การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 688 ครานี้มิให้ต้วนชิงหมิงยื่นมือเข้ามายุ่ง
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 688 ครานี้มิให้ต้วนชิงหมิงยื่นมือเข้ามายุ่ง
อันที่จริง เรื่องการเปรียบเทียบใครสูงใครตํ่า ต้วนชิงหมิงต่างรู้ดีตั้งแต่ในชาติที่แล้ว พอหลิวยวนเล่าให้ฟัง นางจึง
ถามขึ้น “ชิงหมิงว่าพวกเราควรไปหาจางเซี่ยวเทียนสักครั้งดีไหม?”
ในครั้งก่อนที่พวกเขายื่นมือไปจัดการจางเย่ ด้วยถือคติที่โบราณกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งนะร้อยครั้ง” มา
บัดนี้ หากต้องการให้จางเซี่ยวเทียนร่นถอยกลับไปย่อมต้องใช้คตินี้อีกครั้ง
สิ่งที่นางต้องการทำในเวลานี้คือเข้าใกล้จางเซี่ยวเทียนให้ได้ จากนั้นค่อยหาจุดอ่อนของเขา ส่วนเชวียหย่งเฉียงนั้น
ต้วนชิงหมิงย่อมมิปล่อยเอาไว้แน่ เพียงแต่เชวียหย่งเฉียงเป็นท่านพ่อของเชวียหนิงหราน ด้วยเหตุผลนี้ต้วนชิงหมิงมิอาจ
ทำรุนแรงจนเกินไป นางทำแค่เพียงให้เชวียหนิงหรานกับต้วนอวี้คู่กันก็พอ
หลิวยวนตอบกลับว่า “ถ้าชิงหมิงอยากพบจางเซี่ยวเทียน วันพรุ่งนี้มีโอกาสพบหน้าได้”
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงตั้งใจฟังที่เขาพูด หลิวยวนจึงพูดต่อไปว่า “พรุ่งนี้สำนักเรียนไท่เสวียจะจัดงาน ไม่เพียงแต่พี่
น้องจวนเชวียทั้งสองคนที่ไป แม้แต่จางเซี่ยวเทียนก็ยังไปร่วมงาน ถึงตอนนั้นสามารถพาสหายเข้าร่วมงาน เอาอย่างนี้ ชิง
หมิงกับอวี้เอ๋อร์ไปพร้อมกับพี่แล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงคิดๆ ดูแล้วก็พยักหน้ารับ “ก็ได้ ชิงหมิงจะไปบอกอวี้เอ๋อร์ แล้วพวกเราสองพี่น้องจะไปดูหน้าจางเซี่ยว
เทียนให้เห็นกับตา”
หลิวยวนแอบมองซ้ายมองขวาและถามขึ้นทันใด “อวี้เอ๋อร์กำลังตั้งใจเรียนหนังสืออยู่ใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเจื่อนๆ “เรียนหนังสือเห็นจะจริง ส่วนตั้งใจหรือไม่นั้น มิอาจรู้ได้เลย”
ต้วนอวี้ผู้นี้นอกจากคำพูดของหลิวยวนและต้วนชิงหมิงแล้ว เขามิฟังคำพูดใครอีกเลย มิหนำซํ้าคำพูดของท่าน
อาจารย์ที่มีความรู้ลึกซึ้งก็ยังต้องปวดหัวกับเขาจนพูดมิออก
ดังนั้นตามหลักแล้ว ต้วนชิงหมิงไม่มีทางเชื่อว่า ต้วนอวี้จะสั่งใจเรียนหนังสืออย่างว่าง่าย
เพียงแต่ว่า ต้วนชิงหมิงได้เรียบเรียงสิ่งที่ต้วนอวี้ต้องศึกษาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็เพียงต้วนอวี้ทบทวนก็มิใช่
ปัญหาแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่นางปล่อยให้ต้วนอวี้กับท่านอาจารย์เรียนด้วยกัน
หลิวยวนยิ้มน้อยยอ้มใหญ่ “เอาเข้าจริง คนที่ทำให้อวี้เอ๋อร์ยอมก้มให้มีเพียงไม่กี่คนจริงๆ”
จากนั้นหลิวยวนก็ลุกยืนขึ้นพูด “ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็รีบเข้าไปหาอวี้เอ๋อร์กันเถอะ”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเห็นหน้า และกวักมือให้ชิวหนิงและบ่าวใช้ติดตามเดินไปทางห้องหนังสือของต้วนอวี้
ในระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนปรึกษาหารือ เรื่องเชวียหนิงหรานกับจางเซี่ยวเทียนอยู่นั้น ต้วนอวี้ที่นั่งร้อง
ท้องกรอดๆ ก็นั่งหน้าเซ็ง ฟังองครักษ์ลับจือหยางรายงานสิ่งที่พบเห็นมา
จือหยางรายงานว่า “เรียนคุณหนูชายต้วน สิ่งที่เห็นมานั้นก็มีเพียงเท่านี้”
หลังจากนั้นไม่นาน จือหยางได้พูดเสริมขึ้น “ระหว่างทางที่กระผมมา เห็นคุณชายหลิวอยู่ที่นั่น เกรงว่าคุณหนู
ใหญ่คงทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว”
ต้วนอวี้หน้าเสียในทันตา “ท่านพี่ต้องทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกอย่างนางต้องยื่นมือเข้าจัดการเรื่องนี้เป็นแน่”
แต่ไหนแต่ไรมา ต้วนอวี้ไม่ชอบให้ผู้ใดมาคาดเดาความคิดของเขา และไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำเรื่องของเขากับเชวีย
หนิงหรานให้ใหญ่โต เรื่องในครั้งนี้ ต้วนอวี้จัดติดสินจะลงมือด้วยตัวเขาเอง
จือหยางหันไปถามต้วนอวี้อย่างระวัง “อย่างนั้น ถ้าคุณหนูใหญ่ยื่นมือเข้ามา แผนการของพวกเราจะยังดำเนินต่อ
ไปไหมขอรับ?”
