การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 686 เกิดเรื่องขึ้นกับต้วนอวี้หราน?
นับจากครั้งนั้นเป็นต้นมา ต้วนชิงหมิงก็มิเอ่ยถามถึงข่าวคราวของเหยียนหลิ่งอวี๋อีกเลย
หลังจากจากกับเหยียนหลิ่งอวี๋ที่คฤหาสน์เพื่อรักษาอาการปั่วยก็ไม่มีข่าวใดเกี่ยวกับเขากลับมาแม้แต่น้อย
ต้วนชิงหมิงปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า บางครั้งการที่ไม่มีข่าวคราวกลับมา ย่อมดีกว่ามีข่าวร้ายกลับมาเป็น
ไหนๆ ขอเพียงคนคนนั้นยังมีลมหายใจอยู่ ในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีเรื่องใดที่เขาทำมิได้
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดจนรู้สึกจิตใจห่อเหี่ยวไปหมด นางจึงลุกขึ้นหันไปพูดกับชิวหนิง “ไปกัน พวกเราไปดูอวี้เอ๋อร์
กัน”
ชิวหนิงรีบตอบรับและเข้าไปประคองต้วนชิงหมิงเดินออกจากห้อง
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงสลบไปสามวันสามคืน จนกระทั่งได้สติฟืนขึ้นมา ชิวหนิงรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบาง
อย่างของต้วนชิงหมิงที่เห็นได้ชัด… ต้วนชิงหมิงเปลี่ยนเป็นคนที่เคร่งขรึมขึ้น สงบนิ่งเยือกเย็นราวกับหิมะในเหมันตฤดู
หากได้เข้าใกล้ย่อมสัมผัสถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านออกมา จนสั่นสะเทิ้มไปทั้งตัว
ภายใต้แสงตะวันของคิมหันตฤดูที่สาดส่องมาที่กายของคนทั้งสอง จนแสบจ้าดวงตาทั้งสองข้าง ต้วนชิงหมิงผงะ
ถอยหลังก้าวหนึ่ง… แสงตะวันและความร้อนที่จ้าตาเสมือนเป็นรอยยิ้มของคนคนนั้น แม้ว่าจะร้อนแรงเกินไป แต่มิอาจ
ต้านทานใจที่ระลึกถึงไปได้เลย
ต้วนชิงหมิงพยายามตั้งสติพยุงตัวให้ยื่นนิ่งๆ
ภายนอกประตูเต็มไปด้วยความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า เต็มไปด้วยเสียงร้องแห่งความเบิกบานของสรรพสัตว์
คงมีเพียงต้วนชิงหมิงเท่านั้น ที่ยังไม่ก้าวออกมาจากโลกในความเพ้อฝัน จึงทำให้นางปรับตัวเข้ากับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามิทัน
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงผงะถอยหลังเช่นนั้น ชิวหนิงถึงกับตกใจจนสะดุ้งโหยง นางนึกว่าต้วนชิงหมิงเวียนหัวจะหมด
สติ จึงร้องสุดเสียงขึ้นมา “คุณหนูไม่เป็นไรใช้ไหมเจ้าคะ?”
ระหว่างที่ชิวหนิงร้องสุดเสียง นางก็ประคองต้วนชิงหมิงกลับเข้ามาในห้อง ต้วนชิงหมิงลืมตาขึ้นเห็นแสงไม่จ้าตา
เท่าเมื่อครู่ จึงพูดขึ้นว่า “ข้าไม่เป็นไร พวกเราไปหาอวี้เอ๋อร์กันต่อ”
ชิวหนิงดูสีหน้าท่าทางของต้วนชิงหมิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประคองนางเดินออกมาข้างนอกอย่างระมัดระวังเพิ่มขึ้น
คุณหนูเข้มงวดกวดขันกับคุณชายใหญ่เป็นอย่างมาก ชิวหนิงจึงได้แต่ภาวนาว่าเมื่อคุณหนูไปถึงแล้ว คุณชายใหญ่
จะมิทำให้ท่านอาจารย์ต้องหัวเสีย มิอย่างนั้นมีหวังคุณชายใหญ่ต้องถูกเอ็ดยกใหญ่อย่างเลี่ยงมิได้
ชิวหนิงประคองต้วนชิงหมิงเดินออกจากเรือนไปได้ไม่ถึงสองก้าว เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็รีบวิ่งปรี่เข้ามา “คุณหนู คุณหนู
คุณชายหลิวมาเจ้าค่ะ”
คุณชายหลิว? นั่นหมายถึงหลิวยวน?
