การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 693 ตั้งใจเล่นงานสำนักเรียนไท่เสวีย
ชายชุดดำสองคนนั้นนั่งอยู่บนหลังม้าที่เงาร่างกายทอดยาวไปบนพื้น แสงแดดสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่โหดเหี้ยม
ในเวลานี้สายตาของเขาจับจ้องไปที่เฉิงซู่ด้วยความรู้สึกเย้ยหยันที่เผยออกมา
เฉิงซู่ผู้นี้มีอะไรดีที่ไหนกัน ก็แค่คุณชายเล็กจวนโหวคนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดถึงได้เป็นที่รักใคร่ของไทเฮา ฝั่าบาทให้
ความสำคัญ กระทั่งฮฮงเฮาองค์ปัจจุบันก็ให้ความเอ็นดูรักใคร่สนิทสนม
แต่ยิ่งได้รับการโปรดปรานจากฝั่าบาทมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่เป็นผลดีกับตัวเขา ดั่งเฉิงซู่จึงใช้คำที่โบราณสอนว่า
ทำตัวทึมทื่อเป็นท่อนไม้ ซ่อนความซ่อนความหลักแหลมไว้ภายใน… ด้วยเหตุนี้เอง ไม่เพียงทำให้องค์ชายทั้งสองชิงชัง
เกลียดขี้หน้า มิหนำซํ้าคนข้างกายยังอยากเข้ามาเล่นงานเช่นกัน
ชายชุดดำตัวเล็ก กำลังจ้องมองไปที่คนรอบข้างเฉิงซู่ ด้วยแววตาประกายความชั่วร้าย ไม่นานนัก เขาพูดขึ้นอย่าง
เย็นเยียบ “เฉิงซู่คิดทำอะไรบ้าๆ ข้าไม่รู้ ข้ารู้เพียงว่าเฉิงซู่เอาสถานที่ที่ได้รับพระราชทานมาลำพังแบบนี้ เดี๋ยวนายท่านก
ลับมาต้องถลกหนังออกมาทีละชั้นๆ”
ชายชุดดำตัวเล็กเอ่ยต่อไปว่า “นายท่านคงอยากจะถกหนังมันออกเป็นชิ้นๆ ครั้งนี้ฝั่าบาทกับองค์ชายทั้งสองคงมิ
ให้อภัยเฉิงซู่อีกแล้ว?”
ชายชุดดำตัวสูงส่ายหน้าไปมา “เกรงว่าจะมิใช่อย่างนั้น เจ้าก็รู้ดีว่าราชครูหรูอนุญาตให้พวกเรามาที่นี่ นับว่า
เป็นการให้เกียรติคนตระกูลเฉิงที่สุดแล้ว เฉิงโหวเหย่ย่อมเข้าใจในจุดนี้”
ราชครูหรูเป็นใครเจ้าก็รู้ดี หากต้องการยืมสถานที่สักแห่งหนึ่งมีหรือจะทำมิได้ ดังนั้นหากเฉิงโหวเหย่[1]ทราบ
เรื่องนี้เข้า ไม่เพียงมิลงโทษหนำซํ้ายังต้องออกปากชื่นชมนะสิ
แต่เรื่องนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะองค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยและองค์ชายรองเหยียนหลิ่งรุ่ยทั้งสอง ไม่ชอบขี้
หน้าเฉิงซู่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ในครั้งนี้ การมาที่ธรรมชาติหุบเขาแะมีผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้ อาจมีคนเข้ามาใช้โอกาส
สร้างเรื่องให้ยํ่าแย่ก็เป็นได้
ชายชุดดำตัวเตี้ยได้ฟังพลันแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา “ใช่แล้ว เฉิงโหวเหย่คงไม่เพียงอยากให้พวกเรามาใช้ที่นี่อย่าง
เปล่าประโยชน์ แต่ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น คงกลับกลายเป็นที่รกร้างในไม่ช้า”
ชายชุดดำตัวสูงถึงกับพูดด้วยความตกใจ “เจ้าหมายความยังไง?”
หรือว่านอกจากจะกำจัดเฉิงซู่ ยังอยากจำกัดคนอื่นอีกหรือ? อย่าบอกว่าเจ้าคิดกำจัดองค์ชายสองคนที่เกลียดขี้
หน้าเฉิงซู่ไปด้วยพร้อมกัน?
