การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 691 พบหน้าเฉิงซู่ที่สำนักเรียนไท่เสวีย
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 691 พบหน้าเฉิงซู่ที่สำนักเรียนไท่เสวีย
ทันทีที่ต้วนอวี้ได้ยิน ดวงตาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที “ได้สิพี่หลิว อวี้เอ๋อร์จะทำให้ได้!”
หากชนะและได้ของรางวัลไปให้หนิงหราน ถือว่าเป็นคำแนะนำที่ดี
เหตุใดวิธีที่ดีเช่นนี้เขาถึงคิดไม่ออก? แต่ไม่ว่าใครคิดออกก็ไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือในเมื่อต้วนอวี้เห็นดีเห็น
งามกับวิธีนี้แล้วก็จะลงมือทำอย่างเต็มที่
แม้จะไม่ได้พบหน้าเชวียหนิงหราน แต่ถ้าสามารถเอาของที่ชนะมาไปให้นางถึงมือ ก็เหมือนได้พบหน้านางเหมือน
กัน! ดังนั้นต้วนอวี้จึงคิดว่าการออกมาในวันนี้ช่างคุ้มค่าเสียจริง เขาจึงยื่นมือไปกระตุกชายเสื้อของหลิวยวนพูดวิงวอนว่า
“พี่หลิวยวนต้องช่วยส่งให้ถึงมือหนิงหรานด้วย……”
ด้านต้วนชิงหมิงยืนส่ายหน้าอมยิ้มอยู่ด้านข้าง “อวี้เอ๋อร์คิดหาวิธีเอาชนะให้ได้ก่อนดีกว่า ถ้าไม่มีรางวัลจะฝากพี่
หลิวไปให้หนิงหรานได้เช่นไร?”
ต้วนอวี้กำมือแน่น เม้มปากสนิท พูดอย่างจริงจัง “พี่ทั้งสองวางใจได้ อวี้เอ๋อร์คนนี้ต้องชนะเอาของรางวัลที่มีค่าที่
สุดกลับมาให้จงได้”
สายตาหลิวยวนชะงักไปแวบหนึ่ง ของรางวัลที่มีค่ามากที่สุด… หลิวยวนนึกไม่ถึงว่าต้วนอวี้ช่างตั้งความหวังไว้สูงที
เดียว เพราะปัญหาคือต้วนอวี้มีความสามารถจริงไหมต่างหาก? เวลานี้หลิวยวนได้แต่คอยดูอย่างใจจดใจจ่อ
ส่วนต้วนชิงหมิงกลับไม่เชื่อคำพูดของต้วนอวี้ มิใช่เพราะนางดูถูกความสามารถของน้องชาย แต่นางรู้สึกว่าต้วนอ
วี้พูดค่อนข้างเกินตัวมากไปเสียหน่อย
ต้วนชิงหมิงยกมืออมยิ้มชี้จิ้มหน้าผากต้วนอวี้ เป็นที่รู้ว่า สำนักเรียนไท่เสวียมีบัณฑิตมาหลากรุ่น สิ่งที่ต้องรํ่าเรียน
สรรพวิชามีมากมาย จนผู้คนต่างอึ้งปากค้างมามากต่อมากแล้ว
ความรู้พื้นฐานอย่างการเล่นหมากล้อม ดนตรี เขียนพู่กัน เป็นสิ่งที่ต้องเล่าเรียนอยู่แล้ว แม้แต่การขี่ม้า ยิงธนูก็ยัง
ถูกบรรจุไว้อีกด้วย มิหนำซํ้าศาสตร์การสู้รบโจมตี ตั้งรับถอยทัพก็ยังมีสอน พูดได้ว่าบัณฑิตที่จบมาจากสำนักเรียนไท่เส
วียย่อมโดดเด่นแตกต่าง ความรู้รอบด้าน
หากต้วนอวี้อยากเอาตัวมาเทียบกับหลิวยวนที่มีความสามารถโดดเด่น กลัวว่าคงไม่ต่างอะไรกับไข่กระทบหิน
เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ต้วนชิงหมิงจะไม่ว่าอะไร เรื่องที่ต้วนอวี้ได้รางวัลมาหรือไม่นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่เขาทุ่มเท
ทำบางอย่างอย่างสุดกำลังต่างหากเป็นที่สำคัญที่สุด
แม้ทุกคนอาจให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในตอนท้าย แต่เมื่อเทียบกันแล้วการทุ่มเทเต็มที่ต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่า
ทางด้านหลิวยวนจึงตอบตกลงรับคำต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์วางใจได้ พี่ย่อมทำตามสิ่งที่พูดได้เสมอ”
ทั้งสามคนเดินลงจากรถม้าลงมาแล้วเดินไปทางสถานที่จัดงานที่ห่างออกไป
สถานที่ที่พวกเขาลงมานั้นเป็นที่สำหรับจอดรถม้าโดยเฉพาะ จึงมีรถม้าต่อแถวเรียงรายกันอย่างยาวเหยียด ไม่
มองออกไปไกลๆ จะเห็นรถม้ามุ่งหน้ามาทางที่จอดอีกเป็นขบวนยาว
ทั้งสามคนเดินเดินตามทางไปเรื่อยๆ ส่วนหลิวยวนได้ทักทายเหล่าบัณฑิตที่มาร่วมงาน ราวกับว่าระยะเวลาเพียง
ไม่ถึงก็ทำให้พวกเขาสนิทสนมกันไปแล้ว
ต้วนชิงหมิงหันพูดกับหลิวยวนด้วยความแปลกใจ “หลิวยวน วันนี้เป็นงานอะไรกัน เหตุใดจึงเป็นทางการแบบ
นี้?”
