การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 689 ถ้าข้ามิใช่ข้า แล้วเจ้ามิใช่เจ้าล่ะ?
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 689 ถ้าข้ามิใช่ข้า แล้วเจ้ามิใช่เจ้าล่ะ?
ลั่วสุ่ยตั้งใจยืนอยู่เบื้องหน้ากันลมหนาวมาปะทะเหยียนหลิ่งอวี๋ แสงตะวันและสายลมในฤดูร้อน พัดผ่านชายเสื้อสี
ดำสนิทของเหยียนหลิ่งอวี๋ให้พริ้วไหวไปมา
เหยียนหลิ่งอวี๋ในเวลานี้ดูเหมือนกำลังนึกถึงคนสองคนอยู่
ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ซีดเหลือง ใบหน้าซูบผอมจนเหมือนหนังหุ้มกระดูก มีเพียงแววตาคู่นั้นที่ยังกลับสดใส
ราวกับแสงตะวันเปล่งประกาย
ร่างกายของเขาซูบซีดจนน่ากลัวเหลือเกิน เสื้อผ้าที่ใส่ยามปกติกลับดูหลวมไปถนัดตา จนสามารถยัดอีกคนเข้าไป
อยู่ด้วยกันได้เลย
ในเวลานี้ เหยียนหลิ่งอวี๋มิได้ใช้ผ้าคาดเอว เสื้อผ้าของเขาทอดยาวไปกับพื้น พริ้วไหวไปสายสายลม ดูเหมือนร่าง
ของเขาอาจปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ
ลั่วสุ่ยแอบเหลือบมองเหยียนหลิ่งอวี๋ทีหนึ่ง และรีบดึงกลับมาดังเดิม “ได้ยินมาว่า จวนเชวียกำลังเตรียมให้คุณหนู
เชวียแต่งกับบุตรชายภรรยาเอกของใต้เท้าจางจื่อเฟย ที่มีชื่อว่าจางเซี่ยวเทียน วันนี้ทั้งสองตระกูลได้พบหน้ากันครั้งแรก
แล้ว ส่วนที่เหลือก็เพียงปรึกษาหารือตกลงกันอีกนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ……”
จากนั้นลั่วสุ่ยเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดอย่างละลํ่าละลัก “คุณหนูต้วนทราบเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมยื่นมือ
เข้าไปจัดการพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋อดนึกถึงเหตุการณ์ที่ต้วนชิงหมิงเล่นงานจางเย่ในวันนั้นขึ้นมามิได้ ใบหน้าที่ซีดขาวไร้เลือดฝาดของ
เหยียนหลิ่งอวี๋กลับมีรอยยิ้มเผยออกมา “งั้นรึ? อย่างนั้นนางวางแผนจะทำอะไร?”
“ความคิดความอ่านของคุณหนูต้วน เกรงว่าคนธรรมดาอาจคาดเดาใจไม่ถูก แต่ว่าตามความคิดของกระหม่อม
นางคงไปหาจางเซี่ยวเทียน จากนั้นใช้แผนเล่นงานให้จางเซี่ยวเทียนผู้นั้นล้มเลิกความตั้งใจต่อคุณหนูเชวียหนิงหรานพ่ะ
ย่ะค่ะ” ลั่วสุ่ยแสดงความเห็น
เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับยิ้มออกมา “ข้าคิดว่า นางไม่เพียงเล่นงานจนจางเซี่ยวเทียนล้มเลิกความตั้งใจ ยังต้องเล่นงาน
เชวียหย่งเฉียงอีกหนึ่งยกเป็นของกำนัล เนื่องจากเรื่องนี้เชวียหย่งเฉียงเปั้นคนจุดประกาย หากไม่เล่นงานเสียหน่อย วัน
ข้างหน้าอาจมีจูเสี่ยวเทียน หลี่เซี่ยวเทียนมาอีกก็เป็นได้”
“เรียนองค์ชายสาม กระหม่อมมิได้คิดลํ้าลึกถึงเพียงนั้น หากเทียบแล้วคุณหนูต้วนช่างปราดเปรื่องลึลํ้ากว่า
กระหม่อมมากพ่ะย่ะค่ะ” ลั่วสุ่ยตอบอย่างพาซื่อ
บัดนี้ ลั่วสุ่ยรู้ความในใจของเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว เขาจึงยกยอปอปันต้วนชิงหมิง หากพูดถึงนางในทางไม่ดี มีหวังเห
ยียนหลิ่งอวี๋ต้องให้เขากินยาที่ขมปีเหมือนครั้งก่อนโน้นเป็นแน่!
เหยียนหลิ่งอวี๋จ้องไปที่ลั่วสุ่ยพลางเอ่ยว่า “ความฉลาดปราดเปรื่องนั้นเจ้ามิอาจสู้นางได้เลย แต่ความหน้าด้าน
หน้าทนของเจ้าชนะทุกคนเลยเชียว”
ลั่วสุ่ยหัวเราะ “แหะๆ” อย่างภูมิใจ “มิถึงขั้นนั้นหรอก อย่างกระหม่อมจัดอยู่ลำดับที่สามพ่ะย่ะค่ะ……”
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าไปมา “ถ้าเจ้าอยู่ที่สาม ข้าว่าคงมิมีผู้ใดกล้าแย่งที่หนึ่งและที่สองไปจากเจ้าได้กระมัง?”