ต้วนชิงหมิงรีบพูดอย่างรวดเร็ว “รีบไปเชิญมาเร็วเข้า”
“ขออภัยที่พี่มาโดยมิทันได้บอกกล่าว……”
สิ้นเสียงที่ใสแจ๋วชัดเจน หลิวยวนก็เดินมายืนอยู่เบื้องหน้าเป็นที่เรียบร้อย
ร่างที่สูงใหญ่ใส่หมวกคลุมพัดพาความเย็นเข้ามาปะทะต้วนชิงหมิง นางเงยหน้าขึ้นยิ้มน้อยๆ ให้หลิวยวน “คิดไม่
ถึงว่าพี่หลิวจะมาที่นี่”
หลิวยวนเห็นท่าทางต้วนชิงหมิงอ่อนแอไป จึงถามอย่างห่วงใยขึ้น “ชิงหมิง ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าไปมา “ชิงหมิงไม่เป็นอะไร”
เมื่อต้วนชิงหมิงพูดจบลงก็ใช้มือขึ้นมาพัดหน้าไปมา หลิวยวนจึงชี้ไปที่ศาลา “พวกเราไปนั่งในนั้นก่อนเถอะ”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับและใช้ให้ชิวหนิงไปยกนํ้าชามา
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงเข้าไปประคองเดินไปที่ศาลาแทน ระหว่างที่เดินไปนั้น นางถามเสียงเบาขึ้น “เรื่องที่คุณหนูให้
บ่าวไปทำธุระนั้นเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ แต่ในระหว่างทางกลับได้พบคุณชายหลิวเข้า คุณชายหลิวจึงมาส่งบ่าวเจ้าค่ะ……”
ต้วนชิงหมิงฟังแล้วก็ยิ้มออกมา “เจ้านี่โชคดีเหลือเกิน ไปข้างนอกยังบังเอิญได้พบคุณชายหลิวอีก”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยิ้มแห้งๆ จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดเก้าอี้หิน ก่อนจะให้ต้วนชิงหมิลงไปนั่ง
หลิวยวนเห็นท่าทางที่อิดโรยของนางจึงถามอย่างห่วงใย “ชิงหมิง สีหน้าของเจ้าไม่ค่อยสู้ดีเอาเสียเลย”
ยังมิทันที่ต้วนชิงหมิงจะอ้าปาก เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับพูดขึ้นแทน “คุณหนูของบ่าวโดนลมเย็นจนปั่วย เพิ่งจะหายดี
ขึ้นเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงคิดว่าเรื่องที่นางต้องประสบพบเจอมิควรบอกให้คนนอกรู้ จึงหาข้ออ้างพูดแทรกขึ้นมา
หลิวยวนหันหน้ามาพูดกับต้วนชิงหมิง “วันนี้อากาศร้อน สุขภาพของชิงหมิงก็ยังไม่ดีอีก ต้องรักษาสุขภาพเอาไว้
นะ…ประเดี๋ยวกลับไป พี่จะใช้ให้คนนำของบำรุงและยามาให้นะ”