ด้วยเหตุผลนี้เฉิงซู่ย่อมรู้ว่ามีคนคิดกำจัดเขา จึงระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ต่อให้มีคนอยากเข้ามาจัดการประชิดตัว
เกรงว่าคงมิใช่เรื่องที่ทำโดยง่าย
หลังจากที่ชายชุดดำตัวเตี้ยคิดไปคิดมา เขาก็พูดขึ้นว่า “ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรหรอก! เจ้าลองคิดดู หากงาน
ครบรอบสิบปีการก่อตั้งมิอาจดำเนินได้สำเร็จ ราชครูหรูคงต้องโกรธจัด ถึงตอนนั้นจุดจบของเฉิงซู่จะเป็นอย่างไรเล่า?”
ชายชุดดำตัวสูงหันมองไปที่สหาย เผยแววตาคารวะในความคิดของอีกฝั่าย “ความหมายของเจ้าคืออยากทำลาย
สถานที่ตรงนี้ทิ้งซะเลย?”
ชายชุดดำตัวเล็กยักไหล่ผายมือ “ไม่ใช่ข้าอยากทำลายที่นี่ แต่ชีวิตของเฉิงซู่ราบรื่นสุขสบายเกินไปแล้ว ใจข้าจึงไม่
สงบสุข ที่นี่จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีอยู่ต่อไปแล้ว”
ชายชุดดำตัวใหญ่จึงถามขึ้น “ทำเพื่อแก้แค้นระหว่างตระกูลของเจ้ากับเฉิงซู่ใช่ไหม? แต่ที่นี่ยังมีคนอื่นอยู่อีกมาก
หากไปทำร้ายคนบริสุทธิ์คนอื่นๆ พวกเขาย่อมไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่นอน”
ชายชุดดำตัวเล็กพูดอย่างเย็นชา “เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด ใครจะไปรู้ว่าข้าทำ… เจ้าคงมิคิดหรอกนะว่า หลังจากข้า
ทำลายที่แห่งนี้ จะมัวยืนอยู่ที่นี่ให้คนอื่นมาจับตัว?”
ทันใดนั้น ชายชุดดำตัวสูงเงียบปากลงในทันที
การทำลายสถานที่ที่กว้างใหญ่เช่นนี้ และสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองของราชครูหรู ไม่มีทางใช้แรงเพียงคนเดียวได้
ดูท่าแล้วสหายของเขาคงเตรียมแผนการทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นชายชุดดำตัวสูงจึงพูดทัดทานขึ้น “จำกัดแค่เฉิงซู่ก็เพียงพอ เรื่องนี้อย่าคิดไปเลย มิเช่นนั้น จะเป็นการนำ
ภัยมาสู่ตัวของเจ้าเองโดยแท้”
ชายชุดดำตัวเล็กกำหมัดทั้งสองข้างแน่นไปหมด จากนั้นค่อยๆ คลายออก “ข้าเข้าใจแล้ว”
ทว่าการเข้าใจเรื่องใดสักเรื่อง มิได้หมายความว่าจะทำได้ตามที่เข้าใจ… เมื่อไฟแห่งความเคียดแค้นเข้าตาจนลุก
โชติช่วงเมื่อไหร่ มันจะเผาผลาญทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าจนสิ้น
ระหว่างนั้นได้มีคนขี่ม้ามุ่งตรงเข้ามาพูดบางอย่างกับชายชุดสองคนนี้ จากนั้นทั้งคู่ก็ขี่ม้าตามกลับไป
ม้าที่ชายชุดดำทั้งสองขี่นั้นเป็นม้าชั้นเลิศ ความเร็วว่องไวดั่งสายลม เสียงฝีเท้าของมันดัง “กุก กุดุดุก กุดุดุก”
เป็นจังหวะเหยียบยํ่าบนทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ พอมีสายลมพัดผ่าน หญ้าที่นอนแนบอยู่กับพื้นดินจะพริ้วไหวไปมาเหมือน
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
ก่อนที่ชายชุดดำตัวสูงจะดึงบังเหียนม้า เขาได้เงยหน้ามองท้องนภาที่ไร้เมฆาไกลสุดลูกหูลูกตา อยู่ๆ ดอกไม้ปลิว
ไหวลอยมาตามสายลม ปิดใบหน้าจนกางกั้นมิเห็นแสงตะวันที่สว่างไสว บัดดลนั้น ความมืดมิดได้ปกคลุมแผ่ซ่านไปทั่ว
ทุกที่ ภาพความเขียวขจีสงบสุขเช่นนี้ คงถูกทำลายในอีกไม่ช้าแล้ว
