การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 695 ชายชุดดำขี่ม้า
ต้วนอวี้กับเหยียนหลิ่งอวี๋มีบางจุดที่คล้ายคลึงกัน นิสัยสองคนนี้ยอมหักไม่ยอมงอ มิยอมเลิกลาจนกว่าจะถึงเปั้า
หมาย ดังนั้นหากบอกว่าต้วนอวี้เรียนขี่ม้ามาจากเหยียนหลิ่งอวี๋ ทักษะและความชำนาญของเขาจะต้องรุดหน้าอย่าง
รวดเร็ว ต่อให้ต้วนอวี้จะมีอายุเพียงเจ็ดปีและมีเวลาเรียนไม่นาน
พอต้วนอวี้เอ่ยชื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา ต้วนชิงหมิงถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ นางใช้สายตาที่ใคร่รู้มองไปทางต้
วนอวี้ ราวกับอยากถามว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไรบ้าง? ถอนพิษร้ายแรงหรือยัง? ร่างกายจะทนไหวไหม?
ยาถอนพิษที่กินไปส่งผลทำร้ายร่างกายอย่างไรบ้าง? ที่สำคัญคนที่ทระนงหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋จะทนความ
ทรมานจากพิษได้ไหม
สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบใดที่นางได้เลย
แต่การที่ไม่มีข่าวคราวกลับมาอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ อายุที่ยืดยาวของเหยียนหลิ่งอวี๋คงมิได้จบลงเพียงแค่นี้กระมัง
ตั้งแต่ที่ต้วนชิงหมิงกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง หลายๆ เรื่องได้เปลี่ยนแปลงไป ด้วยเหตุนี้ต้วนชิงหมิงกลัวว่าการกลับ
ชาติมาเกิดของนางอาจบิดเบือนมิติเวลา และส่งผลร้ายต่อเหยียนหลิ่งอวี๋
ต้วนชิงหมิงจึงได้แต่หวาดหวั่น กลับไม่คิดไปในทางร้าย ไม่เข้าไปถามข่าวคราว ทว่าต้วนอวี้เอ่ยขึ้นมาในเวลานี้
นางอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงไม่รู้ดีว่าต้วนอวี้ไม่เต็มใจอยากบอกกล่าว หรือไม่เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ได้สั่งต้วนอวี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว สรุปแล้ว
เพียงชื่อ “เหยียนหลิ่งอวี๋” หลุดออกมาจากแค่ครั้งเดียว ทันใดนั้นต้วนอวี้คิดขึ้นมาได้ ด้านหลังมีเฉิงซู่กับหลิวยวนขี่ม้า
ตามมาจึงเลือกพูดเฉไฉไปเรื่องอื่น “เฮ้อๆๆๆ พวกพี่ทั้งสองคนมาแล้ว”
ต้วนชิงหมิงหันตามไปมองเห็นสองคนนั้นตามมามิห่าง เมื่อเห็นต้วนอวี้ลงจากหลังม้า หลิวยวนจึงถามอย่างห่วงใย
“เป็นยังไงบ้าง? เหนื่อยกันไหม? จะพักครู่ครู่หนึ่งก่อนไหม?”
ใบหน้าต้วนชิงหมิงซีดขาวด้วยความหวาดกลัว แววตาก็ไม่มีพลังออกมาแม้แต่น้อย
ต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นลูบหน้าผาก และพูดปฏิเสธว่า “เหนื่อยก็เหนื่อยอยู่นะ เพียงแต่ความเร็วม้าเร็วเกินไปหน่อย
จึงยังไม่ชิน เวลานี้ ยังรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา
หลิวยวนพูดยิ้มๆ “อวี้เอ๋อร์แข็งแรง ท่าทางดีขนาดนี้ จนพี่รู้สึกแอบหวั่นขึ้นมาบ้าง”
ต้วนอวี้จึงถอนลมหายใจเสียงดังอย่างพอใจ
เฉิงซู่เดินเข้าไปถามไถ่ต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง หากเวียนหัว พวกเรานั่งพักกันสักครู่ อย่างไรพวกเราก็ไม่รีบร้อย แค่
ขอให้ถึงก่อนเที่ยงวันก็แล้วกัน”
เป็นที่รู้กันว่า สิ่งสำคัญของการขี่ม้านั้นอยู่ที่การควบคุมความเร็ว เพราะยิ่งม้าเร่งฝีเท้าเต็มกำลัง อาจสร้างความ
หวาดกลัวและเวียนหัวจนอยากอาเจียน
ต้วนอวี้มองไปเบื้องหน้า เห้นใบหน้าที่ซีดเซียวของต้วนชิงหมิง พลันถามขึ้นทันที “พี่เฉิงซู่ ที่นี่ห่างจากที่ที่เราจะ
ไปอีกไกลแค่ไหนกันแน่?”