ต้วนอวี้ลุกขึ้นยืนมองโต๊ะที่มีหนังสือตำรากางออกเต็มไปหมด ก่อนหัวเราะอย่างเย็นชา “แผนการของพวกเรา
ต้องดำเนินต่อไป ส่วนท่านพี่นั้น ข้าไม่มีทางให้นางยื่นมือเข้ายุ่งเรื่องนี้”
ยามปกตินั้น ต้วนอวี้อยู่ภายใต้ความดูแลของต้วนชิงหมิงมาโดยตลอด ต้วนชิงหมิงทำสิ่งใดมักคิดถึงต้วนอวี้เสมอ
แต่ในครั้งนี้ ต้วนอวี้ตัดสินใจแน่วแน่มิให้ต้วนชิงหมิงเข้ามายุ่งเรื่องวุ่นวายที่เขาก่อขึ้นอีกแล้ว
จือหยางรับทราบและเอ่ยถามขึ้น “กระผมทราบและจะไปจัดการตามที่ได้วางแผนไว้ขอรับ ส่วนคุณชายก็รับมือ
คุณหนูใหญ่เองแล้วกันขอรับ”
เมื่อต้วนอวี้เห็นจือหยางกำลังกำลังจะจากไป ทันใดนั้นเขาพรวดถามขึ้นทันที “ใช่แล้ว ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็น
ยังไงบ้าง?”
ทันทีที่เอ่ยถึงองค์ชายสาม จือหยางก็ก้มหน้าด้วยความเศร้าสร้อย “ข่าวคราวขององค์ชายสามได้ขาดช่วงไปจาก
เมืองหลวงนานแล้วขอรับ… คุณชายก็ทราบดีว่าครั้งก่อนที่เกลือเป็นหนอน ทำให้องค์ชายสามสูญเสียกำลังไปไม่น้อย ดัง
นั้นองค์ชายสามจึงตัดขาดความเคลื่อนไหวทั้งหมดกับเมืองหลวง แม้แต่กระผมเองก็มิทราบว่าองค์ชายสามเป็นตายร้ายดี
อย่างไรขอรับ”
ต้วนอวี้ได้ฟังเช่นนั้นก็พูดอย่างไม่แยแส “เจ้าก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป คนดีอายุแสนสั้น คนชั่วอายุยืนยาว คน
อย่างเหยียนหลิ่งอวี๋นั้นต่อให้คนทั้งใต้หล้าตายจนเกลี้ยง เขาก็ยังอยู่ดีมีสุข”
จือหยางหันมองต้วนอวี้ตาขวาง พยายามไม่ใส่ใจกับคำว่า “คนชั่ว” เขาเชื่อว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ นอกจากต้วนอ
วี้ที่เป็นยอดคนชั่วแล้ว มิมีผู้ใดที่กล้าเรียกนามของเหยียนหลิ่งอวี๋ตรงๆ โดยหน้าตามิแดง จิตใจมิเต้นระรัว
ยังดีที่จือหยางได้ยินต้วนอวี้เรียกแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว มิอย่างนั้นเขามิมีทางไว้หน้าต้วนอวี้เป็นแน่
เมื่อเห็นจือหยางจากไปอย่างรวดเร็ว ต้วนอวี้จึงใช้มือซ้ายเท้าคาง มือขวาวาดอย่างบางบนโต๊ะ ทันใดนั้น สายตาคู่
เล็กดวงนั้นเผยแววตาแห่งความเจ้าเล่ห์เพทุบายออกมา เขาพึมพำออกมาประโยคหนึ่งว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าตัวดีจงจำ
ไว้ให้ขึ้นใจ หากครั้งนี้มิอาจช่วยข้าแย่งภรรยากลับมาได้ ข้านี่แหละจะยกท่านพี่ให้เป็นภรรยาของหลิวยวนไปเลย……”
เจ้าเหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ยหลอกใครมิหลอก คนอื่นอาจมิรู้ธาตุแท้ของเจ้า แต่ต้วนอวี้นั้นกลับรู้เช่นเห็นชาติของเหยียน
หลิ่งอวี๋อย่างทะลุปรุโปร่ง
ต้วนชิงหมิงยังคงอาศัยอยู่ในเรือนของนางอย่างสงบ ส่วนบรรดาองครักษ์ขององค์ชายสามต่างสับเปลี่ยนเวรยาม
เฝั้าคฤหาสน์นอกวังหลวง ให้เหมือนเขาอยู่ในเมืองหลวง แต่ที่จริงเหยียนหลิ่งอวี๋กลับแอบอยู่ในเงาอันมืดมิดสักที่หนึ่ง
เพื่อคิดเล่นงานใครบางอยู่
เป็นที่รู้กันโดยทั่ว องค์ชายสามผู้สูงศักดิ์มิใช่ใครจะเข้ามาลอบทำร้ายได้อย่างง่ายดาย ถ้าเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ใช้
