การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 692 การแข่งขันรอบแรกที่สำนักเรียนไท่เสวีย
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 692 การแข่งขันรอบแรกที่สำนักเรียนไท่เสวีย
ต้วนชิงหมิงเห็นท่าทางขึ้นม้าที่สง่างามของหลิวยวน พลันทราบได้ทันทีว่าเขาเชี่ยวชาญการขี่ท้าเพียงใด ซึ่งเทียบ
กับนางมิได้เลยที่ใช้วิธีถูไถกว่าจะขึ้นหลังม้าได้
ต้วนชิงหมิงมองไปเบื้องหน้าที่กว้างใหญ่เคว้งคว้าง ภายในใจกลับมีความรู้สึกที่พูดไม่ถูกบางอย่างผุดขึ้น นางกุม
มือน้อยๆ ของต้วนอวี้ อีกมือกุมบังเหียนของม้า “อวี้เอ๋อร์ พวกเราจะไปแล้ว เจ้ากลัวหรือไม่?”
ต้วนอวี้หรี่ตาลงมา “อวี้เอ๋อร์มิกลัวหรอก ยังไงท่านพี่ก็ปกปั้องอยู่แล้ว”
ในระหว่างที่ต้วนอวี้ตอบกลับ ก็แอบชำเลืองมองไปรอบๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขากำลังมองหาเชวียหนิงหรานอยู่
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องผิดหวัง คือแม้จะมีคนมาอย่างขวักไขว่กลับไม่พบหน้าของคนคุ้นเคยเลย
ดูท่าแล้ว เชวียหนิงหรานจะถูกกักบริเวณจริงๆ จนกว่าการสอบจอหงวนจะผ่านไป
ต้วนอวี้ได้แต่ถอนหายใจผินหน้ามองพื้นที่กว้างใหญ่เบื้องหน้า จู่ๆ เขาพูดเสียงนิ่งออกมา “ท่านพี่ อวี้เอ๋อร์เป็น
บุรุษอกสามศอก ยังไงก็ต้องปกปั้องท่านพี่!”
เขาจะต้องปกปั้องต้วนชิงหมิง ปกปั้องเชวียหนิงหราน และปกปั้องคนที่อยากปกปั้องทุกท่าน
ต้วนชิงหมิงเลิกคอ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนยิ้มมุมปาก “พี่เชื่ออวี้เอ๋อร์”
หลิวยวนบังคับม้าเดินเข้ามาด้านขวามือของพี่น้องคู่นี้ เขามองไปที่กระโปรงจีบยาวของต้วนชิงหมิง พลันถาม
อย่างห่วงใย “ชิงหมิงอีกประเดี๋ยวต้องไปช้าหน่อยนะ พี่กับเฉิงซู่จะตามไปข้างหลัง หากเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตะโกนออกมาให้
สุดเสียงก็พอ”
ต้วนชิงหมิงหันไปไปมองอย่างขอบคุณ เนื่องจากก่อนหน้านี้หลิวยวนได้บอกให้นางสวมชุดที่เดินเหินได้สะดวก
เพื่อได้ง่ายต่อการขี่ม้าและเดินทางไกล ฉะนั้นนางจึงขึ้นหลังม้าอย่างกล้าหาญ และบังคับเดินคู่กับหลิวยวน
ด้านเฉิงซู่ก็กระโดดขึ้นหลังม้าเป็นที่เรียบร้อย เขาดึงบังเหียนหยุดม้าด้านซ้ายมือต้วนชิงหมิง พร้อมกับพูดยิ้มๆ
“การขี่ม้าเป็นเรื่องที่ง่ายมาก สถานที่ที่พวกเราจะไปอยู่ห่างจากที่นี่ระยะหนึ่ง จากนี้ชิงหมิงเดินหลังพี่เฉิงซู่คนนี้ก็พอ”
ต้วนชิงหมิงยิ้มขอบคุณหนูอย่างซาบซึ้งใจ “พี่ทั้งสองวางใจได้ พวกเราจะระมัดระวังให้ดี”
ต้วนอวี้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็หันโบกมือให้พี่ชายทั้งสองคน พลางเอ่ยเสียงเรียบ “พวกพี่ทั้งสองวางใจได้ พี่ชิงหมิงมีอ
วี้เอ๋อร์คอยปกปั้องต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน”
หลังจากได้ยินต้วนอวี้พูดอย่างมั่นอกมั่นใจ หลิวยวนกับเฉิงซู่ต่างหัวเราะชอบใจขึ้นมา ทั้งสองคนจึงบังคับมาไป
ข้างหน้าคนหนึ่ง ข้างหลังคนหนึ่ง ให้ม้าตัวน้อยสีแดงของต้วนชิงหมิงอยู่ตรงกลาง
ระยะทางที่เฉิงซู่บอกไว้ดูเหมือนจะไกลอย่างที่พูดเอาไว้ ม้าทั้งสามตัวเดินผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี ปั่าไม้ดกดิบหนา
แน่น จากนั้นเดินข้ามภูเขาไปอีก
ภาพทุ่งหญ้าเขียวขจี ดอกไม้ชูชันแข่งประชันสีสันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
เฉิงซู่เดินนำไปข้างหน้ารักษาระยะมิใกล้มิไกล หากเกิดสิ่งใดขึ้นมากะทันหัน เขาสามารถบังคับม้าเข้าไปช่วยเหลือ
ได้ทันท่วงที
ต้วนอวี้รู้สึกถูกชะตากับเฉิงซู่ที่เพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งแรกที่นี่ เขาจึงยอ้มตาตี่ไปให้เฉิงซู่แล้วถามขึ้นว่า “พี่เฉิงซู่
พวกเขาแข่งม้ากันหน่อยเป็นไร?”
