การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 685 เหตุของความเคียดแค้น
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับและพูดต่อไปว่า “เจ้ารู้ในจุดนี้ก็ดีแล้ว… หลิวอี๋เหนียงถูกขับออกจากจวน คุณหนูรองต้อง
เคียดแค้นชิงชังข้ากับท่านปั้าตู้เข้ากระดูกดำ ในตอนนี้ท่านปั้าตู้กับท่านพ่อจะแต่งงานกัน พวกเจ้าลองคิดดูสิ ถ้าเยวี่ยเจี
ยกลับมาอยู่ที่เรือนข้า คุณหนูรองเอาเรื่องนี้ไปปั่าวโพนทะนาให้ทั่วเมืองหลวง ถึงตอนนั้นงานแต่งของท่านพ่อจะกลาย
เป็นอะไร?”
ชิวหนิงได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา… ช่วงนี้เกิดเรื่องวุ่นวายหลายเรื่องที่จวนต้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลิว
อี๋เหนียงแอบทำร้ายคุณหนูติงโหรว ยังกล้ามาทำร้ายตู้ชิงหรวนกับต้วนชิงหมิงอีก นับว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ดตมาก ดังนั้น
การที่หลิวหรงถูกปลดตำแหน่งและขับออกจากจวนต้วน เป็นสิ่งที่สาสมกับการกระทำแล้ว
แต่ว่าคนที่รู้เรื่องลึกๆ มีเพียงไม่กี่คน ด้วยต้วนเจิ้งสั่งห้ามมิให้แพร่งพรายออกไป
คนภายนอกจึงรู้เพียงว่าหลิวอี๋เหนียงไม่เป็นที่โปรดปราน ล่วงเกินว่าที่ฮูหยินคนใหม่ ถึงถูกขับออกจากจวน
ในเวลานี้ หากมีเรื่องของเยวี่ยเจียเข้ามาเกี่ยวข้องผสมกับเรื่องเล่าของต้วนอวี้หราน ถึงวันนั้นที่ต้วนเจิ้งแต่งงาน ต้
วนอวี้หรานต้องแสดงละครเรียกร้องความเห็นใจ ยิ่งไปกว่านั้นอาจใช้เรื่องนี้ในการเค้นถามคำตอบจากต้วนเจิ้ง และโยง
เรื่องให้ถึงตัวต้วนชิงหมิงและตู้ชิงหรวน
หากเป็นเช่นนั้น ต้วนเจิ้งย่อมคำนึงถึงชื่อเสียงของจวนต้วน ย่อมไม่มีทางบอกความจริงต่อหน้าคนอื่นๆ แต่ต้วนอ
วี้หรานรู้ในจุดนี้ นางเลยทรมานเยวี่ยเจียอย่างหนักหนาสาหัส เพื่อให้ต้วนชิงหมิงรับรู้
ทุกคนในจวนต่างรับรู้กันทั่ว ต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ใจกว้างและรักบ่าวใช้ ครั้งนี้ต้วนอวี้หรานจึงตั้งใจจี้จุดอ่อนของต้
วนชิงหมิง เพื่อหวังจะโค่นนางให้ล้มอย่างไม่เป็นท่า
หากแผนการสำเร็จ ไม่แน่ว่าสภาพที่หลิวหรงต้องเจออาจดีขึ้นมาบ้าง ไม่ก็นางอาจถูกรับกลับจวนต้วนมาอีกครั้ง
หรือไม่ก็ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้
ในที่สุด ชิวหนิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่ถูกร้อยเรียงขึ้นมา จึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความเศร้าใจ “คุณหนูรอง
ช่างจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตเสียจริง”
ต้วนชิงหมิงถึงกับหัวเราะออกมา “ไม่ว่าคุณหนูรองจะมาไม้ไหนก็ตาม แต่นางเลือกที่จะทรมานเยวี่ยเจีย และดูท่า
จะยังไม่จบลงโดยง่าย”
ชิวหนิงได้ฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ความตั้งใจของคุณหนูรองคือให้คุณหนูรับเยวี่ยเจียกลับมา
ตอนนี้เยวี่ยเจียไม่ได้กลับมา เช่นนั้น นางอาจถูกทรมานหนักขึ้นจนกว่าคุณหนูจะรับกลับมาหรือไม่เจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างเย็นยะเยือก “นางต้องทำอย่างแน่นอน… เพียงแต่จข้าไม่มีทางให้นางสมปรารถนาหรอก”
ชิวหนิงพูดอย่างลำบากใจ “แต่ว่าคุณหนูรองลงมือเมื่อไหร่ พวกเรามิอาจทราบได้ จึงไม่รู้จะรับมืออย่างไหร่… คุณ
หนู พวกเรามิได้เฝั้าเยวี่ยเจียอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน จะปกปั้องเยวี่ยเจียจากนํ้ามือคุณหนูรองได้ยังไงเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงตอบยิ้มๆ “ถูกต้องแล้ว พวกเรามิอาจเฝั้าเยวี่ยเจียได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่พวกเราสามารถเฝั้าคุณหนู
รองได้นี่หน่า ว่านางจะลงมือเวลาไหน”
“อย่างนั้นจะได้ความหรือเจ้าคะ? คุณหนูรองระวังตัวมากขนาดนั้น จะให้พวกเราเฝั้าดูตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้
กระมังเจ้าค่ะ” ชิวหนิงตอบ
ต้วนชิงหมิงยังคงยิ้มมุมปาก “เรื่องนั้น พวกเราคงทำไม่ได้ ทว่ามีคนหนึ่งที่สามารถทำได้ มิใช่หรอกหรือ?”
ชิวหนิงกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง ด้วยไม่เข้าใจคงที่ต้วนชิงหมิงสื่อถึง
ต้วนชิงหมิงจึงหันไปที่ประตูและเอ่ยเสียงเบาขึ้นมา “เชียนม่อเข้ามาได้”
หลังสิ้นเสียงเรียกสตรีรูปงามผลักประตูเข้ามายืนเบื้องหน้าต้วนชิงหมิง
ชิวหนิงเห็นว่าเป็นบ่าวใช้ระดับสองที่เพิ่งมาในจวนต้วนนี่หน่า
เชียนม่อผู้นี้เป็นคนที่คุณหนูพากลับมาด้วยในครั้งก่อน พอนางมาถึงจวนต้วนก็เป็นถึงบ่าวใช้ระดับสอง จากนั้นก็
มาอยู่ในความดูแลของชิวหนิง
เชียนม่อเป็นคนเงียบขรึมไม่ชอบพูด ทว่ามีเรื่องใดให้ทำ นางมักทำได้เป็นอย่างดี จนหาข้อบกพร่องมิเจอ
ชิวหนิงมองออกมานานแล้ว ว่าเชียนม่อผู้นี้เป็นวรยุทธ แต่เก่งกาจถึงขั้นไหนนั้น ชิวหนิงมิรู้ได้ คนในเรือนต่างไม่
ได้ให้ความสำคัญกับเชียนม่อมากนัก เพราะต่างรู้สึกว่านางเย็นชา ยากเข้าไปทำความสนิทสนมด้วยก็เท่านั้นเอง
พอเห็นเชียนม่อเดินเข้ามาในห้อง นางได้ทำความเคารพต้วนชิงหมิง จากนั้นเดินไปอยู่ด้านข้างโดยไม่พูดจา
ต้วนชิงหมิงมองดูเชียนม่อและพูดอย่างพออกพอใจยิ่งนัก “เชียนม่อ เรื่องที่พูดคุยเมื่อครู่นี้ เจ้าได้ยินหมดแล้วใช่
ไหม?”
เชียนม่อพยักหน้ารับ “เรียนคุณหนู บ่าวได้ยินหมดทุกอย่างเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงจึงเอ่ยปากว่า “อย่างนั้น ช่วงนี้เจ้าก็ต้องเพิ่มความระวังเสียหน่อย หากคุณหนูรองไปทรมานเยวี่ยเจี
ยอีก เจ้าก็เข้าไปช่วยหน่อยแล้วกัน……”
“คุณหนูต้องการให้ไล่ตีคุณหนูรองจนหนีไปใช่ไหมเจ้าคะ?” เชียนม่อถามขึ้น`
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ “มิใช่อย่างนั้น มีวิธีอื่นที่ดีกว่าไล่ตีนางเสียอีก”
เชียนม่อกะพริบตาด้วยไม่เข้าสิ่งที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อสาร
ต้วนชิงหมิงจึงแถลงไขว่า “หากคุณหนูรองไปทรมานเยวี่ยเจียเมื่อไหร่ เจ้าเพียงวางแผนนำทางนายท่านไปดูให้
เห็นกับตา ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นนายท่านจัดการก็พอ”
“บ่าวรับทราบแล้วเจ้าค่ะ” เชียนม่อยกมือขึ้นประสาน
เมื่อกล่าวจบนางก็เดินออกจากห้องไป
เชียนม่อมองคล้อยตามหลังเชียนม่อไป จากนั้นเอ่ยถามอย่างสงสัย “คุณหนูคิดว่าเชียนม่อจะทำได้สำเร็จไหมเจ้า
คะ?”