หลิวยวนตอบอมยิ้ม “ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ครบรอบการก่อตั้งสิบปีของสำนักเรียนไท่เสวียเท่านั้น
เอง”
“ครบสิบปีนี้เท่านั้นเองหรือ? หลิวยวน หากคำพูดนี้ได้ยินไปถึงหูของราชครูหรูแล้วละก็ คงคิดว่าพี่ไม่ให้ความ
สำคัญกับงานในวันนี้” ต้วนชิงหมิงพูด
หลิวยวนชี้นิ้วไปทางที่หุบเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป พลางบอกว่า “ที่ตรงนั้นเป็นที่จัดกิจกรรม อีกอย่างที่นี่จัดงาน
สองวัน วันนี้ทุกคนเที่ยวงานตามสบาย ส่วนวันพรุ่งนี้ถึงจะเป็นพิธีทางการ ถึงตอนนั้นจะไม่อิสระตามสบายแบบนี้แล้ว”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับทราบ ทันใดนั้น เบื้องหน้าของหลิวยวนมีบุรุษคนหนึ่งโปบกมือทักทายขึ้นมา “หลิวยวน
พวกเจ้ามาแล้วเหรอ รีบเข้าไปข้างในเถอะ”
พอต้วนชิงหมิงมองแค่แวบเดียวก็ดูออกว่าอายุของบุรุษคนนี้ไล่เลี่ยกับหลิวยวน ดวงตากลมโตและดูเป็นมิตรมิ
น้อย
บุรษคนนี้แสดงท่าทางนึกไม่ถึงว่าหลิวยวนจะพาคนอื่นมาด้วย เขาจึงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามขึ้น “หลิว
ยวน… สองท่านนี้คือ?”
ระหว่างที่บุรุษคนนี้พูดอยู่นั้นก็เริ่มนึกถึงประวัติตระกูลของหลิวยวน หลิวยวนมีน้องสาวเพียงสองคน ความ
สัมพันธ์ก็ธรรมดา เช่นนั้น สตรีผู้นี้เป็นใครกัน?
ดูท่าทางของหลิวยวนออกจากสนิทสนมกับบุรุษคนนี้ไม่น้อย เขาจึงก้าวขึ้นไปด้านหน้า พร้อมกับตอบยิ้มๆ “ท่าน
นี้คือคุณหนูใหญ่จวนต้วน นามว่าต้วนชิงหมิง ส่วนท่านนี้คือน้องชายของนาง นามว่าต้วนอวี้”
เมื่อหลิวยวนแนะนำทั้งสองคนเป็นที่เรียบร้อย จึงหันมาแนะนำต้วนชิงหมิงว่า “ท่านนี้คือสหายร่วมสำนัก นามว่า
เฉิงซู่”
ต้วนชิงหมิงหันไปพูดกับเฉิงซู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าชื่อต้วนชิงหมิง เรียกแค่ชื่อสั้นว่าชิงหมิงก็ได้เจ้าค่ะ”
ทางด้านต้วนอวี้ก็ยิ้มน้อยๆ พูดว่า “พี่เฉิง ข้าชื่อต้วนอวี้ขอรับ”
เมื่อเฉิงซู่เห็นเช่นนั้นก็ถูกชะตากับพี่น้องคู่นี้ เขาหันไปทำความเคารพต้วนชิงหมิงแล้วเอ่ยว่า “ยินดีขอรับ”
หลิวยวนเห็นเฉิงซู่กับต้วนชิงหมิงถูกชะตากันก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เดินขึ้นมาสองก้าวพูดกับเฉิงซู่ “พวกเขามาพร้อม
กันหรือยัง?”
