การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 694 เรื่องในใจเฉิงซู่
อันที่จริง ต้วนอวี้เป็นรองตามมาโดยตลอด
ม้าของเขาสู้ของเฉิงซู่มิได้ ความเชี่ยวชาญการขี่ม้าก็ยังสู้ไม่ได้ ดังนั้นเฉิงซู่จึงประคองไม่เอาจริงเอาจังตลอดการ
แข่งขัน แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าต้วนอวี้จะแซงหน้าในวินาทีสุดท้าย
เฉิงซู่ยังตกตะลึงถึงเมื่อถูกต้วนอวี้แซงเข้าไปก่อน เพราะตลอดทางต้วนอวี้ที่เป็นรองเขามาโดยตลอดอย่างเห็นได้
ชัด แต่สุดท้ายเขากลับฮึดเเรงเฮือกสุดท้ายชนะไปได้
เด็กอายุน้อยอย่างต้วนอวี้มีเคล็ดลับอะไรถึงเข้าจุดหมายก่อนเขาได้
ในระหว่างที่เฉิงซู่กำลังดึงบังเหียนเร่ง ม้าสีแดงตัวใหญ่ของเขาก็กำลังจะวิ่งเข้าเส้นชัย แต่เสี้ยววินาทีต้วนอวี้กลับ
แซงหน้าโผเข้าไปถึงจุดหมายออกไปไกล จนเฉิงซู่ถึงกับงงงวยไปเลย
หลิวยวนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากด้านหลัง ถึงกับขยี้ตาอยู่หลายทีไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เฉิงซู่แพ้ให้กับต้
วนอวี้?
ม้าตัวเล็กสีแดงเร่งฝีเท้าใช้แรงเฮือกที่เหลือโผเข้าเส้นชัยในช่วงสุดท้าย ด้วยการควบคุมของต้วนอวี้ ทำเอา
เรี่ยวแรงทั้งคนและม้าต่างใช้จนหมดสิ้น
ต้วนชิงหมิงที่นั่งอยู่ด้านหลังต้วนอวี้ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ด้วยความเร็วขนาดนี้ร่างกายของรับ
ไม่ไหว ตอนนี้นางท้องไส้ปันปั่วนอยากอาเจียนเต็มประดา นางฟุบลงที่หลังของต้วนอวี้ พร้อมกับตำหนิไปว่า “อวี้เอ๋อร์
ต่อไปไม่อนุญาตให้เจ้าขี่ม้า……”
ความตั้งใจของต้วนชิงหมิงก็อยากสั่งห้ามต้วนอวี้ขี่ม้า แต่เมื่อคิดดูแล้ว สำหรับบุรุษนั้นความสง่างามมักถูกแสดง
บนหลังอานของอาชา นางจึงรีบกลับคำทันควัน อวี้เอ๋อร์ต่อไปอย่าได้ขี่ม้าเอาจริงเอาจังถึงชีวิตแบบนี้อีกล่ะ “”
ต้วนอวี้เห็นสีหน้าของต้วนชิงหมิงไม่สู้ดี เขาเองตกใจตามอยู่มิน้อยเช่นกัน เขารีบจับตัวต้วนชิงหมิงถามขึ้น “ท่าน
พี่ เหตุใดสีหน้าไม่สู้ดีเลย… ท่านพี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“พี่รู้สึกท้องไส้ปันปั่วนนิดหน่อย” ต้วนชิงหมิงตอบ
ได้ฟังคำตอบต้วนอวี้ถึงค่อยโล่งอกไปที เขารีบช่วยต้วนชิงหมิงลูบผมที่ยุ่งเหยิง “ท่านพี่ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ท่านพี่แค่
ไม่ชินกับความเร็วที่ม้าทะยาน หากขี่อีกสักสองครั้งก็จะดีขึ้นแล้ว”
ต้วนชิงหมิงหันมองต้วนอวี้ พร้อมกับคิดในใจว่านางจะเอาโอกาสไหนไปขี่ม้า ครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญแค่นั้น
เอง
เดิมทีเฉิงซู่เร่งฝีเท้าเร็วอย่างสุดกำลัง แต่ต้วนอวี้กลับอาศัยช่วงจังหวะสุดท้ายเข้าไปได้
ต้วนอวี้เชิดหน้าหันกลับมามองอย่างมีชัย พลางฉีกยิ้มส่งให้เฉิงซู่ “พี่เฉิงซู่ ครั้งนี้พี่แพ้ให้กับตัวพี่เอง”
เฉิงซู่มิได้พ่ายแพ้ให้กับต้วนอวี้ แต่แพ้ให้กับตัวเขาเอง!