ทั้งสี่คนแข่งม้ามาจนถึงระยะทางตรงกลางของหุบเขา เพิ่งสังเกตเห็นทางขึ้นด้านบนจะมีรอยแตกตามทางไปทั่ว
ท้องนภาฟั้าคราม พืชพันธุ์เขียวขจี จนสุดลูกหูลูกตา ภาพเบื้องหน้าเหมือนเป็นพื้นที่เทพเซียนก็มิปาน กระทั่งต้
วนชิงหมิงอุทานเสียงดังขึ้นมา “ที่นี่งดงามเหลือเกิน”
ต้วนอวี้ที่อยู่ด้านข้างแทรกขึ้นมาว่า “ที่นี่ไม่เพียงงดงาม อากาศยังบริสุทธิ์อีกด้วย”
หลิวยวนพูดยิ้มเสริมขึ้นมา “ใช่แล้ว อากาศบริสุทธิ์ทำให้คนจิตใจสงบ เมื่อได้เข้ามาก็มิอยากพลัดจาก”
ทางด้านเฉิงซู่หันมองไปที่หลิวยวน เอ่ยออกมาว่า “ถ้าเจ้าอยากอยู่ที่นี่ทั้งชีวิต ก็สามารถทำได้……”
เฉิงซู่พูดยังไม่จบประโยค พลันรีบเปลี่ยนหัวข้อในทันที “พวกเจ้าคงไม่เคยเห็นผืนหญ้า ทุ่งกว้างธรรมชาติจริงๆ
หรอก……”
ทันใดนั้น หลิวยวนจึงถามอย่างประหลาดใจขึ้นมา “ผืนหญ้า ทุ่งกว้างธรรมชาติที่หมายถึง… คือที่ที่เฉิงซู่ไปใช้ชีวิต
จนเติบใหญ่ใช่ไหม?”
เฉิงซู่พยักหน้ารับ ต้วนชิงหมิงจึงพูดออกไป “เรื่องเกี่ยวกับทุ่งกว้างนั้น ข้าได้เปิดหนังสือตำรามาหลายเล่มก็พอได้
ยินมาบ้าง… ที่นั่นภูผากว้างใหญ่ ท้องนภากว้างไกล สัตว์ปั่าหลากหลาย พืชพันธุ์มากล้น ฝูงแกะยืนลิ้มรสผืนหญ้า… ที่
แบบนั้น ข้าหวนรำลึกอยู่เสมอ”
เดิมที ต้วนชิงหมิงแค่อยากเล่าถึงทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ต่อ ทว่าพอเล่ามาได้เพียงครึ่งเดียว กลับหยุดเงียบลงทันใด
เฉิงซู่จึงมองต้วนชิงหมิงด้วยสายตาฉงนใจ “ชิงหมิงเคยไปที่ทุ่งหญ้าอย่างนั้นเหรอ?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ เฉิงซู่เอ่ยยิ้มๆ “ที่ทุ่งหญ้านั้นจะมีบทเพลงขับประกอบการเต้นรำเพื่อความบันเทิง
ด้วย หากไปจะพบเห็นได้บ่อยๆ”
หลิวยวนได้ฟังก็พูดอย่างสนใจ “เฉิงซู่ ไหนเจ้าลองเล่ามาสิ ที่ทุ่งหญ้านั้นมีสภาพเป็นอย่างไร?”