เฉิงซู่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ เนื่องจากเขามองออกว่าตลอดทางที่ผ่านมา ฝีมือการขี่ม้าของต้วนชิงหมิงแม้จะไม่
คล่องแคล่ว ทว่าสามารถบังคับม้าได้เป็นอย่างดี ส่วนต้วนอวี้ที่นั่งอยู่ด้านหน้า ก็มีหน้าที่เพียงนั่งเฉยๆ รอรับการปกปั้อง
ตอนนี้ในเมื่อต้วนอวี้กล้าเอ่ยท้าทายแข่งม้าขึ้น เฉิงซู่จึงมองต้วนอวี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าจ้องเขม็งไปที่ต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ เจ้ามั่นใจหรือจะสามารถชนะพี่เฉิงซู่ได้?”
“ถ้ายังไม่ได้ประลองจะรู้ได้อย่างไรว่ามิได้ละท่านพี่” ต้วนอวี้ตอบ
หลิวยวนที่อยู่ข้างหลังสุด เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้เอ่ยก็หัวเราะคิกคักชอบใจ “แข่งม้ากันช่วงหนึ่งก็ดีเหมือนกัน… เพียง
แต่ว่าอวี้เอ๋อร์ต้องระวังหน่อยแล้วกัน พี่เฉิงซู่เติบโตบนหลังม้า ถึงตอนนั้นอวี้เอ๋อร์อย่าแพ้จนขายหน้ามากก็แล้วกันนะ”
เฉิงซู่เติบโตบนหลังม้า?
ต้วนชิงหมิงอดมิได้ที่จะชำเลืองมองเฉิงซู่ที่อายุไล่เลี่ยกับหลิวยวนอยู่หลายครั้ง
ใบหน้า ดวงตา รูปร่างที่แข็งแกร่งดูไม่เหมือนที่หลิวยวนพูดมา ยิ่งมองไปที่มือขาวเรียบเนียนอีก ก็ยิ่งดูไม่ออก…
เห็นทีการเตือนสติของหลิวยวนจะเป็นประโยชน์ต่อต้วนอวี้มิน้อย
ต้วนชิงหมิงรู้สึกเอะใจจึงถามขึ้น “บ้านเกิดของพี่เฉิงซู่อยู่ทางเหนืออย่างนั้นหรือ?”
เฉิงซู่ส่ายหน้าจากนั้นกะพริบตาปริบๆ “พี่แค่โตที่ทางเหนือ… เนื่องจากท่าน… พ่อ… เฝั้าชายแดนอยู่หลายปี ดัง
นั้นพี่จึงใช้ชีวิตอยู่บนหลังม้าเสียเป็นส่วนใหญ่”
ต้วนชิงหมิงแอบแวบมองต้วนอวี้ สื่อความหมายว่าเจ้าไหวหรือเปล่า?
เนื่องจากเฉิงซู่ผู้นี้เติบโตอยู่บนหลังม้าย่อมชำนาญการขี่ การบังคับ การควบคุมอย่างมาก ม้าของเขามองปราด
เดียวก็ทราบทันทีว่าเป็นม้าชั้นเลิศ ส่วนม้าของสีแดงตัวน้อยนี้กลับเป็นม้าที่อ่อนโยนและเชื่องมาก ความแตกต่างที่
ชัดเจนถึงเพียงนี้ ต้วนอวี้ยังกล้าเอ่ยปากขอประลองอีก?