นับตั้งแต่กลับจากทางเหนือมาอยู่ที่เมืองหลวง ฝีมือการขี่ม้าของเฉิงซู่ได้เลื่องลือไปทั่ว และมีแต่คนเลียนแบบไม่มี
คนเอาชนะเขาได้ แต่วันนี้เฉิงซู่กลับได้เห็นม้านอกสายตาอย่างต้วนอวี้ได้ทะยานชนะเขา
โชคดีตรงที่เฉิงซู่มิใช่คนที่จิตใจคับแคบ เขายิ้มจนฟันขาวทั้งบนล่างโผล่ออกมา เฉิงซู่ยื่นมือขึ้นลูบหัวอยู่หลายที
ก่อนชมว่า “ไม่เลวเลยนี่ พี่แพ้ให้กับตัวเอง”
เฉิงซู่แพ้ให้กับความประมาทของเขาที่ประเมินคู่ต่อสู่ตํ่ากว่าความเป็นจริง
เมื่อได้ยินเฉิงซู่ยอมรับความพ่ายแพ้จากใจจริง ต้วนอวี้รู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ สายของเขาวูบวาบและถามอย่างแปลก
ใจ “อวี้เอ๋อร์นึกว่าพี่เฉิงซู่จะแก้ต่างให้กับตัวเอง หรือว่าพี่เฉิงซู่ไม่สนใจต่อผลการแข่งขันแม้แต่น้อย?”
เฉิงซู่เบือนปากส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก แต่ยิ่งแก้ต่างก็ยิ่งเหมือนกลบเกลื่อน พี่ไม่ต้องการเช่นนั้น แพ้ก็คือแพ้ เหตุ
ใดพี่จะไม่ยอมรับด้วยเล่า?”
ต้วนอวี้เงียบสนิทในฉับพลัน
ทางด้านต้วนชิงหมิงจึงพูดยิ้มๆ ออกมา “อวี้เอ๋อร์ เจ้าก็แค่โชคดีเท่านั้น ไม่ต้องได้อกได้ใจจนออกอาการขนาดนี้
ก็ได้”
เฉิงซู่หันไปยิ้มให้ต้วนชิงหมิง “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ต้วนอวี้ช่วยสอนบทเรียนราคาแพงให้พี่ทั้งที”
หลิวยวนที่ตามมาจากข้างหลังได้ยินที่เฉิงซู่พูด เขาจึงหัวเราะได้ใจขึ้นมา “ช่วยสอนบทเรียนอะไรเหรอ?”
หลิวยวนไม่มีทางเอาเรื่องการพ่ายแพ้เล็กน้อยนี้มาใส่ใจ ยิ่งไปกว่านั้น ม้าสองตัวนั้นใครก่อนเข้าหลังเป็นช่วงแค่
เสี้ยววินาทีเท่านั้น เฉิงซู่ได้ยินก็หัวเราะออกมา “อวี้เอ๋อร์รู้หรือไม่ พี่เฉิงซู่เป็นเทพแห่งอาชา ถ้าแพ้ให้กับเขาก็มิใช่เรื่อง
อับอายเลย”
เดิมทีเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องขำขัน ทว่าเฉิงซู่กลับพูดอย่างจริงจังว่า “หลิวยวนไม่ใช่อย่างนั้น ข้าแพ้ให้กับต้วนอวี้
จริงๆ”
รอยยิ้มของหลิวยวนพลันหุบลงทันใด
นึกไม่ถึงเฉิงซู่จะพ่ายแพ้ให้ต้วนอวี้? เรื่องนี้เป็นไปได้ยังไง?
จากนั้น หลิวยวนก็ไม่ทันได้ถามอะไรต่อไป เนื่องจากต้วนอวี้ดึงบังเหียนม้าไปข้างหน้า
หลิวยวนเกิดงงงวยว่าเขาพูดสิ่งใดผิด เฉิงซู่จึงเดาว่าเพราะคำพูดหลิวยวนคงไม่เข้าหูต้วนอวี้ ดังนั้น หลิวยวนจึง
มองหน้าเฉิงซู่แล้วดึงบังเหียนม้าตามไป
ต้วนชิงหมิงที่นั่งอยู่ด้านหลังต้วนอวี้ รู้สึกว่าเขานั่งหลังตรงแด่ว นางจึงถามอย่างประหลาดใจ “อวี้เอ๋อร์ เจ้าตั้งใจ
สร้างเรื่องนี้ขึ้นใช่ไหม?”