“เหมือนกับที่ต้วนชิงหมิงอธิบายไปเมื่อครู่เลย” เฉิงซู่ผายมือไปทางต้วนชิงหมิง
ภาพพื้นหลังที่มีภูผาเป็นพื้นหลังให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง ผสานกับท้องนภาสีครามปกคลุมไปทั่วทุกแห่ง
อยู่เบื้องบน
สีหน้าของเฉิงซู่เผยแววตาหวนรำลึกออกมา เขาจึงพูดต่อไปว่า “ท้องนภาสีคราม ทุ่งหญ้าเขียวขจีไปสุดลูกหูลูก
ตา เมื่อปล่อยแกะและวัวไปแล้ว พวกมันจะเริงร่ากับหญ้าเขียวชอุ่มที่พริ้วโบกไปตามสายลม หากได้อยู่บนหลังอาชาก็
สามารถใช้ผืนภาพเป็นพื้นหลังที่งดงามได้อีกด้วย”
สิ่งที่เฉิงซู่พรรณนาออกมาช่างเรียบง่าย แต่กลับเห็นภาพชัดเหมือนรูปธรรม ในเวลานี้ให้คนที่เติบโตที่นั่นมา
อธิบายให้ฟัง เกรงว่าในใจคงปรากฏความรำลึกและโหยหาอยู่มิน้อย
“วันหลังหากมีเวลาจะต้องไปทุ่งหญ้าให้จงได้” ต้วนชิงหมิงตอบบยิ้ม
หลิวยวนรีบยิ้มตาม “ใช่แล้ว จากที่เฉิงซู่พรรณาถึงความงดงาม ก็อยากไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง”
ความตั้งใจจริงของต้วนชิงหมิงคือพูดให้ต้วนอวี้ฟัง แต่เมื่อพูดจบลงแล้ว นางกลับเงียบเชียบอย่างผิดหูผิดตา
ต้วนชิงหมิงกลับหลังหันมองต้วนอวี้ เห็นเขายืนมองย้อนทางที่เพิ่งผ่านมา ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
เมื่อมองจากด้านบนลงมาข้างล่างภูเขา เห็นทางที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดไปมา ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี พร้อมกับรถม้า
ที่เข้าแถวเรียงรายเป็นระเบียบ เพื่อเตรียมเข้ามาในงานอยู่ด้านล่าง
ในตอนนั้นเอง มีกลุ่มชายชุดดำขี่ม้าเข้ามาที่หน้างาน แทรกแถวที่รถม้าอื่นต่อแถวเป็นระเบียบ
เฉิงซู่มองด้วยสีหน้าที่ถอดสีทันที
หลิวยวนที่อยู่ด้านข้างก็รู้สึกเอะใจกับสีหน้าของเฉิงซู่
ความสนใจของต้วนชิงหมิงกลับย้ายไปอยู่ที่ต้วนอวี้ ทันทีที่กลุ่มชายชุดดำขี่ม้าเข้ามา สีหน้าของต้วนอวี้เปลี่ยนไป
ฉับพลันไม่ต่างกับเฉิงซู่
แม้สีหน้าจะเปลี่ยนไป แต่ดูอย่างพินิจจะพบว่ามีความแตกต่างกันอยู่ สีหน้าเฉิงซู่เปียมไปด้วยความโกรธและ
เลือดเย็นออกมา
ทว่าสีหน้าของต้วนอวี้กลับเปียมด้วยความอาฆาตมาดร้าย… ต้วนชิงหมิงมิได้มองผิดไป ระหว่างที่ชายชุดดำเข้ามา
ถึง สายตาแห่งความเลือดเย็นก็ปรากฏขึ้นมารุนแรง
ความรู้สึกนั้นดูไม่เหมือนสายตาของเด็กน้อยเช่นนี้ แต่กลับดูเหมือนแม่ทัพที่ผ่านสนามรบที่มีทั้งความน่าเกรงขาม
ความเลือดเย็นและความโหดเหี้ยม
ต้วนชิงหมิงรู้สึกมีลางสังหรณ์ในใจว่าใกล้จะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น