“มาครบหมดแล้ว ขาดก็แต่เจ้านี่แหละ” เฉิงซู่ตอบ
หลิวยวนจึงหันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “ชิงหมิงอีกประเดี๋ยวพวกเราจะมีกิจกรรมกัน หวังว่าเจ้ากับอวี้เอ๋อร์จะชอบ”
“ชิงหมิงกับอวี้เอ๋อร์ขอดูอยู่เงียบๆ ก็พอ” ต้วนชิงหมิงตอบ
เฉิงซู่ที่ยืนด้านข้างรีบพูดขึ้นมา “อ่า ชิงหมิงจะดูอย่างเดียวมิได้ หลิวยวนอุตส่าห์เตรียมไว้สำหรับทั้งสองคนเชียว
นะ”
ต้วนชิงหมิงหันมองหลิวยวนด้วยความแปลกใจ แต่อีกฝั่ายกลับยิ้มไม่ตอบอะไร เฉิงซู่จึงเดินออกไปจูงม้ามาหนึ่ง
ตัว ด้านหลังก็มีลูกม้าอีกสองตัวตามมา เฉิงซู่เดินไปด้วยพูดไปด้วยว่า “ชิงหมิง ม้าของพวกเจ้าได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้พวกเราไปกันได้แล้ว”
ต้วนชิงหมิงมองไปโดยรอบยังเห็นผู้คนรวมตัวกันอยู่ที่นี่อยู่เลย ทว่าเฉิงซู่กลับบอกว่าไปกันเถอะ นั่นหมายความ
ว่าสถานที่จัดกิจกรรมมิได้อยู่แถวนี้
หลิวยวนอ่านความคิดของต้วนชิงหมิงออก เขาเลยเอ่ยออกมา “อันที่จริง วันนี้เป็นกิจกรรมอิสระที่ทำอะไรก็ได้
พวกเราจึงเลือกที่ที่ห่างออกไปหน่อย… ชิงหมิงขี่ม้าเป็นไหม? ถ้าไม่เป็นละก็……”
ความหมายที่หลิวยวนต้องการสื่อคือ หากนางขี่ม้าไม่เป็นก็สามารถขี่ม้าตัวเดียวกับเขาได้ แต่นึกไม่ถึง ต้วนอวี้
กลับพูดขึ้น “อวี้เอ๋อร์ขี่เป็น พี่หลิวยวน อย่างนั้นอวี้เอ๋อร์กับพี่ชิงหมิงจะขี่ม้าตัวเดียวกันเองขอรับ”
ความจริงแล้ว ต้วนชิงหมิงขี่ม้าเป็นเพียงแต่ยังไม่คล่องแคล่วเท่านั้น แต่ดูจากหน้าตาและท่าทางแล้ว นางก็ไม่
ค่อยเต็มใจอยากให้ขี้ม้าตัวเดียวกับหลิวยวน ในเมื่อตอนนี้ต้วนอวี้พรวดขึ้นมา นางจึงรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ชิงหมิง
จะไปกับอวี้เอ๋อร์แล้วกัน”
หลิวยวนได้ฟังก็ไม่ฝืนใจของนาง เขาได้จูงแม่พันธุ์ม้าตัวเล็กสีแดงสดเข้ามาให้ต้วนชิงหมิงกับอวี้เอ๋อร์ได้ขึ้น ดูจาก
ภายนอกแล้ว แม่พันธุ์ม้าตัวเล็กสีแดงสดอายุไม่น่าเกินสองปี หลังอานยาวได้รูป ท่าทางกำยำ ที่สำคัญแววตาใสแจ๋วและ
ดูเชื่องกับคน ดูท่าแล้ว หลิวยวนตั้งใจเตรียมม้าชั้นดีที่เหมาะสมกับต้วนชิงหมิงไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
พอต้วนชิงหมิงเห็นม้าตัวนั้นก็รู้สึกชอบใจยิ่งนัก นางเดินเข้าไปยื่นมือไปลูบลำคอและกระซิบกระซาบบางอย่าง
ข้างหูมัน
เฉิงซู่กะพริบตาด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่ต้วนชิงหมิงทำอยู่ แต่หลิวยวนกลับหัวเราะเบาๆ ออกมา และหัน
ไปถามนาง “ชิงหมิงมิชอบม้าตัวนี้หรือยังไง?”
“ชิงหมิงชอบม้าตัวนี้มากเลย” นางตอบ
ต้วนชิงหมิงลูบไปที่หลังของม้าแล้วกระปีนขึ้นไปบนหลังของมัน จากนั้นยื่นมือให้ต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ขึ้นมาได้”
หลิวยวนอุ้มต้วนอวี้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าด้านหน้าต้วนชิงหมิง หลังจากนั้นเขาถามขึ้นอย่างใคร่รู้ “ชิงหมิง พี่คิดไม่
ถึงว่าเจ้าจะขี่ม้าเป็นด้วยหรือ?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเจื๋อนๆ “เป็นนิดหน่อยเท่านั้นเอง เพียงแต่ไม่ค่อยคล่องแคล่วเท่าไหร่เท่านั้นเอง”
ทางด้านเฉิงซู่ได้พูดผสมโรงเข้ามาในบทสนทนา “พี่ว่าท่าทางขึ้นม้าของชิงหมิงทำได้ดีเลย… ชิงหมิงอีกประเดี๋ยวมี
กิจกรรมมากมายรออยู่ ถึงตอนนั้นก็แสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเก็บไว้ล่ะ”
ต้วนชิงหมิงตอบเสียงเรียบ “พวกพี่ทั้งสองมั่นใจได้ ชิงหมิงจะแสดงออกมาเต็มที่!”
พอเห็นต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงขึ้นม้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลิวยวนจึงเดินขึ้นไปขึ้นมาของบ้าง