การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 687 มิมีใครถูกผิด มีเพียงคนเด็ดขาด
ตั้งแต่กลับชาติมาเกิดในครั้งนี้ ต้วนชิงหมิงตั้งปณิธานในใจว่าต้องแก้แค้นหลิวหรงกับต้วนอวี้หรานให้จงได้ โดยไม่
สนว่าต้องใช้วิธีการได้ที่ได้มา ความตั้งใจจริงของต้วนชิงหมิงแรกเริ่มเดิมที คือการทำเพื่ออวี้เอ๋อร์ แต่หลังจากที่นางเข้ามา
ใกล้ชิดกับต้วนเจิ้งแล้ว ก็พลอยรับรู้สิ่งต่างๆ ในใจของต้วนเจิ้ง
ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ได้มีตำแหน่งที่มั่นคงในจวนต้วน แต่เมื่อได้ยินในสิ่งที่หลิวหรงพูดมา ภาพฝันของต้วนชิงห
มิงจึงพลันมลายหายไปในพริบตา
ในวันนี้ ต้วนชิงหมิงสวมชุดบางเบาสีอ่อนที่พริ้วไหวไปตามลมในหน้าร้อน ท่าทางที่อ่อนแอและใบหน้าที่
เคร่งเครียดของนาง ทำให้จิตใจของหลิวยวนเจ็บปวดรวดร้าวจนอธิบายไม่ถูก
สาวน้อยคนนี้อายุยังน้อย แต่พบเจอความยากลำบากและบททดสอบมามากมาย ในเวลานี้ นางต้องการใครสัก
คนที่สามารถแบ่งเบาความทุกข์ในใจ หลิวยวนยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นคนนั้นให้นาง แต่น่าเสียดายที่ประตูหัวใจของ
นางกลับปิดแน่นสนิท ไม่มีพื้นที่ให้เขาแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงก้มหน้าด้วยความโศกเศร้า หลิวยวนจึงยื่นมือออกไป ลูบผมที่ยาวสลวยของต้วนชิงหมิง แต่
ลูบได้เพียงครึ่งเดียวกลับต้องหยุดชะงักลง
หลิวยวนรู้ว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนที่รักในเกียรติและศักดิ์ศรี นางยอมที่จะหลั่งนํ้าตาในความมืดโดยมิให้คนอื่นได้
เห็นความอ่อนแอ ส่วนหลิวยวนได้ใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะเข้ามาใกล้ชิดนางได้ถึงเพียงนี้ หลิวยวนกลัวว่าหากมีคำ
พูดใดเอ่ยจากปากออกไป ก็มิอาจกลับมาเป็นดังเดิมได้อีก มิหนำซํ้าต้วนชิงหมิงอาจตีตัวออกห่าง หลบหน้าหลบตาและมิ
อาจให้เขาอยู่ข้างกายเช่นนี้ต่อไปเป็นแน่
ไม่ ไม่ได้ หลิวยวนมิยอมให้มันเกิดเรื่องเเบบนั้นขึ้นเป็นอันขาด
หลิวยวนลูบผมต้วนชิงหมิงลงมาได้ครึ่งหนึ่งก็ชักมือกลับมา จากนั้นเขาเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับนาง
และพูดยิ้มๆ ออกมา “ไม่ว่าชิงหมิงจะเปลี่ยนไปอย่างไร ในใจของพี่นั้น ชิงหมิงก็ยังเป็นชิงหมิงคนเดิมอยู่วันยังคํ่า”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นสบตาที่มีความจริงใจของหลิวยวน นางจึงลูบใบหน้าอย่างเก้งก้างและถามหลิวยวนเสียง
เบาขึ้นมา “จริงเหรอ… ชิงหมิงยังเป็นคนเดิมที่พี่หลิวเจอคนนั้นจริงๆ เหรอ?”
ในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีใครที่ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก เช่นเดียวกับอายุที่ยังต้องผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บางครั้งผู้คน
และเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบัน อาจเปลี่ยนไปโดยที่เรามิทันรู้ตัว จนกระทั่งอาจจำมิได้เลยก็ได้
หรืออาจบอกได้ว่าเรามิได้เปลี่ยนไป มีแต่คนอื่นที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง
ไม่ว่าสรรพสิ่งรอบตัวจะเเปรเปลี่ยนไปอย่างไร เราควรรักษาจิตใจแรกเริ่มมิให้เปลี่ยนแปรตาม และเดินตาม
ปณิธานในใจของตน
สิ่งนี้พูดได้ง่ายดาย แต่ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ
ต้วนชิงหมิงถามตัวนางเองขึ้น สิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จจำเป็นต้องทำให้สำเร็จไหม เวลานี้จิตใจของต้วนชิงหมิงรู้สึก
สับสนอลหม่านจนมิรู้จะเดินไปทางไหนดี
หลิวยวนมองต้วนชิงหมิงอย่างห่วงใย เขาเอ่ยถามขึ้นว่า “ชิงหมิงบอกพี่ได้ไหม สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าฝืนยิ้มออกมา “ไม่มีอะไรหรอกพี่หลิว”
ท่าทางของต้วนชิงหมิงดูแล้วเหมือนมีปัญหาเกิดขึ้น แต่นางกลับบอกว่าไม่มีอะไร หลิวยวนจึงมิกล้าเค้นถามอีก ที่
สำคัญสิ่งที่หลิวยวนต้องทำในตอนนี้ คือช่วยให้ต้วนชิงหมิงหลุดจากวังวนในใจออกมา มิใช่เค้นหาความจริงในอดีตที่ผ่าน
ไปแล้ว
ในเมื่อเรื่องราวในอดีตมิอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก เช่นนั้น ทำไมไม่สร้างแสงแห่งความหวังให้เจิดจรัสงอกงามขึ้นใน
จิตใจด้วยเล่า
หลิวยวนนิ่งอยู่ประเดี๋ยวก่อนพูดขึ้นว่า “อันที่จริง ต้นตอของปัญหามิได้อยู่ที่หนิงหราน แต่เป็นใต้เท้าเชวียต่าง
หาก ชิงหมิงลองคิดดู ต่อให้เจ้าไปสอนให้หนิงหรานต่อต้านได้สำเร็จ ครั้งหน้าอาจเป็นคุณชายหลี่แทนคุณชายจางก็เป็น
ได้ หากใต้เท้าเชวียอยากให้หนิงหรานแต่งงานกับใครจริง ไม่ว่าหนิงหรานจะทัดทานเพียงใดคงมิสำเร็จอยู่ดี เจ้าว่าใช่หรือ
ไม่?”
เมื่อเห็นหลิวยวนพยายามเปลี่ยนเรื่องที่สนทนาอยู่ ต้วนชิงหมิงมองกลับไปอย่างซาบซึ้งใจ “ใช่แล้ว ปัญหานี้อยู่ที่
ตัวของคุณชายจาง มิใช่ตัวของหนิงหราน ขอเพียงเชวียหย่งเฉียงยังคิดหาบุรุษมาหมั้นหมายกับหนิงหราน นางย่อมอยู่ใน
ความหวาดระแวง ถึงตอนนั้นมิรู้ว่าใครจะมาเป็นคู่หมั้นหมายนาง!”
พอกล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว ต้วนชิงหมิงก็แอบถอนหายใจและพูดเสียงอ่อยขึ้น “ถึงตอนนั้นอวี้เอ๋อร์โตกว่านี้ จะให้เช
วียหย่งเฉียงไปถอนหมั้นหมายกับตระกูลอื่นที่ตกลงไว้แล้ว ย่อมทำลายชื่อเสียงของเชวียหนิงหรานจนปั่นปี ดังนั้น
ทางออกของเรื่องนี้คือต้องขัดขวางเชวียหย่งเฉียง มิใช่เข้าไปช่วยหนิงหรานที่ปลายเหตุ”
“พูดแบบนี้อาจดูง่ายดาย แต่พวกเราจะขัดขวางเชวียหย่งเฉียงได้ยังไง?” หลิวยวนถามขึ้น
เนื่องจากเรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงต้วนอวี้ ต้วนชิงหมิงจึงยากจะพบหน้าเชวียหนิงหรานตามไปด้วย ต่อให้นางบุกไป
ถึงจวนเชวียก็คงช่วยอะไรมิได้มาก กลับจะทำให้เชวียหย่งเฉียงเร่งรีบหาคุณชายคนอื่นๆ เช่นนั้นมิสู้หาวิธีทางอื่นช่วยเชวีย
หนิงหรานออกจากสถานการณ์ลำบากนี้ดีกว่า
ต้วนชิงหมิงหันไปถามหลิวยวนขึ้นว่า “ใช่แล้ว จางเซี่ยวเทียนผู้นั้น พี่หลิวรู้จักหรือไม่?”