ชายชุดดำตัวสูงอดมิได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จากนั้นดึงบังเหียนขี่ม้าตามชายชุดดำตัวเล็กไป
เมื่อดอกไม้ปลิวหลุดไป ภาพท้องนภา สายลมและหมู่เมฆากลับมามีชีวิตมีสีสันอีกครั้ง เหมือนว่าความมืดมิดที่
เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ม้าตัวเล็กสีแดงของต้วนอวี้กับม้าตัวใหญ่ของเฉิงซู่วิ่งแข่งฝีเท้ามาระยะทางกว่าสิบลี้แล้ว หากต้องวิ่งระยะทางไกล
ม้าของต้วนอวี้ดูเหมือนแรงส่งไม่พอ จึงอ่อนกำลังลงอย่างช้าๆ มิอาจสู้ม้าตัวใหญ่ชั้นดีได้ติด
เฉิงซู่ยังมิได้ใช้แรงที่ม้ามีอย่างสุดกำลัง เขาเพียงดึงบังเหียนขึ้นเล็กน้อย ปล่อยให้ม้าออกแรงทะยานอย่างอิสระ
โดยไม่ใช้เทคนิคบังคับม้าใดๆ แต่เมื่อมองดูเทคนิคการบังคับม้าที่เชี่ยวชาญของต้วนอวี้ กับการให้ความร่วมมือของม้า
แดงตัวเล็ก เขากับเฉิงซู่จึงขับเคี่ยวผลัดกันนำหน้ากันไปกันมาอยู่ช่วงหนึ่ง
ส่วนต้วนชิงหมิงที่นั่งอยู่หลังต้วนอวี้ ผมเผ้าหลุดรุ่ยพริ้วไหวไปตามสายลม ตาลืมไม่ขึ้นเพราะแรงลมที่ปะทะ นาง
จึงเลือกปิดตาก้มหน้า กอดเอวน้องชายไว้แนบแน่น
หลิวยวนดึงบังเหียนสุดกำลังเพื่อไล่ตามหลังเฉิงซู่ให้ได้ทัน
แม้ว่าการแข่งขัยจะไม่รวมหลิวยวนเข้าไปด้วย แต่ด้วยความเป็นห่วงต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ กลัวว่าอาจเกิดเรื่องไม่
คาดฝันขึ้นได้ เขาจึงบังคับม้าวิ่งตามมาตลอดทางสิบลี้ จนตามหลังต้วนอวี้มาติดๆ
เฉิงซู่ใช้แส้ชี้ข้างหน้าพูดขึ้นว่า “ต้วนอวี้เห็นโค้งที่อยู่ด้านหน้าหรือไม่? ถึงตรงนั้นพวกเราค่อยหยุดดีไหม?”
“ได้เลย เอาตามนั้น” ต้วนอวี้ตะโกนตอบ
ทั้งสองคนยังคงบังคับม้าให้เร่งฝีเท้า จนลมตีเข้าหูแทบฟังเสียงไม่ได้ยิน โชคยังดีที่ทางบนเขามิได้กว้างนัก จึง
พอได้ยินเสียงที่อีกฝั่ายพูดขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงจุดหมายแล้ว สีหน้าที่ผ่อนคลายของเฉิงซู่กลับหายไปในพริบตา เขาใช้แส้ฟาดไปที่ม้าโดยหวังให้
มันเร่งฝีเท้าสุดกำลังเพื่อถึงจุดหมายเป็นคนแรก
ส่วนต้วนอวี้ดึงทั้งบังเหียนและใช้แส้ฟาด หวังให้ม้าเร่งฝีเท้าให้สุดกำลังเช่นกัน ทั้งสองยังคงขับเคี่ยวแย่งชิงเพื่อให้
ได้ที่หนึ่งที่ไม่ได้มีความหมายอะไร ด้านหลิวยวนกลับผ่อนความเร็วให้ช้าลง จะได้ไม่เป็นการรบกวนการแข่งกันถึงเปั้า
หมาย
ต้วนชิงหมิงรู้สึกได้ถึงฝีเท้าของม้าที่ว่องไวและเร็วกว่าเดิม จนนางแทบหยุดหายใจ และทำได้เพียงหลับตาปีซบ
หลังต้วนอวี้ ถึงจะสามารถหายใจได้
ใกล้แล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้ถึงเปั้าหมายแล้ว
ภาพม้าสองตัวที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างสูสีได้วิ่งกันอย่างเต็มกำลังที่มี พอใกล้จุดหมายโดยห่างเพียงระยะหนึ่งลูก
ธนู ทันใดนั้น ต้วนอวี้ตะโกนอย่างสุดเสียง ดึงบังเหียนจนม้ากระโดดลอยตัดหน้าม้าของเฉิงซู่ที่นำมาโดยตลอด และถึงจุด
หมายเป็นคนแรก
[1] โหวเหย่ คือ คำเรียกนายท่านจวนโหวหรือบุตรที่รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าของจวนโหว ส่วนมากเป็นตำแหน่งที่
ฝั่าบาทพระราชทานให้พระญาติคนสนิท หรือขุนนางที่สร้างคุณูปการต่อแผ่นดิน