้าถูกตัดและฉีกจนหมดสิ้น แม้กระทั่ง
เครื่องประดับก็ถูกขโมยจนไม่เหลือสักชิ้นเดียว……”
ยิ่งเล่านํ้าเสียงของเยวี่ยเจียก็ยิ่งตํ่าลงเรื่อยๆ นางพูดทั้งๆ ที่เจ็บปวดทรมานและรู้สึกไม่เป็นธรรม “ที่บ่าวไม่เล่า
เรื่องนี้ให้คุณหนูฟัง เพราะคุณหนูรองข่มขู่ว่าเป็นบ่าวข้างกายคุณหนูใหญ่แล้วยังไง ต่อให้เป็นคุณหนูใหญ่ คุณหนูรองก็
เตรียมพร้อมจะจัดการทุกเมื่อ……”
เยวี่ยเจียแอบชำเลืองมองต้วนชิงหมิงด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นเล่าต่อไปว่า “อีกอย่าง คุณหนูรองขู่บ่าวอีกว่า
หากนำเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณหนูใหญ่ฟัง คุณหนูรองจะเอาบ่าวขายไปหอนางโลม และโบยน้องสาวสองคนของบ่าวให้ตาย
ทั้งเป็นเจ้าค่ะ”
น้องสาวของเยวี่ยเจียคือบ่าวใช้ตัวน้อยที่เพิ่งเข้ามาในจวนต้วน คนหนึ่งถูกส่งไปที่เรือนต้วนอวี้ ส่วนอีกคนถูกส่งไป
ที่ห้องครัวที่แม่นมโหลวอยู่ ทั้งสองที่นั้นเป็นที่ไปที่ดี แต่ว่าต้วนอวี้หรานกลับใช้น้องสาวสองคนมาข่มขู่เยวี่ยเจีย เพื่อให้
นางมิกล้าปริปากเล่าเรื่องที่เจอทรมาน
ต้วนชิงหมิงสีหน้าเคร่งขรึมลงไปทันทีหลังจากที่ได้ฟัง
หลิวหรงถูกถอดตำแหน่งไปแล้ว ต้วนอวี้หรานกลับวางอำนาจบาตรใหญ่ดังเดิม
อันที่จริง ต้วนชิงหมิงกำลังเดาใจอยู่ว่าต้วนอวี้หรานกำลังวางแผนเอาคืนอย่างไร บัดนี้รู้แล้วว่าต้วนอวี้หรานชอบ
แอบเล่นงานบ่าวใช้ที่มิมีทางสู้ลับหลังนี่เอง
นํ้าตาของชิวหนิงพรั่งพรูไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง จนร่วงหล่นมาที่แผ่นหลังของเยวี่ยเจีย เยวี่ยเจียขบฟันแนบ
แน่น ชิวหนิงจึงรีบดึงเสื้อลงมาปิดดังเดิม จากนั้นก็โผกอดเอวเยวี่ยเจีย พูดสะอึกสะอื้นออกมา “ฮือๆๆๆ เยวี่ยเจีย เจ้า
ช่างน่าสงสารเหลือเกิน……”
ต้วนชิงหมิงหันมองหน้าเยวี่ยเจียด้วยสายตาที่แน่นิ่ง นางพยายามกลั้นความโมโหที่ปะทุอยู่ภายใน พูดเสียงเรียบ
ออกมาแทน “เรื่องที่ต้วนอวี้หรานทรมานเจ้านั้น แม่นมสีรู้เรื่องหรือไม่?”
“เรียนคุณหนู แม่นมสีมิทราบเรื่องนี้เจ้าค่ะ… ในวันนั้น บ่าวสลบไป มีไข้สูง แม่นมหนิงยังเรียกบ่าวใช้ให้เอายามา
ให้… ส่วนเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของบ่าวใช้ด้วยกันเองนั้น แม่นมสีก็มิอาจยื่นมือเข้ามายุ่งได้” เยวี่ยเจียตอบกลับ
การที่บ่าวใช้เข้ามายุ่งเรื่องของเจ้านายนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่แม่นมสีกลับไม่หือไม่อือกับสิ่งที่ต้วนอวี้
หรานทำ สงสัยนางเป็นคนของหลิวหรงมาตั้งนานแล้ว
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอดใจ เห็นทีสิ่งของที่นางส่งให้แม่นมสีช่างไร้ประโยชน์เสียจริง