ลั่วสุ่ยยิ้มออกยิ้มใหญ่ออกมา มิต่อปากต่อคำกับเหยียนหลิ่งอวี๋อีกแล้ว จากนั้นเขาก็พูดวกกลับมาเรื่องเดิม “องค์
ชาย พวกเรากลับมาพูดถึงคุณหนูต้วน จนลืมพูดถึงคุณชายต้วนไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ถึงแม้ต้วนอวี้อายุจะยังน้อยนิด แต่ว่าคนที่เคยได้สนทนาหรือเจอเขาเล่นงาน ย่อมไม่มีผู้ใดมองเขาเป็นเด็กน้อยกัน
สักคนเดียว
ในครั้งก่อน เชวียหย่งเฉียงอยากให้เชวียหนิงหรานแต่งกับจางเย่ ต้วนอวี้ก็มิได้ว่าเช่นไร ด้วยคิดว่าเชวียหย่งเฉียงมิ
ทราบที่ต้วนอวี้มีใจให้เชวียหนิงหรานมาก่อนว่า แต่ในครั้งนี้ เชวียหย่งเฉียงให้สัญญากับต้วนอวี้เป็นมั่นเป็นเหมาะ ทว่า
เขากลับจะให้เชวียหนิงหรานแต่งกับบุรุษอื่น เรื่องนี้หากล่วงรู้ไปถึงหูต้วนอวี้ เขาต้องอาละวาดเอาคืนให้สาสมเป็นแน่
เหยียนหลิ่งอวี๋ปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า “เรื่องนี้ ต้วนอวี้มิอาจยอมลดราวาศอกแน่นอน คราวนี้เชวียหย่ง
เฉียงหาเรื่องใส่ตัว หาเหาใส่หัวตัวเองแท้ๆ”
ต้วนอวี้รักใคร่เชวียหนิงหรานจากใจจริง เพื่อนางแล้ว เขายอมตั้งใจศึกษาอ่านตำรับตารารอคอยการสอบที่จะมา
ถึง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เชวียหย่งเฉียงยังกล้าคิดหาคู่ครองให้เชวียหริงหรานอีก คราวนี้ละก็ ต้วนอวี้คงทำให้เชวีย
หย่งเฉียงจำไปจนตายเลยว่า “เสียใจภายหลัง” เขียนอย่างไร
น่าเสียดายที่เหยียนหลิ่งอวี๋มิได้อยู่เมืองหลวง มิอย่างนั้นอาจเห็นเรื่องสนุกนี้ หวังว่าในครั้งต่อไปที่จือหยางมาที่นี่
จะสามารถบรรยายเหตุการณ์ได้อย่างมิขาดตกบกพร่องแม่แต่จุดเดียวก็พอ
ยามนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ทอดตัวลงไปนั่งใต้ต้นมู่จิ่นฮว[1]าที่กำลังผลิดอกสะพรั่งชูชันดอกแข่งสีสัน
กิ่งก้านสาขาของต้นมู่จิ่นฮวาได้ผลิดอกสดใสเต็มไปหมด เหยียนหลิ่งอวี๋เงยหน้าขึ้นเชยชม กลีบดอกได้ร่วงหล่นลง
บนใบหน้าบ้าง ศีรษะบ้าง เสื้อผ้าบ้าง
เหยียนหลิ่งอวี๋เอื้อมมือหยิบดอกมู่จิ่นฮวาและเผยรอยยิ้มมุมปากออกมา
ลั่วสุ่ยมองท่าทางขององค์ชายสามด้วยความประหลาดใจยิ่งนัก ด้วยมิทราบเหตุผลที่ยิ้มมุมปากนั้น
ทันใดนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋สั่งเสียงแผ่วเบาออกมา “ลั่วสุ่ย เจ้าไปบอกหานสุ่ยให้คนของเขา ไปช่วยต้วนอวี้อย่างเต็ม
กำลัง”
ลั่วสุ่ยกะพริบตาปริบๆ “กระหม่อมรับทราบแล้ว แต่ว่าให้พวกกระหม่อมไปช่วยโดยมิบอกกล่าว คุณชายต้วนจะ
ดีใจหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จากนิสัยของต้วนอวี้และต้วนชิงหมิงที่ชอบพึ่งตนเอง หากเรื่องใดที่พวกเขามีกำลังความสามารถทำได้ ย่อมมิเอ่ย
ปากขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่ตอนนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋กลับสั่งให้หายสุ่ยไปช่วยพี่น้องจวนต้วนอย่างเต็มที่ ถึงตอนนั้น
หากต้วนอวี้มิรับนํ้าใจ อาจสาดเสียเทเสียกลับมาก็เป็นได้
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบเพียงว่า “หากครั้งนี้ข้าไม่ช่วยต้วนอวี้ย่อมมิสบอารมณ์อย่างแน่นอน”
ลั่วสุ่ยยังคงกะพริบตาปริบๆ ด้วยไม่เข้าใจในสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดออกมา
เหยียนหลิ่งอวี๋สัพยอกไปว่า “ลั่วสุ่ย ความจำของเจ้าช่างยอดแย่เสียจริง!”
