การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 698 หาของปะทังชีวิต
กลุ่มชายชุดดำย่อมไม่มีทางปล่อยเฉิงซู่ไปอย่างแน่นอน มีทั้งการเตรียมกำลังเสริม การดักซุ่มโจมตี ทุกอย่างล้วน
แล้วเพื่อต้องการมาเอาชีวิตของเฉิงซู่ทั้งสิ้น
เดิมทีความตั้งใจของเฉิงซู่ต้องการทิ้งให้พวกเขาสามคนโดยไม่สนใจ แต่คราวนี้เขาคงเอาตัวรอดได้ยาก ชีวิตที่
แขวนบนเส้นด้ายของเขาคงต้องถึงคราวสิ้นสุดแล้วกระมัง
ต้วนชิงหมิงรู้สึกเสียใจที่มาที่ร่วมงานที่นี่ หากรู้ล่วงหน้าจะไม่มีทางฟังคำชักชวนของหลิวยวนหรอก ตอนนี้ พวก
เขาถูกล้อมรอบ ไม่รู้จะเป็นหรือจะตาย ยังพลอยให้ต้วนอวี้มาตกระกำลำบากไปด้วย
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ต้วนชิงหมิงก็ใช้มือคว้าพุ่มหญ้าที่ขึ้นสูงมิดหัว พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เห้อ อวี้เอ๋อร์ พวกเราถูก
ล้อมไว้ทุกทิศทางคงรอดจากที่นี่ไปไม่ได้แล้ว… แม้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราสักนอดเดียว”
ใบหน้าต้วนชิงหมิงแดงกํ่าขึ้นมา ใบหญ้าพลัดพริ้วลูบไล้ศีรษะนาง ต้วนอวี้ยืนอยู่ด้านข้างเห็นต้วนชิงหมิงโกรธจน
หน้าดำหน้าแดง แบบที่ยามปกติไม่เคยเห็นมาก่อน ต้วนชิงหมิงที่เป็นแบบนี้ต่างหาก ค่อยเหมือนสาวน้อยอายุสิบปีที่มี
ความหวาดกลัว พร้อมให้คนหยิบยื่นความช่วยเหลือและมาปกปั้อง
โชคดีที่ท่าทางเป็นสาวน้อยที่อ่อนแอเช่นนี้ มีเพียงต้วนอวี้ที่เห็นแค่คนเดียว
ต้วนอวี้รู้สึกตะลึงไปชั่วขณะ เขานึกไม่ถึงว่าท่านพี่ที่ปกติดูสงบนิ่งจะแสดงด้านนี้ออกมาให้เขาเห็น
ตั้งแต่ที่ต้วนอวี้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างคนอื่นนั้น ต้วนชิงหมิงที่เข้มงวด กวดขันและเย็นชาไม่เคยตัดพ้อและสิ้น
หวังเช่นนี้มาก่อนเลย
ต้วนอวี้จึงฉีกยิ้มน้อยๆ ออกมาพี่สาวเห็นเพื่อคลายเครียด “ท่านพี่ อวี้เอ๋อร์ได้ยินมาว่าสตรีไม่ว่าอายุหกปีหรือหก
สิบปีล้วนแล้วแต่ไร้เดียงสากันทั้งนั้น เมื่อก่อนอาจไม่เชื่อ บัดนี้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าถูกต้องแล้ว”
ต้วนชิงหมิงเลิกตาโตจ้องไปที่ต้วนอวี้ พูดโกรธๆ “อวี้เอ๋อร์อายุเท่าไหร่เอง กลับกล้าหัวเราะเยาะพี่อย่างนั้นหรือ?”
นางไม่มีทางยอมรับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมา นางแค่บ่นๆ ตัดเพ้อเพียงเท่านั้น! เพราะอย่างไรเป็นนางที่ทำให้ต้วนอ
วี้พลอยซวยไปด้วย!
ต้วนอวี้ส่ายหน้าไปมา ก่อนฝืนยิ้มออกมา “ท่านพี่รู้หรือไม่ ท่าทางช่างเหมือนสาวน้อยไร้เดียงสา… ไร้เดียงสาจน
ไม่ประสีประสาโลกเลย!”