ต้วนอวี้หันสบตาต้วนชิงหมิงและเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนี้พูดออกจากปากเฉิงซู่กับจากปากคนอื่นย่อมไม่เหมือนกันนะ
ท่านพี่”
ส่วนที่ว่าจากปากคนอื่นนั้น ต้วนอวี้มิได้ชี้ว่าหมายถึงใคร
พอต้วนชิงหมิงเห็นว่าคาดเค้นคำตอบจากปากต้วนอวี้มิได้ จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “อวี้เอ๋อร์ขี่ม้าเก่งขนาดนี้เชียว
หรือ แต่เฉิงซู่ผู้นั้นก็ขี่ได้เชี่ยวชาญยิ่ง ยังดีที่อวี้เอ๋อร์เอาชนะมาได้……”
ความทรงจำของต้วนชิงหมิงนั้น ต้วนอวี้อายุยังน้อยและไม่เคยคาดสายตาของนางมาก่อนเลย แต่ทำไมถึงได้
ชํ่าชองการขี่ม้าถึงเพียงนี้
ในช่วงที่ต้วนอวี้กำลังขับเคี่ยวเข้าจุดหมาย ต้วนชิงหมิงสัมผัสได้ถึงความเอาจริงเอาจังเป็นที่สุด ความจริงจังนั้นต้
วนชิงหมิงเคยเห็นในตัวของเหยียนหลิ่งอวี๋ เวลาที่โดนบีบต้อนให้จนมุม มันจะแผ่ซ่านพลังความจริงจังออกมา
หรือว่าต้วนอวี้กับเฉิงซู่มีความแค้นส่วนตัวระหว่างกัน? หรือว่าเขาจะเปลี่ยนเฉิงซู่เป็นศัตรูคู่อาฆาต?
ความคิดพวกนี้ปรากฏแวบเข้ามาในหัวสมองครู่หนึ่ง แต่ต้วนชิงหมิงกลับผลักไสความคิดให้หลุดออกไป ต้วนชิงห
มิงพยายามสะบัดหัวไปมา จนมึนงงต้องรีบคว้าเอวของต้วนอวี้เอาไว้ “พี่นึกว่าเมื่อครู่ อวี้เอ๋อร์จะแพ้แล้วเสียอีก”
ต้วนอวี้ตอบกลับอย่างมั่นใจ “อวี้เอ๋อร์ไม่มีทางแพ้แน่นอน… ไม่มีทางแพ้ให้กับผู้ใด”
นํ้าเสียงที่มั่นใจของต้วนอวี้ทำให้ต้วนชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับนางถามจี้จุดในใจของเขา
“ฮ่าๆๆๆ ใช่แล้ว อวี้เอ๋อร์เยี่ยมที่สุดเลย จะแพ้ได้ยังไงเล่า… แต่ว่าไปเรียนขี่ม้ามาเมื่อไหร่เอ่ย?” ต้วนชิงหมิงถาม
ยิ้มๆ
ต้วนอวี้เลือกไม่ตอบกลับเลือกดึงบังเหียนให้ม้าหยุดเดิน นํ้าเสียงที่พูดเริ่มอ่อยลง “ครั้งที่แล้วตอนไปจ้วงจื่อ…
ท่านพ่อขี่ม้าไปล่าสัตว์ อวี้เอ๋อร์ก็ติดตามไปด้วย ท่านพ่อเห็นอวี้เอ๋อร์สนใจขี่ม้า จึงลงมือสอนด้วยตัวเอง จากนั้น……”
ต้วนอวี้เล่าออกมาเป็นจริงเป็นจัง ถึงแม้การขี่ม้าของเขามิได้มาจากการสอนของต้วนเจิ้งทั้งหมด แต่อย่างน้อย
ที่สุด ต้วนเจิ้งได้เคยสอนมาครั้งหนึ่ง ในตอนนั้น เขาอายุน้อยกว่านี้ก็เริ่มขึ้นหลังม้าแล้ว ต้วนเจิ้งเห็นแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ออกปากชื่นชมมิขาด
ต้วนชิงหมิงหันมองต้วนอวี้โดยไม่ได้ตอบสิ่งใด ถึงแม้นางขี่ม้าไม่ชำนาญ ทว่าสายตาของนางกลับเฉียบแหลมมอง
ทะลุทุกเรื่องได้ไม่ยาก
ดูจากการบังคับม้าของต้วนอวี้ รู้ได้ทันทีว่ามิใช่เพิ่งฝึกมาเพียงวันสองวัน สรุปแล้วต้วนอวี้ไปฝึกมาจากไหนกันแน่?
ต้วนอวี้หยุดรอหลิวยวนกับเฉิงซู่ แต่สองคนนั้นกลับห่างออกไป จนดูเหมือนมีเรื่องบางอย่างที่อยากพูดคุยกันส่วน
ตัว
ต้วนอวี้เห็นดังนั้น จึงเอ่ยเสียงยืดยาวออกมา “นับแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา อวี้เอ๋อร์เริ่มรักการขี่ม้าขึ้นมา จากนั้น อวี้
เอ๋อร์กับเหยียนหลิ่งอวี๋มักจะฝึกซ้อมการขี่ม้าด้วยกัน จึงเริ่มชำนาญขึ้นเรื่อยๆ”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังพลันคลายความฉงนในใจได้หมดสิ้น
การขี่ม้านั้น อาจารย์ยอดฝีมือเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่หลังจากนี้ต้วนอวี้ต้องฝึกฝนให้มากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่
ขาดมิได้เลยสองอย่างนั่นก็คือ อย่างแรกมีอาจารย์ยอดฝีมือ ข้อสองออกฝึกฝนกับผู้อื่นให้มาก