การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 696 ยิงธนูดั่งห่าฝน
สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ความรู้สึกนี้ต้วนชิงหมิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่เมื่อนางหันหน้ากลับมา สีหน้าต้วนอวี้กลับเป็นปกติดังเดิม เห็น
ทีเรื่องนี้จะต้องเชื่อมโยงกับต้วนอวี้ไม่มากก็น้อย
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงไม่มีเวลามาคาดเดาที่มาที่ไปของเรื่องแล้ว เนื่องจากเฉิงซู่ได้เห็นกลุ่มชายชุดดำขี่ม้ามาถึง เขา
รีบกระโดดขึ้นหลังม้าเรียกคนที่เหลืออีกสามคน “หลิวยวน ชิงหมิง ต้วนอวี้ พวกเราไปกันเร็วเข้า”
ภายใต้แววตาที่นิ่งสงบ เฉิงซู่หันกลับมาโบกมือให้บังคับม้าวิ่งไปข้างหน้า ด้วยท่าทางที่เร่งรีบลนลาน
ต้วนอวี้เงยหน้าเผยยิ้มน้อยๆ ให้ต้วนชิงหมิง พร้อมกับคว้ามือของนางเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพี่ อย่ามัวมองอยู่อีกเลย
พวกเรากลับกันเถอะ”
แม้หลิวยวนที่สุขุมลุ่มลึกแทบไม่เคยเห็นเฉิงซู่รีบร้อนขนาดนี้มาก่อน แต่พอเห็นเฉิงซู่เร่งรีบชนาดนั้น หลิวยวนจึง
เข้าไปประคองต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงขึ้นหลังม้า บอกให้ทั้งสองจับให้แน่น ถึงจะกระโดดขึ้นมาของตัวเขาเองตามเฉิงซู่ไป
ระหว่างที่เตรียมขี่ม้าออกไป ต้วนชิงหมิงหันกลับมองตะวันที่อยู่ห่างไกลลิบๆ กลุ่มชายชุดดำได้บังคับม้ามุ่งตรงมา
ทางนี้แล้ว พวกเขาล้วนคลุมด้วยเสื้อคลุมสีดำสนิทราวกับราตรีแห่งความมืดมิดปกคลุมทุกสรรพสิ่ง ไม่นานนัก พวกนั้นก็
หายไปกับฝุั่นที่ตลบขึ้นมา ต้วนชิงหมิงสังหรณ์ใจอาจมีสิ่งไม่ดีใกล้เกิดขึ้นเป็นแน่ นางหันสบตาต้วนอวี้ เห็นเขายิ้มออกมา
ด้วยสีหน้าที่สดใส แต่เมื่อครู่นี้ยังเป็นเย็นชาและโหดเหี้ยมอยู่เลย หรือนี่จะเป็นต้วนชิงหมิงเองที่จำเลอะเลือนไป
ต้วนชิงหมิงแอบถอนหายใจเสียงเบาออกมา เขาหันกลับไปมองงานฉลองที่สำนักเรียนไท่เสวียแห่งนี้ คงใกล้จะไม่
สงบอีกต่อไปแล้ว
ต่อจากนี้เส้นทางข้างหน้าคงไม่สุขสบายเหมือนขามา เฉิงซู่เม้มปากแน่น ดึงบังเหียนม้าอย่างแรง ราวกับข้างหน้า
กำลังมีคนสำคัญที่สุดในชีวิตกำลังรอเขาอยู่ก็มิปาน
เมื่อข้ามภูเขาลูกนี้ไปได้ ทั้งสี่คนกลับต้องพบทางโค้งที่ด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงชัน และหินรูปทรงประหลาด
แหลมคม
เมื่อเห็นเบื้องหน้ามิสามารถสัญจรได้สะดวก เฉิงซู่ตัดสินใจกระโดดลงจากหลังม้าและเดินไปที่หน้าผาสูงชันอย่าง
ระมัดระวัง
ต้วนชิงหมิงมองไปที่หลิวยวนด้วยแววตาสงสัยอย่างมาก ก็แค่การแข่งขันสนุกๆ แค่นั้นเอง เหตุใดเฉิงซู่ต้องพว
พวกเขามาถึงที่นี่ด้วย?