นับว่าโชคดีเหลือหลายที่ท่าทางไร้เดียงสาของต้วนชิงหมิง หลิวยวนกลับไม่ได้เห็น แต่ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูของเหยียน
หลิ่งอวี๋ มีหวังต้องมีเรื่องให้ปะทะ/uปากกัน
เมื่อคิดถึงสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋กำชับให้เขาดูแลต้วนชิงหมิงให้ดี มาตอนนี้ ท่านพี่ของเขาไม่ใช่คนที่ดูแลง่ายอย่างที่
คิดไว้เลย
ประโยคสุดท้ายที่ต้วนอวี้พูดดูแล้วเป็นการฝืนยิ้มพูดออกมา แต่ต้วนชิงหมิงกลับหน้าแดงจ้องตาไปที่ต้วนอวี้ ตาม
หลักแล้ว ต้วนชิงหมิงเป็นพี่สาว ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นจำต้องออกหน้าปกปั้องต้วนอวี้ แต่สถานการณ์คับขันเบื้องหน้านี้ ต้
วนอวี้กลับแสดงท่าทางพร้อมปกปั้องต้วนชิงหมิงเสียแทน
ต้วนชิงหมิงเกิดหวนลำรึกถึงเหตุการณ์ที่ถูกลอบสังหารในครั้งนั้นได้ ตอนนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋บาดเจ็บเพราะช่วย
ชีวิตนางเอาไว้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ภายหลังพวกเขาทั้งสองได้กลิ้งเกลือกลงเข้าไปในถํ้า ผจญอันตรายจนเกือบถึงแก่
ความตาย จนสุดท้ายต้วนอวี้ได้เข้ามาช่วยไว้… ภาพความสิ้นหวัง การดิ้นรนเอาตัวรอด วันเวลาคํ่าคืนที่ยืดยาวกว่ายาม
ปกติ ทั้งหมดเป็นเหมือนฝันร้ายที่ยังคงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจต้วนชิงหมิง
ด้วยเหตุนี้เอง ต้วนชิงหมิงจึงกลับต้วนอวี้ได้รับอันตรายถึงชีวิต แต่ตอนนี้ ต้วนอวี้ไม่เพียงไร้ความหวาดกลัว ยังดูมี
ความพออกพอใจแฝงอยู่ลึกๆ ดูท่าของต้วนอวี้ไม่สะทกสะท้านต่อความเป็นความตายแม้แต่น้อยเลย
ต้วนชิงหมิงหันไปถามต้วนอวี้อย่างสงสัย “อวี้เอ๋อร์ พวกเราอาจไม่มีชีวิตได้ทุกเมื่อ หรือว่าอวี้เอ๋อร์ไม่กลัวเลย?”
“ท่านพี่บอกมาหน่อยเถอะว่า หวาดกลัวในวลานี้มีประโยชน์อะไร?” ต้วนอวี้ตอบอย่างไว้ลาย
พุ่มหญ้าที่สูงท่วมหัวได้บังกายต้วนอวี้จนหมด สายตาของเขากลับเฉียบคมราวกับราชสีห์จ้องขยํ้าเหยื่อ ทั้งพลัง
และความน่าเกรงขามของเขา ทำให้ต้วนชิงหมิงตกตะลึงไปชั่วขณะ จนมิรู้จะเอ่ยคำใดดี
พูดตรงๆ นั้น ความหวาดกลัวช่างไร้ประโยชน์ เพราะยิ่งหวาดกลัว คนอื่นก็ยิ่งได้ใจ จนผลักตัวเองเข้าไปสู่ความ
อันตราย
แต่พอต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย จะมีสักกี่คนไม่หวาดกลัว นับประสาอะไรกับต้วนอวี้ที่อายุแค่นี้เอง
ต้วนอวี้พูดราบเรียบขึ้น “ท่านพี่มิใช่สอนอวี้เอ๋อร์มาก่อนแล้วหรือ บางครั้งความหวาดกลัวไร้ประโยชน์ ยิ่งหวาด