ต้วนอวี้แอบหันหน้าเบะปากเล็กน้อย “การท้าทายเพื่อเฟั้นหาผู้เเข็งแกร่ง ดีกว่ายอมแพ้ทั้งที่ไม่ได้ลองเป็นไหน”
ต้วนอวี้จับบังเหียนต่อจากมือต้วนชิงหมิง จากนั้นหันไปเอ่ยกับเฉิงซู่ว่า “พี่เฉิงซู่ พวกเราเริ่มกันเถอะ”
เฉิงซู่ชี้ไปด้านหน้าที่ไกลลิบออกไป พูดขึ้นว่า “ต้วนอวี้เห็นยอดเขาลูกนั้นไหม? พวกเราไปหยุดตรงกึ่งทางก่อนถึง
ยอดเขาเป็นไง?”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับ “เอาตามที่พี่เฉิงซู่ว่าเลย”
หลิวยวนหันไปพูดกับต้วนชิงหมิงขึ้น “ชิงหมิงจะไปม้าพร้อมกับพี่หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไรพี่หลิว ชิงหมิงไปกับอวี้เอ๋อร์แล้วกัน……”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ค่อนข้างผิดหวังของหลิวยวน ต้วนชิงหมิงจึงพูดยิ้มๆ ขึ้น “ชิงหมิงเป็นห่วงว่าอวี้เอ๋อร์จะควบคุม
ม้าไม่อยู่นะ”
หลิวยวนจึงพยักหน้ารับทราบ แล้วบังคับม้าไปด้านข้าง เพื่อเปิดทางให้ม้าทั้งสองตัว
ต้วนอวี้หันกลับมามองหน้าต้วนชิงหมิง “ท่านพี่กอดเอวอวี้เอ๋อร์ไว้แน่นแล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงจึงโอบแขนกอดไปที่เอวของต้วนอวี้อย่างแนบแน่น
ต้วนอวี้ดึงบังเหียนม้าขึ้น อีกมือใช้แส้ตียาวตีไปที่ก้นม้าหนึ่งที
ม้าตัวน้อยสีแดงยกกีบเท้าหน้าทั้งสองขึ้น จากนั้นเริ่มกระโจนไปด้านหน้า
ม้าตัวน้อยสีแดงรูปร่างมิได้ใหญ่กำยำ แต่โชคดีที่ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ตัวไม่ใหญ่นับว่านํ้าหนักตัวเบา เพราะ
ฉะนั้นจึงไม่สร้างนํ้าหนักที่มากเกินให้มัน ที่สำคัญนิสัยที่เชื่องโดยง่าย เมื่อถูกบังคับให้วิ่งกลับวิ่งปราดเดียวดั่งสายลมทิ้ง
หลิวยวนไว้ด้านหลัง
เดิมทีเฉิงซู่ก็แค่พูดติดตลกไม่คิดจริงจังอะไร แต่เมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังแข็งขันของต้วนอวี้ เขาจึงแอบพูดอุทาน
ขึ้น “น่าสนใจ” จากนั้นยกแส้ขึ้นตีแม่พันธุ์ม้าสีแดง
หลิวยวนเห็นม้าของทั้งคู่วิ่งไปอย่างว่องไว จึงต้องบังคับม้าตามไปติดๆ ทันที เขาทราบว่าต้วนอวี้แค่อยากสนุกทำ
จึงท้าแข่งม้ากับเฉิงซู่
ภายในหัวของหลิวยวนอนุญาตให้เขาทำแบบนั้น แต่ถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาอาจหนักหนาเป็นแน่ ที่สำคัญต้วนชิงห
มิงยังอยู่บนหลังม้านี่สิ
ในเวลานี้ ม้าทั้งสามตัวต่างไล่ตามเบียดบี้กันไปมา ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล
ระหว่างทางที่แข่งม้ากันนั้น ได้พบเหล่าบัณฑิตเดินกันไปมาตามทาง บ้างก็นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บ้างก็ตั้งกระโจม
พักแรม แต่เมื่อม้าทั้งสามได้วิ่งมาระยะหนึ่ง เบื้องหน้าก็มีเพียงธรรมชาติที่สวยงามไร้ซึ่งผู้คนตามทาง
ตะวันได้เคลื่อนคล้อยไปอยู่กลางนภาส่องแสงเจิดจ้ากว่าปกติ กระทบพืชพันธุ์สีเขียวขจีสะท้อนเข้าตาจนลืมแทบ
ไม่ขึ้น
ม้าทั้งสามตัวยังคงไล่เบียดกันอย่างสูสีสลับไปมา พวกเขาจึงไม่ทันสังเกตว่าด้านหลังมีชายชุดดำสองคนไล่ตามมา
อยู่มิห่าง
ชายชุดดำสองคนก็ขี่ม้าไล่ตามทั้งสามคนอยู่มิห่าง ชายชุดดำที่วิ่งอยู่ข้างหน้าแสยะยิ้มขึ้นมา “มาแข่งม้าอะไรกัน
เวลานี้… ข้าคิดไม่ออกว่าเฉิงซู่กำลังนึกอะไรอยู่ ถึงมีอารมณ์มาแข่งม้า ถ้าเป็นข้าเป็นมันละก็ คงห่วงชีวิตตัวเองเสีย
มากกว่า”
ถูกต้องแล้ว! งานฉลองยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่สนใจ กลับมาวิ่งแข่งม้าอะไรที่นี่… เป็นที่รู้กันทั่วเมืองหลวง งานเฉลิมฉลอง
ครบรอบสิบปีของสำนักเรียนไท่เสวียเป็นงานใหญ่ ทว่าเฉิงซู่กลับพาสหายมาแข่งม้าที่หุบเขาแทนที่จะไปร่วมงานฉลอง
ชายชุดดำฝีมือดีจึงไม่เข้าใจความคิดของเฉิงซู่ ถึงสิ่งที่เขาคิดทำอยู่