พอนางเห็นหลิวยวนสงสัยไม่แตกต่างกัน ต้วนชิงหมิงจึงส่งยิ้มที่แฝงนัยยะว่า “เฉิงซู่คงมีแผนในใจที่วางไว้
เรียบร้อย”
ต้วนอวี้พูดอย่างเย็นชาว่า “หวังว่าแผนของพี่เฉิงซู่คงมิให้ทุกคนต้องขาดเจ็บถึงชีวิต”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงๆด้ยิน นางก็ตกใจจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่มองตำหนิๆ ต้วนอวี้
เฉิงซู่เดินนำหน้าทุกคนไปที่หน้าผาสูงชัน และจากที่เขาวิ่งมาอย่างรีบร้อนตลอดทาง ในที่สุด เขาได้กวักมือเรียก
ทั้งสามคนมา “รีบมาเร็วเข้า พวกเราใกล้ถึงแล้ว”
ใกล้ถึงแล้วอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงพลันดีอกดีใจออกมา รีบสาวเท้าเพิ่มความเร็ว จากนั้นมีมือเล็กๆ ได้คว้ามือของนางเอาไว้ พอนางหัน
กลับไปดูพบว่าเป็นต้วนอวี้นี่เอง
“ท่านพี่ อย่าเพิ่งขึ้นไปเลย พวกเรารออยู่ตรงนี้เสียก่อนเถอะ”
ต้วนชิงหมิงมองต้วนอวี้ด้วยความงงงวย ในขณะที่หลิวยวนก้าวเดินไปข้างหน้า พร้อมกับหันมายิ้มให้ต้วนชิงหมิง
และเอ่ยว่า “ชิงหมิง มาอยู่ข้างหลังพี่ดีกว่า… ทางเดินตรงนี้ลำบากนัก”
ยังไม่ทันที่ต้วนชิงหมิงจะตอบอะไรทั้งสิ้น ต้วนอวี้รีบคว้ามือของนางไว้แน่น ต้วนชิงหมิงจึงได้แต่ตอบยิ้มๆ “อย่าง
นั้นพี่ก็เดินระวังหน่อยแล้วกัน”
ทันทีที่สิ้นเสียงธนูมากมายถึงปล่อยมาจากคันธนูเสียงระงมไปหมด
ด้วยความตกใจต้วนชิงหมิงจึงหันหน้ากลับไปเพื่อมองให้ชัดว่าเป็นใคร ทว่าด้านหลังกลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“หมอบลง”
ต้วนอวี้รีบจับมือของต้วนชิงหมิงออกแรงดึงอย่างแรง ให้นางลงมาหมอบข้างล่าง
เมื่อนางหันหน้ากลับไปเห็นหลิวยวนยังยืนตะลึงกับสิ่งที่เห็นก็รีบฉุดเขาให้หลบทันที จากนั้นต้วนอวี้ก็หยิบก้อน
หินขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วตะโกนไปข้างหน้าเสียงดัง “พี่หลิวยวน หมอบลง”
หลิวยวนในเวลานี้ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
โชคยังดีที่ธนูหลายดอกที่โหมยิงลงมานั้น เป็นเพียงชุดแรกมิได้ถูกใครเข้า มีแค่หลิวยวนที่ตกใจจนทำตัวไม่ถูก
ด้วยความรีบร้อนจะหมอบลงของเขา ทำให้ลื่นไถลพลัดกลิ้งลงมาตามทาง
ต้นฤดูร้อนนี้ พุ่มหญ้าและพืชสีเขียวต่างขึ้นสูงชันจนแน่นรอบภูเขาไปหมด ต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงเลือกเข้าไปหลบ
อยู่ในพุ่มหญ้าสูง ด้านหลังหินก้อนใหญ่ บัดนี้ หลิวยวนกลิ้งลงมาหยุดอยู่หน้าเขา ต้วนอวี้จึงยื่นมือไปฉุดหลิวยวนเข้ามา
หลบด้วยกัน
พอเห็นหลิวยวนไม่เป็นไร ต้วนชิงหมิงถึงหายใจอย่างโล่งอก เขาแอบถามเสียงเบาขึ้น “อวี้เอ๋อร์เกิดอะไรขึ้นกัน
เนี่ย?”
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงสงสัยก็เป็นสิ่งเดียวกับที่หลิวยวนสงสัยเช่นกัน หลิวยวนจึงมองไปที่ต้วนอวี้ด้วยกระหายใคร่รู้ว่า
เหตุใดเขาเกือบถูกธนูยิงจนพรุนแบบนั้น
ต้วนอวี้จึงตั้งใจพูดเสียงดังลั่นท่ามกลางพุ่มหญ้าสูงทึบ “ได้ยินมาง่าเฉิงซู่ไปขโมยของลํ้าค่าของคนอื่นมา บัดนี้เจ้า
หนี้ก็จะมาเอาคืนนะสิ”
ในตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ตะวันเคลื่อคล้อยมาอยู่ตรงกลางศีรษะ ใบหน้าจิ้มลิ้มแฝงความเจ้าเล่ห์ของต้วนอ
วี้ปรากฏขึ้นเมื่อสะท้อนแสงตะวัน
ต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมองทางเดินขึ้นเขาเบื้องหน้า พูดด้วยความชิงชัง “เฉิงซู่ผู้นี้ ข้าไม่ปล่อยเอาไว้แน่”
ทันใดนั้นหลิวยวนก็นึกถึงเรื่องเฉิงซู่ขึ้นมาได้ ระหว่างที่ด้านหน้ามีบลูกธนูกระหนํ่ายิงลงมาไม่หยุด เงาตัวของเฉิงซู่
กลับไม่เหลือร่องรอยทิ้งไว้เลย
หลิวยวนแอบกระซิบกระซาบขึ้น “เฉิงซู่ไปไหนแล้ว?”
