การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 690 เอารางวัลให้หนิงหราน
ลั่วสุ่ยออกไปแล้ว ภายในเรือนจึงเหลือเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋เพียงผู้เดียว ใต้ต้นมู่จิ่นฮวากลีบดอกได้ร่วงหล่นลงมา
บนตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ แสงตะวันสาดส่องไปที่เรือนจนเงานั้นได้พาดลงไปกับพื้นดิน เสียงนํ้าไหลรินส่งเสียงกลบรอบข้าง
ภายในเรือนมีเพียงเสียงสายนํ้าที่รินไหล ผสมสายลมที่ไร้ร่างพัดพากลีบมู่จิ่นฮวาให้พริ้วไหวไป
เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งหลบอยู่ภายใต้เงาของต้นมู่จิ่นฮวา ด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน หากไม่
สังเกตให้ละเอียด อาจคิดไม่ถึงว่ายังเป็นคนที่มีชีวิตลมหายใจ
ระหว่างที่เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งนิ่งไม่ติงไหว จู่ๆ ได้ถอนหายใจเสียงแผ่วเบาออกมา… ถ้าวันข้างหน้า ข้าไม่ใช่เหยียน
หลิ่งอวี๋คนเดิม เจ้าจะยังคงเป็นคนเดิมคนนั้นอยู่หรือไม่
อยู่ๆ สายลมพัดผ่านมาอย่างแรง กลีบมู่จิ่นฮวาจึงหล่นร่วงลงมาจากเบื้องบน เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนมือไปจับขึ้น
พร้อมกับยิ้มจางๆ ออกมา
สำนักเรียนไท่เสวียก่อตั้งด้วยนํ้าพักนํ้าแรงราชครูหรูพัว โดยให้บัณฑิตได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียน
สำนักเรียนแห่งนี้มีกฏที่แปลกประหลาด คือจะรับคนที่ผ่านการทดสอบเข้ามาเท่านั้น
นั่นหมายถึงไม่ว่าตระกูลจะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด ไม่ว่าจะรํ่ารวยทรัพย์สมบัติเพียงใด หากคะแนนไม่ผ่านการ
ทดสอบ ก็จะตอบเพียงว่า “ต้องขอโทษด้วย”
ต้องขอโทษด้วย… ไม่ว่ามาจากไหน ก็จงกลับไปทางนั้นเถิด
สำนักเรียนไท่เสวียรับบัณฑิตเข้าศึกษาอย่างจำกัด และหลังจากผ่านการเรียนที่หนักหนาเข้มข้น บัณฑิตที่นี่จะ
สอบจอหงวนได้เป็นอันต้นๆ ของทุกครั้ง ทั้งจ้วงหยวน[1] ปังเหยียน[2] ทั่นฮวานั[3]บมิถ้วน นี่จึงสาเหตุว่าทำไมบรรดา
ตระกูลผู้สูงศักดิ์ต่างแห่แหนอยากเข้ามาที่นี่
ทุกครั้งที่ถึงช่วงรับสมัคร เหล่าบัณฑิตจึงพยายามอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสำนักเรียนแห่งนี้
ด้วยความพากเพียรอุตสาหะของหลิวยวน เขาจึงก้าวเข้ามาเป็นบัณฑิตใหม่ของสำนักเรียนไท่เสวีย
ในวันนี้เป็นวันหยุดพักของสำนักเรียนไท่เสวีย เหล่าบัณฑิตจึงไปร่วมงานเลี้ยง ที่อนุญาตให้คนในครอบครัวหรือ
สหายเข้าร่วมได้
ในวันนี้อากาศดีมาก อุณหภูมิไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป แสงตะวันสดใสกำลังดีเหมาะกับการนอนยืดกายาอย่างขี้