ต้วนชิงหมิงพูดยิ้มๆ “ของบำรุงมิต้องหรอก เพราะปกติชิงหมิงมิค่อยได้ออกไปนอกจวนมากนัก แค่โดนลมเย็นจน
หน้าซีดขาวไปเท่านั้น แค่พักผ่อนดูแลร่างกายก็จะดีขึ้น พี่หลิววางใจได้”
เมื่อได้ยินต้วนชิงหมิงกล่าวเชิงปฏิเสธ หลิวยวนมิอยากคะยั้ยคะยอนางอีก ทั้งสองคนจึงนั่งพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ
ไปเรื่อย
เนื่องจากใกล้ถึงวันสอบจอหงวน หลิวยวนเองก็มุ่งมั่นกับการเตรียมตัว ช่วงนี้เขาก็มิค่อยได้ออกไปไหน ส่วนต้วน
ชิงหมิงก็มีเรื่องเกิดขึ้นในจวนต้วมากมายจึงมิได้ออกไปนอกจวนเช่นกัน
หลิวยวนได้เล่าเรื่องใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้ต้วนชิงหมิงฟัง นางจึงตั้งใจฟังแทบมิพูดขัดขึ้นมาเลย
หลิวยวนเล่าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเล่าถึงคนในจวนเชวียขึ้นมา “ใช่แล้ว ชิงหมิง เมื่อสองสามวันก่อน พี่ได้เจอกับพี่
ชายน้องชายตระกูลเชวียทั้งสองคน จึงถามถึงหนิงหรานขึ้นมา ดูเหมือนว่าช่วงนี้ชีวิตนางมิค่อยสู้ดีเสียเท่าไหร่”
ต้วนชิงหมิงได้ยินถึงกับตกใจขึ้นมาทันที “หมายความว่ายังไงเลยพี่หลิว?”
“มิทราบว่าชิงหมิงเคยได้ยินคุณชายจวนจางที่ชื่อจางเซี่ยวเทียนบ้างไหม?” หลิวยวนถามขึ้น
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับไปว่า “พี่หลิวหมายถึงบุตรชายของท่านใต้เท้าจางจื่อเฟย ที่ชื่อว่าจาง
เซี่ยวเทียนใช่หรือไม่?”
หลิวยวนพยักหน้ารับ
ต้วนชิงหมิงถึงกับใจเต้นแรงขึ้นมา นางรีบถามขึ้นทันควัน “ชิงหมิงเคยได้ยินชื่อคุณชายจางผู้นี้ ทว่ามิเคยได้พบ
หน้า มิทราบว่าเขากับหนิงหรานมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”
หลิวยวนถอนหายใจออกมาอย่างเเผ่วเบา “ก็เพราะใต้เท้าเชวียไม่ยอมรับอวี้เอ๋อร์นะสิ ตอนนี้เขาเตรียมตัวไปพูด
คุยเรื่องหมั้นหมายถึงจวนจางเลย”
“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่เหรอพี่หลิว?” ต้วนชิงหมิงถามอย่างใจร้อน
“ก็ไม่นานมานี้แหละ น่าจะสองสามวันมานี่เอง” หลิวยวนตอบเสียงเรียบ
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนเอ่ยถามขึ้น “หนิงหรานมิรู้เรื่องนี้มาก่อน จึงต่อต้านฮูหยินเชวียใช่ไหม?”