ลั่วสุ่ยยกมือขึ้นเกาหัว พลางคิดในใจว่าความจำของเขาออกจะดี เหตุใดจู่ๆ จะแย่ลงไปได้
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเตือนสติขึ้น “เจ้าคงลืมสิ่งที่ต้วนอวี้ส่งมาบอกครั้งที่แล้วสินะ!”
ลั่วสุ่ยถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็พรวดหัวเราะออกมาในทันที
คำพูดของต้วนอวี้นั้น มีหรือที่ลั่วสุ่ยจะลืมได้ เห็นชัดว่าเขาได้ข่มขู่องค์ชายสาม… คำพูดทั้งหมดในตอนนั้นคือ…
เหยียนหลิ่งอวี๋ หากเจ้าไม่ช่วยให้ข้าได้แต่งกับเชวียหนิงหรานละก็ ข้าจะให้ท่านพี่แต่งกับคนอื่นไปเสีย!
ลั่วสุ่ยหัวเราะเสียงดังลั่นออกมา ในขณะที่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับสีหน้าบึ้งตึง
ถึงแม้ต้วนอวี้มิอาจตัดสินให้ต้วนชิงหมิงแต่งหรือไม่แต่งได้ แต่หากครั้งนี้ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย มีหวังเด็กน้อยเจ้าคิด
เจ้าแค้นคงต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเขาแน่แท้
เมื่อลั่วสุ่ยเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋สีหน้าบึ้งตึง ปากของเขากลับหุบสนิทในทันที “องค์ชายวางใจได้ กระหม่อมไปจะ
บอกหานสุ่ยเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ… คำพูดที่ทิ้งไว้ของคุณชายต้วน ช่างเยี่ยมเสียนี่กระไร”
เหยียนหลิ่งอวี๋มิอยากแสลั่วสุ่ยอีกแล้ว เขาเลือกผินหน้ามองนภากาศอันกว้างไกล อยู่ๆ ก็พึมพำขึ้นมา “เฮ้อ เรื่อง
วุ่นวายกำลังจะมาในไม่ช้า”
เรื่องวุ่นวายที่เหยียนหลิ่งอวี๋หมายถึง นั่นก็คืออาจารย์ของต้วนอวี้นี่เอง
ต้วนอวี้ไม่กลัวฟั้าไม่กลัวดิน แต่กลับแพ้ให้ต้วนชิงหมิง ต้วนชิงหมิงไม่กลัวใครหน้าไหน แต่กลับแพ้ให้เหยียนหลิ่งอ
วี๋ ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่กลัวผู้ใด กลับแพ้ให้อาจารย์ของต้วนอวี้ สรุปแล้ว ขอเพียงอาจารย์ของต้วนอวี้เอ่ยคำใด เหยียน
หลิ่งอวี๋ย่อมทำตามโดยดีอย่างไร้เงื่อนไข
ในตอนนี้ ต้วนอวี้มิได้อยู่ที่นี่ เหยียนหลิ่งอวี๋จึงค่อยสบายอกสบายใจหน่อย มิอย่างนั้น หากต้วนอวี้ดีใจขึ้นมา มัก
ตะโกนเรียกชื่อเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างมีสุข หากไม่สบอารมณ์ขึ้นมา มักเลือกไม่พูดไม่จากับเขาแม้แต่คำเดียว
โชคยังดีที่ต้วนอวี้ได้ช่วยขับพิษ โดยใช้วิธีที่แปลกประหลาดในการยับยั้งพิษได้อย่างอัศจรรย์ แต่สิ่งที่คนหยิ่ง
ทระนงอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องแลกมานั้น คือการสูญเสียวรยุทธ์ที่มี
แต่จากปากอาจารย์ของต้วนอวี้ วรยุทธ์ของเหยียนหลิ่งอวี๋อาจมีหวังจะฟืนฟูกลับมาได้ เพียงแค่ขาดยาตัวหลัก
เพียงตัวเดียว หากหามาได้วรยุทธ์ของเขาคงมีหวังกลับมาอีกครั้ง
ในใต้หล้าแห่งนี้เรื่องราวต่างๆ มากมายล้วนแล้วต้องอาศัยพรหมลิขิต หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ผิดหวังซํ้าแล้วซํ้า
เล่าในการฟืนฟูวรยุทธ์ให้กลับคืนมา บัดนี้ เมื่อเห็นอาจารย์ของต้วนอวี้เดินมาอย่างเบิกบานใจ เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่ยิ้ม
จางๆ จากนั้นรีบผายมือให้ลั่วสุ่ยรีบเร่งไปทำตามที่เขาสั่ง
[1] ต้นมู่จิ่นฮวา คือ ต้นชบา