“เคยพบหน้ากันมาบ้าง” หลิวยวนพยักหน้าตอบ
ต้วนชิงหมิงถามต่อไป “อย่างนั้นจางเซี่ยวเทียนเทียบกับจางเย่แล้วเป็นยังไงบ้าง?”
“จางเย่กับจางเซี่ยวเทียน พูดได้ว่าคนหนึ่งดีเลิศ อีกคนหนึ่งยอดแย่” หลิวยวนตอบเสียงเรียบ
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับทราบ “อย่างนั้น ตามความคิดของพี่หลิว หากมิได้เป็นอวี้เอ๋อร์ จางเซี่ยวเทียนผู้นั้นนับว่า
เหมาะสมกับหนิงหรานหรือ?”
หลิวยวนพยักหน้าครู่หนึ่ง และส่ายหน้าครู่หนึ่ง
ต้วนชิงหมิงเริ่มมิงหลิวยวนด้วยสายตาที่แปลกใจ
หลิวยวนจึงอธิบายว่า “พี่อาจบอกชิงหมิงได้ว่า จวนจางมีบุตรชายและบุตรสาวลูกภรรยาเอกอย่างละคน จาง
เซี่ยวเทียนผู้นี้ฉลาดหลักแหลมตั้งแต่อายุยังน้อย และเป็นที่คาดหวังของฮูหยินจางอย่างมาก ดังนั้นการศึกษาเล่าเรียนจึง
เข้มงวดกวดขัน หากหนิงหรานแต่งเข้าจวนจางไปได้ ย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก”
“ความหมายของพี่หลิวคือ ฮูหยินจางรักบุตรชายอย่างมาก จึงตั้งมาตรฐานหนิงหรานไว้สูง?” ต้วนชิงหมิงถาม
“ตามที่พี่รู้มานั้น มิใช่ตั้งมาตรฐานไว้สูงเท่านั้น ฮูหยินจางยังเป็นคนที่นิสัยเข้มงวดแข็งกร้าว ดูจากนิสัยของหนิง
หรานแล้ว ถ้าแต่งเข้าไปละก็มีหวังต้องไปรองอารมณ์ฮูหยินจางแน่นอน” หลิวยวนเล่าจากประสบการณ์
“พี่หลิวบอกว่าจวนจางนั้นมีบุตรสาวภรรยาเอกหนึ่งคนใช่ไหม?” ต้วนชิงหมิงถาม
โบราณว่าบุตรสาวนิสัยมักตามมารดา ถ้าต้วนชิงหมิงรู้จักนางละก็ อาจช่วยเหลือหนิงหรานไว้ได้
หลิวยวนหันหน้าไปด้านข้าง ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน แล้วเล่าออกมา “บุตรสาวภรรยาเอกจวนจางนิสัยตรงไปตรง
มา เป็นที่หมายปองของบุรุษมากมาย”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับทราบ
จู่ๆ หลิวยวนเหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “ใช่แล้วชิงหมิง พี่ลืมเจ้าไป จางเซี่ยนเทียน
ผู้นี้มีความสัมพันธ์อันดีกับเชวียจื่อซวน เพียงแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาผิดใจกันเนื่องจากจางซวน หลังจากนั้นทั้งสองก็มิได้ไป
มาหาสู่กันอีกยาวนาน จนกระทั่งฮูหยินเชวียจัดงานเลี้ยงขึ้นมา ทั้งสองคนจึงลบความหมางใจต่อกันออกไปได้”
ต้วนชิงหมิงเล่าว่า “ตามที่ชิงหมิงเข้าใจ จวนจางกับจวนเชวียถือว่าเป็นตระกูลที่เหมาะสมในการเชื่อมสัมพันธ์โดย
การแต่งงานมิใช่หรือ?”
หลิวยวนหัวเราะออกมา “เรื่องนี้พี่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่สตรีนั้นย่อมอยากหาคนที่เหมาะสมทั้งฐานะและชาติ
ตระกูลมิใช่หรือ? เพื่อบุรุษจะได้หน้าได้ตา สตรีได้มีตำแหน่งในวงสังคม!”
บรรดาวงสังคมของฮูหยินชนชั้นสูงในเมืองนั้น แต่ละคนต่างแอบเปรียบเทียบกันในใจ เพื่อเลือกอยู่ในกลุ่มที่สูง
กว่า และคอยเหยียบกลุ่มที่ตํ่ากว่าไว้ใต้บาทา