“ชิงหมิงคาดเดาได้ถูกต้องเลย เพราะหนิงหรานยอมตายดีกว่าแต่งกับคุณชายจาง ทำให้ฮูหยินเชวียโกรธจัดสั่งกัก
บริเวณหนิงหรานทันที” หลิวยวนบอกเล่า
“หนิงหรานเจ้านี่ช่างซื่อบื้อเสียจริง” ต้วนชิงหมิงพึมพำเสียงเบา
ต้วนอวี้มีใจให้เชวียหนิงหรานมาตลอด แต่นางกลับมองต้วนอวี้เป็นน้องชายมาโดยตลอด
การดูตัวในครั้งก่อนทำให้เชวียหนิงหรานหวาดกลัวขึ้นมา กลัวว่าบุรุษทั่วแผ่นดินจะวิปริตเหมือนจางเย่ ด้วยเหตุนี้
เชวียหนิงหรานจึงฝากอยากฝากชีวิตของนางให้กับต้วนอวี้ มาบัดนี้ ต้วนอวี้ถูกบังคับให้เตรียมตัวสอบ ใจของเชวียหนิง
หรานก็ทุกข์ตามไปด้วย… แต่เชวียหนิงหรานก็มิควรใช้ไม้แข็งกับเชวียหย่งเฉียง ซึ่งมันไม่เป็นผลดีกับนางแม้แต่น้อย
ต้วนชิงหมิงคิดมาถึงจุดนี้ ก็ลุกขึ้นรีบเดินออกไปข้างนอกทันที
หลิวยวนรีบคว้ามือไปจับแขนของนางเอาไว้ “ชิงหมิงจะไปไหนอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงตอบเพียงว่า “ชิงหมิงจะไปหาหนิงหราน ชิงหมิงกลัวว่าหนิงหรานจอมซื่อบื้อจะทำเรื่องโง่เขลาขึ้นนะ
สิ”
หลิวยวนส่ายหน้าให้นาง ก่อนพูดเสียงเรียบว่า “ฮูหยินเชวียมิมีทางยอมให้ชิงหมิงเข้าจวนเชวียเป็นแน่”
ต้วนชิงหมิงออกแรงกัดริมฝีปากแน่นไปหมด “นางมิให้เข้าไป ชิงหมิงก็ต้องเข้าไปให้ได้… ชิงหมิงมิอาจทนดูหนิง
หรานอยู่ในสภาพแบบนั้นได้ต่อไป”
“ชิงหมิง ปกติมิใช่คนทำอะไรบุ่มบ่ามหุนหันพลันแล่นนี่หน่า” หลิวยวนเตือนสติ
ต้วนชิงหมิงสะบัดแขนของหลิวยวนออก “หนิงหรานเป็นคนหัวดื้อรั้น ตอนนี้ถูกท่านพ่อบีบบังคับ ชิงหมิงกลัวว่า
นางจะทำเรื่องโง่เขลาขึ้น”
แม้มือจะถูกสะบัดจนหลุดออก ทว่าเขายังคงยืนมองต้วนชิงหมิงอยู่ที่เดิม “ชิงหมิงเชื่อพี่เถอะ ต่อให้เจ้าไปช่วย
เรื่องจะยํ่าแย่ลงไปอีก”
ต้วนชิงหมิงถึงกับชะงักคำพูดของหลิวยวน จนนางเดินกลับมานั่งเก้าอี้ พูดเสียงตํ่าว่า “หรือว่าพวกเราจะยอมทน
ดูหนิงหรานต้องทุกข์ทรมานโดยมิมีทางช่วยเลยหรือ?”
หลิวยวนมองต้วนชิงหมิงด้วยรู้สึกกังวล “ชิงหมิง สิ่งที่เจ้าพูดและคิดดูเหมือนไม่ใช่เจ้าคนเดิมเลย”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้ามองไปที่หลิวยวน “ถ้าอย่างนั้นในความคิดของพี่หลิวนั้น ชิงหมิงเป็นคนแบบไหนกัน?”
หลิวยวนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งและตอบว่า “ต้วนชิงหมิงที่พี่รู้จัก ฉลาดหลักแหลม แยบคาย มิลนลานแม้ภัยมา
ประชิด แต่ชิงหมิงในตอนนี้กลับใจร้อนและยั่วเย้าได้ง่ายดาย… ชิงหมิงบอกพี่มาสิ สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากัน
แน่?”
ต้วนชิงหมิงถึงกับยกมือขึ้นปั้องปาก พึมพำให้ตัวนางได้ยินเพียงผู้เดียวเท่านั้น “ใช่แล้ว มีใครบอกข้าได้หรือไม่ ว่า
มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่?”