เกียจอยู่บนที่นอนนุ่มๆ
ตั้งแต่เช้าตรู่หลิวยวนได้พาต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ไปสถานที่จัดงานเลี้ยง เมื่อทั้งสองคนลงจากรถม้า ต้วนชิงหมิงก็
ถูกบรรยากาศเบื้องหน้าดึงดูดจนตราตรึง
ภาพเบื้องหน้านั้นเป็นสนามล่าสัตว์ที่เขียวชอุ่มไปทั่วบริเวณ ห่างจากหุบเขาใกล้ริมธารนํ้าใส หากผินหน้ามองไป
เบื้องหน้าจะพบความเขียวขจีของพืชพันธุ์นานา และเมื่อมองทอดสายตาไกลออกไปจะพบเส้นขอบฟั้า สะท้อนลำธารที่
คดเคี้ยวนํ้าใสระยิบระยับเบื้องหน้า
ภาพเบื้องหน้าที่ห่างออกไปไกลยังเห็นหุบเขาหลายลูกล้อมเป็นเวิ้งกว้าง และยังเป็นแหล่งกำเนิดของต้นนํ้าทำให้
พืชพันธุ์ขึ้นอย่างเขียวชอุ่ม
ช่วงเวลานี้เพิ่งเริ่มย่างเข้าสู่ต้นฤดูของหน้าร้อน บุปผานานาพันธุ์เริ่มผลิดอกสีสีนสดใสแข่งขันอวดโฉมกัน
เนื่องจากต้วนชิงหมิงยืนอยู่ค่อนข้างห่างไกล ซึ่งความห่างนั้นทำให้มองเห็นทุกอย่างได้โดยกว้างและยังช่วยผ่อน
คลายอารมณ์
หลิวยวนให้คนขับรถม้าหยุดรถ เขาเข้ามายืนเคียงข้างต้วนชิงหมิงชื่นชมบรรยากาศเบื้องหน้า
ในวันนี้หลิวยวนใส่ชุดคลุมสีอ่อนเรียบง่าย ด้านนอกด้านในพอดีตัว ใช้ผ้าคาดเอวไม่แน่นไม่หลวมเกินไป ผูกด้วย
หยกประจำตัวที่ส่ายไปส่ายมาตามการก้าวเดินที่สง่างาม
นี่เป็นการแต่งตัวที่หลิวยวนชื่นชอบมากที่สุด ชุดสีอ่อนมิต้องมีเครื่องประดับให้รกรุงรัง ไม่ว่ามองยังไงก็ดูสบายตา
อยู่เสมอ
ต้วนชิงหมิงออกปากชมขึ้นมา “ที่นี่สวยสดงดงามเหลือเกิน มิทราบว่าไปสืบหาที่แบบนี้มาจากไหนกัน?”
หลิวยวนหันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง พูดขึ้นว่า “นี่เป็นสนามล่าสัตว์ส่วนตัวที่ขอยืมมาใช้
จัดงานเลี้ยงในครั้งนี้……”
ต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ค่อนข้างรักษาภาพลักษณ์อยู่เสมอ ไม่ว่าเวลาไหนย่อมไม่มีใครได้เห็นด้านที่นางเร่งรีบร้อนใจ
วันนี้ต้วนชิงหมิงสวมแขนเสื้อสีนํ้าทะเล ด้านล่างเป็นกระโปรงจีบสีขาว มือทั้งสองขาวผ่องเป็นยองใย สีผมดำขลับ
เกล้าขึ้นเสียบสองข้าง เสียบปินหยกเขียวมรกตที่มีสายห้อยระย้าลงมา พอก้าวเดินจะกวัดแกว่งไปมาไปตามแรง ช่วย
เสริมความอรชรของกุลสตรีให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ใบหน้าที่เรียบเนียนขาวดั่งหิมะ คิ้วที่โก่งดั่งคันศร ดวงตาประกายดั่งดวงดาวจากฟากฟั้า จมูกที่โด่งได้รูปสอดรับ
กับริมฝีปากที่บอบบาง รอยยิ้มสดใสจนโลกละลาย… หลิวยวนจ้องมองอย่างเงียบๆ พร้อมสัมผัสถึงความอ่อนโยนที่อยู่
ภายในของต้วนชิงหมิง เขายื่นมือออกไปลูบหัวใจที่กำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