เชียนม่อผู้นี้มิค่อยพูดค่อยจา ดูท่าทางอ่อนแอไม่ได้ความเลย หรือว่านางจะเก่งกาจอย่างที่คุณหนูพูดเอาไว้
ต้วนชิงหมิงเอาแต่ยิ้มมุมปาก “สำเร็จสิ หากเป็นคนอื่นข้ามิกล้ามั่นใจถึงเพียงนี้ สำหรับคุณหนูรองนั้น ข้าให้เชีย
นม่อไปจัดการ นับว่ายังไว้หน้าคุณหนูรองอยู่”
ต้วนชิงหมิงรู้ฐานะและตำแหน่งของนางอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ถึงแม้เชียนม่อจะอยู่ข้างกายนาง แต่นางกลับไม่
คิดจะใช้เชียนม่อทำอะไรมากนัก
สำหรับเชียนม่อที่ใช้ชีวิตอยู่ในด้านมืดมานาน จึงมีนิสัยแปลกแยกจากคนอื่น อีกอย่างเชียนม่อยังไม่รู้จักการเก็บ
อารมณ์ให้อยู่ หากให้ตำแหน่งที่สูงกว่านี้นางอาจรักษาไว้มิได้ ต้วนชิงหมิงจึงให้นางเป็นบ่าวใช้ระดับสองไปก่อน จากนั้น
ค่อยให้นางเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงมีภาพในใจแล้ว ชิวหนิงก็ไม่ซักไซร้ไล่ถามต่อ แต่เวลาผ่านไปครู่เดียว จู่ๆ นางก็ถามขึ้นว่า
“คุณหนูเจ้าค่ะ ต้องไปแจ้งให้เยวี่ยเจียรู้เรื่องก่อนไหม บ่าวกลัวว่าถึงเวลานั้นเยวี่ยเจียไม่รู้จะรับมือยังไงเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ “การเสแสร้งแกล้งทำยังไงก็ดูออก… ปล่อยให้เยวี่ยเจียแสดงอารมณ์อย่างที่
นางรู้สึกแล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงเชื่อมั่น ต่อให้ไม่มีใครไปบอกเยวี่ยเจียล่วงหน้า ถึงวันที่ต้วนอวี้หรานไปทรมาน เยวี่ยเจียย่อมมิทำให้ต้
วนชิงหมิงต้องผิดหวังแน่นอน
บัดนี้ เรื่องทั้งหมดได้วางแผนอย่างรัดกุมเป็นที่เรียบร้อย ขาดก็เเค่ต้วนอวี้หรานลงมือเท่านั้นเอง!
ต้วนชิงหมิงหยิบฝานํ้าชาขึ้นมาปิดถ้วยด้วยความอ่อนใจ และเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “ใช่แล้ว คุณชายใหญ่เป็น
อย่างไรบ้าง?”
“เรียนคุณหนู คุณชายใหญ่กำลังตั้งใจศึกษาเล่าเรียนกับท่านอาจารย์เจ้าค่ะ” ชิวหนิงตอบ
เมื่อกล่าวจบ ชิวหนิงก็เม้มปากยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ต้วนอวี้เป็นคนที่ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ปั่านนี้ท่านอาจารย์คงหัวปันกับต้วนอวี้ไปแล้ว ด้วยจนปัญญาจะ
จัดการ ใครใช้ให้ต้วนอวี้มีความจำเป็นเลิศ ต่อให้เขานอนฟุบอยู่บนโต๊ะ พอถูกท่านอาจารย์ปลุกให้ท่องสิ่งที่เรียนมา
ทั้งหมด ต้วนอวี้กลับสามารถท่องได้ไหลลื่นดั่งสายธารที่ไหลเชี่ยว มิมีผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว ทำเอาท่านอาจารย์อ้าปาก
ค้างไม่รู้จะว่าเขาอย่างไรดี
แน่นอนว่า ต้วนชิงหมิงไม่เห็นชิวหนิงเม้มปากยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นางผินหน้ามองไปทางหน้าต่างที่แง้มไว้ครึ่งบาน
สอดส่ายสายตาลอดมองไปที่ดอกมู่จิ่นฮวา[1]ที่กำลังเผยสีสันสดใส มองอยู่อย่างนั้นจนล่องลอยไปกับความคิดต่างๆ
นานา
ต้วนอวี้ยังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่จวนอย่างตั้งใจ ส่วนคนคนนั้นไม่รู้ว่าจากกันไปกี่ราตรีแล้ว ถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราว
ใดกลับมา จนบางครั้งต้วนชิงหมิงกลับคิดเผลอไผลถึงคนคนนั้นมิได้จากไปไหน และหลายครั้งที่คนคนนั้นควรมาอยู่ข้าง
กายนาง
แต่ว่านั่นเป็นเพียงความคิดเผลอไผลของนางเพียงผู้เดียว
ทุกอย่างเป็นเหมือนความฝันที่สวยสดงดงามเหมือนจริงเป็นที่สุด แต่เมื่อได้สติตื่นขึ้นมา ความฝันก็มักเลือนลาง
หายไป
ต้วนชิงหมิงเคยถามต้วนอวี้ เรื่ององค์ชายสามผู้หยิ่งทระนงตัว ได้หายตัวจนตามหาอย่างไรก็มิพบ
ต้วนชิงหมิงรู้อยู่แก่ใจว่าต้วนอวี้ต้องมีวิธีการติดต่อกับเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ แต่ในเมื่อต้วนอวี้มิยอมบอก ต้วนชิงหมิงก็
มิอาจบังคับฝืนใจได้ อย่างไรเสีย เหยียนหลิ่งอวี๋กับนางก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน ทุกคนต่างดำเนินชีวิตตามครรลองของตน
หากให้ความห่วงใยมากจนเกินไป เกรงว่าต้วนชิงหมิงอาจนั่งเสียอกเสียใจ
[1] ดอกมู่จิ่นฮวา คือ ดอกชบา