กลัวยิ่งต้องสงบนิ่ง เพราะมีเพียงวิธีการนี้ถึงจะคิดหาทางเอาตัวรอดจากอันตรายได้”
ใช่แล้ว คำพูดนี้ต้วนชิงหมิงเคยสอนต้วนอวี้ไปจริง ในตอนนั้น นางหวังเพียงให้ต้วนอวี้จดจำให้ได้ก็พอแล้ว ไม่ใช้
เอามาใช้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
ตะวันเคลื่อนคล้อยลอยอยู่เหนือกลางศีรษะ แสงแดดสาดส่องลงสู่เบื้องหน้าจนเห็นทุกอย่างกระจ่างชัดเเจ้ง
เนื่องจากมีเวลาทานอาหารอย่างเร่งรีบและทานมาค่อนข้างน้อย ต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงจึงท้องร้องหิวโซ ริมฝีปาก
แห้งจนปริแตก หากอ้าปากพูดเพียงคำเดียวเลือดอาจไหลทะลักออกมา
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นใช้มือคว้าพุ่มหญ้าที่อ่อนดึงขึ้นมา ส่งให้ต้วนอวี้ถึงมือ “อวี้เอ๋อร์รับไป”
ต้วนอวี้หยิบเข้าปากเคี้ยวไปมาอยู่อย่างนั้น รสชาติความขมได้แผ่ซ่านไปทั่วลิ้นสัมผัส จากนั้นค่อยคลายออกมา
พลางพูดว่า “ไม่อร่อยเอาเสียเลย”
ต้วนชิงหมิงเห็นดังนั้นจึงตำหนิไปว่า “ไม่ใช่หญ้าทุกประเภทจะกินได้หมดมิใช่หรือ?”
เมื่อตำหนิจบแล้ว นางก็หยิบหญ้าที่มือดึงใบที่แก่ข้างนอกออก เหลือเพียงใบที่อ่อนและยาว “เหมา
เกิน[1]ประเภทนี้ ไม่เพียงสามารถทานได้ ยังใช้เป็นยาได้อีกด้วย… แม้รสชาติจะขมฝาดลิ้นยากต่อกลืนลงคอ แต่ก็
สามารถเคี้ยวเอานํ้าเพื่อรักษาชีวิตไว้ได้”
ต้วนชิงหมิงอธิบายสิ่งที่อยู่ของนางจนต้วนอวี้ตะลึงอ้าปากค้าง พอต้วนชิงหมิงอธิบายจบลง เขาถึงจะยิ้มเจื๋อนๆ
ออกมา “ก็เป็นพืชเป็นหญ้าเหมือนๆ กันนั่นแหละ จะพิธีรีตองอะไรให้มากมายด้วย”
ต้วนชิงหมิงถลึงตาโตจ้องเขม็งไปที่ต้วนอวี้ “เจ้าไม่เคยรู้หรือเคี้ยวเพื่อเอาชีวิตรอดไปก่อน”
ต้วนอวี้ยกมือลูบคาง พลางพึมพำออกมา “ทั้งหมดเป็นเพราะเฉิงซู่ตัวดีแท้ๆ ต้องให้ข้ามาตกระกำลำบากเช่นนี้
คราวหน้าถ้าเจอจะถลกหนังออกมาให้หมดตัวเลยเชียว”
บัดนี้ ทั้งสองคนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดนี้แม้แต่น้อย แต่กลับกลายเป็นเหยื่อล่อให้เฉิงซู่ไปเสียแทน ไม่รู้ว่า
พวกเขาต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานเพียงใด ที่สำคัญไปกว่านั้นไม่รู้ว่าใครจะขี่ม้าขาวเข้าช่วยชีวิต
อย่างไรก็ตาม หากตกไปอยู่ในมือของกลุ่มชายชุดดำที่ขี่ม้า ต้องจบชีวิตอย่างอเนจอนาถเป็นแน่แท้ ลองคิดดู คน
พวกนี้ยังไม่เว้นแม้แต่ม้าตัวหนึ่ง นับประสาอะไรกับคนเป็นๆ ที่ยังมีลมหายใจ ภายใต้การโอบล้อมของคนพวกนั้นจะมี
ชีวิตรอดไปได้
[1] เหมาเกิน หรือ หญ้าหางนกยูงขนสั้น ลำต้นเป็นปล้องเล็กสีเหลือง สามารถใช้เป็นส่วนผสมของยาจีน