“ก็หนีเอาตัวรอดไปแล้วยังไงเล่า พี่หลิวคิดเหรอว่าเฉิงซู่นั้นจะตายไปแล้ว?” ต้วนอวี้เดือดดาล
ต้วนชิงหมิงได้ยินจึงขมวดคิ้วถามขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์ เจ้าพูดอะไรของเจ้านะ?”
ทำไมเฉิงซู่จึงถูกล้อมยิงธนูยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่นํ้าเสียงของต้วนอวี้กลับยกโทษทั้งหมดไปให้เฉิงซู่หมดแล้ว
ต้วนอวี้หันมองไปที่ต้วนชิงหมิงใช้นํ้าเสียงอ่อนโยนตอบกลับ “ท่านพี่ลองคิดดูนะ คนที่มีชนักติดหลัง ย่อมระวัง
คนมาเอาคืนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นพอเห็นสิ่งแลกที่ผิดแปลก เขาจึงหลบหายเข้าไปในกลีบเมฆนะสิ!”
หลิวยวนถามอย่างขัดเคือง “เฉิงซู่ผู้นี้ไปขโมยของลํ้าค่าอะไรมา? ไปขโมยของใครเข้า?”
ต้วนอวี้ได้แต่ถอนหายใจ “เรื่องนี้อวี้เอ๋อร์ก็มิได้ทราบรายละเอียดมากนัก จึงมิกล้าพูดออกมา อวี้เอ๋อร์แค่อยาก
บอกพวกพี่ทั้งสองว่า ครั้งนี้เฉิงซู่จะสร้างเรื่องซวยให้คนที่มางานนี้อีกจำนวนมาก มากมายเหลือเกิน……”
ต้วนชิงหมิงถึงกับกุมมือทั้งแน่นด้วยความเสียใจ นางถามขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์รู้เรื่องพวกนี้มาได้ยังไง?”
ต้วนอวี้แหงนมองขึ้นไปด้านบน ได้ยินเพียงเสียงลมพัดหวิวๆ เมื่อมองห่างออกไปไกลอีกหน่อย กลับเห็นม้าของ
เฉิงซู่กำลังเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์ แสดงว่าธนูเหล่านั้นที่โหมกระหนํ่าคงมิอาจทำอะไรเขาได้
สายลมวูบไหวพัดพริ้วลูบไล้ตัว บรรยากาศรอบด้านต่างเงียบสงัด ราวกับห่าฝนธนูเมื่อครู่จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว
ต้วนอวี้ตอบกลับต้วนชิงหมิงเสียงเรียบเพียงว่า “อวี้เอ๋อร์มีวิธีรู้เรื่องเหล่านี้ก็แล้วกัน… พวกพี่เห็นกลุ่มชายชุดดำที่
ขี่ม้ามาไหม? พวกนั้นแหละเป็นเจ้าของมาตามทวงของลํ้าค่า……”
หลังจากนั้น ต้วนอวี้ก็เงียบลงไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยต่อไปว่า “ตอนนี้คนที่มาตามทวงของไม่ได้มีแค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว
เท่านั้น ในครั้งนี้… เฉิงซู่คงต้องจบชีวิตลงสถานเดียว!”
การจบชีวิตของเฉิงซู่ไม่น่าเสียดายหรอก สิ่งที่สำคัญในเวลานี้กลับเป็นทั้งสามคน จะเอาชีวิตรอดไปจากที่นี่ได้
อย่างไรมากกว่า
หลิวยวนแหงนหน้ามองตามต้วนอวี้ กระซิบเสียงเบาออกมา “อวี้เอ๋อร์ว่าคนพวกนั้นจะบุกลงมาถึงที่นี่ไหม?”
ต้วนอวี้ได้แต่ส่ายหน้าด้วยไม่รู้ “ตอนนี้อาจจะไม่… หากอวี้เอ๋อร์ทายไม่ผิดละก็ คนพวกนี้รับผิดชอบโจมตีดูเหยื่อ
เพื่อรอใครบางคนมาที่นี่”