หากแยกมองรูปลักษณ์ทีละส่วนของละเอียด จะพบว่าต้วนชิงหมิงมิได้โดดเด่นมากขนาดนั้น แต่หากนำทุกอย่าง
ประกอบรวมเข้าด้วยกัน จะพบความอรชรและความงดงามที่เปล่งแสงเจิดจรัสออกมา
รอบข้างต่างมีสตรีเดินไปมากันอย่างขวักไขว่ พวกนางต่างแต่งหน้ากันอย่างหนาทึบ เว้นเพียงต้วนชิงหมิงที่แต่ง
เพียงบางเบาอย่างเป็นธรรมชาติ เพียงนางยืนแน่นิ่งก็ดึงดูดสายตาของผู้คนให้หยุดที่นางได้
หลิวยวนพยายามมองโดยที่มิให้ต้วนชิงหมิงสังเกตเห็นความผิดปกติจากสายตาคู่นั้นของเขา
ส่วนเรื่องเจ้าของสนามล่าสัตว์แห่งนี้ หลิวยวนมิอยากบอกออกไป เขาจึงหันไปพูดยิ้มๆ ให้ต้วนอวี้กับต้วนอวี้ “วัน
นี้มีกิจกรรมค่อนข้างเยอะ ชิงหมิง อีกประเดี๋ยวพาอวี้เอ๋อร์ไปดูแลตัวเองให้ดีๆ ด้วย อย่าให้เหนื่อยจนเกินไปล่ะ”
ต้วนอวี้กระโดดลงจากรถม้าก็ต้องตะลึงกับทิวทัศน์ที่งดงามตราตรึงใจ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมากันคึกคัก ทำให้
จิตใจที่กำลังหงอยเหงาเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา เขาต่างมองไปทางนู้นทีทางนี้ที่อย่างตื่นเต้นจนตัวสั่น ก่อนหันมาถามหลิว
ยวน “ใช่แล้วพี่หลิวยวน เชวียจื่อซวนมาที่นี่ด้วยไหม?”
งานในวันนี้สามารถพาคนในครอบครัวมาร่วมได้ ถ้าเชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนมาด้วยละก็ ไม่แน่ว่าเชวียหนิง
หรานอาจตามมาด้วยก็เป็นได้
ต้วนชิงหมิงแค่มองไปที่ต้วนอวี้ก็ทราบความคิดของเขาทะลุปรุโปร่ง นางจึงเอ่ยขึ้น “อวี้เอ๋อร์อย่าลืมสิ่งที่ให้คำ
สัญญาเอาไว้”
ต้วนอวี้ได้ฟังถึงกับก้มหน้าลงพึมพำทันที “นานแล้วที่ไม่ได้เจอนาง คิดถึงจับใจเหลือเกิน”
ทางด้านหลิวยวนที่ยืนอยู่ด้วย แอบพูดยิ้มๆ ออกมา “อวี้เอ๋อร์ จงเชื่อในตัวเอง หากคนเรามีใจปฏิพัทธ์ต่อกันย่อม
รอคอยได้ ขอเพียงเจ้าสอบจอหงวนได้ ถึงตอนนั้นก็สามารถพาหนิงหรานกลับจวนได้เลย”
ต้วนชิงหมิงนิ่งเงียบไม่พูดจา นางเอาแต่จ้องมองไปที่ต้วนอวี้
ดูเหมือนต้วนอวี้จะท้อแท้ใจหลังจากมองไปจนทั่วบริเวณ “ใช่แล้ว รอสอบจอหงวนให้ได้แล้วค่อยว่ากัน”
ต้วนชิงหมิงเห็นสีหน้าต้วนอวี้ค่อยหม่นหมองด้วยความเศร้า นางจึงเข้าไปคว้ามือต้วนอวี้ขึ้นมา “อวี้เอ๋อร์มิใช่เบื่อ
หน่ายกับการอ่านหนังสือตำราพวกนั้นหรอกหรือ? ตอนนี้มีโอกาสได้ออกมาแล้วก็เที่ยวให้เต็มที่เสียเถอะ!”
หลิวยวนรีบพูดเสริมนางขึ้นมา “จริงด้วย พี่จะบอกอะไรให้อวี้เอ๋อร์ฟัง วันนี้กับวันพรุ่งนี้จะมีของรางวัลชิ้นใหญ่
หากอวี้เอ๋อร์สามารถเอามาได้ พี่จะช่วยเอาไปให้หนิงหราน อวี้เอ๋อร์ว่าดีไหม?”
[1] จ้วงหยวน คือ คนที่สอบจอหงวนได้ที่หนึ่ง
[2] ปังเหยียน คือ คนที่สอบจอหงวนได้ที่สอง
[3] ทั่นฮวา คือ คนที่สอบจอหงวนได้ที่สาม