โอกาสที่ผ่านความเป็นความตายในครั้งนี้ ก็อย่าเรียกเขาว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋” อีกต่อไป
เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้ช่างระงับความโหยหาคิดถึงได้มากเพียงนี้ โดยปล่อยให้ต้วนชิงหมิงเอาแต่เฝั้ารอนับวันที่จะได้
พานพบหน้าอีกครั้ง หรือว่าเขามิกังวลว่าที่ภรรยาอาจถูกคนอื่นคว้าไป?
ต้วนอวี้แหงนหน้ามองไปนภาที่กว้างใหญ่ไพศาล สายตาของเขากวาดมองไปสรรพสิ่งที่ห่างออกไป บัดนี้เขาคิด
ออกแล้ว ว่าสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋จะทำต่อไปคืออะไร
ต้วนอวี้นึกไม่ถึงว่า ระหว่างที่เขานั่งพักผ่อนหย่อนใจอยู่ที่เรือนกำลังแช่งเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่นั้น เขากลับจามออกมา
ครั้งหนึ่ง สงสัยมีใครบางคนกำลังนึกถึงเขาเป็นแน่
ใครนึกถึงต้วนอวี้มิใช่เรื่องสำคัญ แต่ต้วนอวี้กลับสังหรณ์ใจว่า การงีบหลับกลางวันของเหยียนหลิ่งอวี๋มิอาจหลับ
อย่างเป็นสุขได้หรอก
เมื่อลั่วสุยเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ลุกขึ้นจากที่งีบไปได้เพียงครู่เดียว เขาก็รีบไปหยิบชุดคลุมไปห่มให้ พลางกระซิบ
เบาๆ “องค์ชายระวังปะทะลมเย็นอาจไม่สบายได้พ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินออกไปนั่งศาลาด้านนอก ถามเสียงเรียบขึ้น “ในเมืองหลวงตอนนี้มีเรื่องใดเกิดขึ้นบ้าง?”
ทุกวันนี้ข่าวสารจากเมืองหลวงได้ส่งมาอย่างมิขาดสาย ทว่าองค์ชายสามกลับถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง
อยู่อีก
ลั่วสุ่ยรู้ดีว่าประโยคที่เอ่ยถามนี้มีความหมายแฝงอยู่หลายนัยยะ และความหมายที่เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยถามมิใช่
ข่าวสารทั่วไป แต่ต้องการทราบความเป็นอยู่ของพี่น้องจวนต้วน ว่ามีเรื่องใดเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้างหรือไม่
ลั่วสุ่ยจึงรายงานว่า “ตามที่มืองหลวงส่งข่าวสารมา หลิวอี่เหนียงถูกคุณหนูต้วนโค่นลงเป็นที่เรียบร้อย อาการ
ปั่วยจากลมหนาวของคุณหนูต้วนดีขึ้นแล้ว และอีกไม่นานต้วนเจิ้งจะแต่งงานรับคุณหนูใหญ่ตู้เข้าจวนต้วน ช่วงนี้ในจวนต้
วนจึงจัดเตรียมงานมงคลอย่างคึกคักพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋ฟังแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย “ตอนนี้ต้วนอวี้เป็นยังไงบ้าง?”
เหยียนหลิ่งอวี๋รับรู้เรื่องที่ต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงร่วมมือเล่นงานจางเย่แล้ว แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ นิสัย
อย่างเชวียหย่งเฉียงย่อมไม่รักษาคำสัญญาที่มีให้ต้วนอวี้ ยิ่งไม่มีทางรอจนถึงวันที่ต้วนอวี้สอบจอหงวนได้ สิ่งที่เชวียหย่
เฉียงกำลังรีบเร่งคงหนีไม่พ้น การรีบหาบุรุษมาที่เหมาะสมมาแต่งงานกับเชวียหนิงหรานให้สิ้นเรื่อง