การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 70 เชวียหนิงเชี่ยนจอมโอหัง
ฮูหยินเชวียสวมชุดข้างบนสีฟั้าอ่อนปักด้วยลายฮวาหลัวสวยงามวิจิตรด้านล่างสวมกระโปรงจีบสีฟั้าเข้ม อายุ
ราวๆ สามสิบสี่ สามสิบห้าปีมีใบหน้าละม้ายเชวียหนิงหรานถึงเจ็ดสิบส่วน รูปหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาแลดูมีความ
อาจหาญ ทว่าระหว่างคิ้วทั้งสองกลับดูหม่นหมองไปสักหน่อย
ในวันนี้ต้วนชิงหมิงสวมชุดกระโปรงอ่อนสีฟั้าผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ แม้จะยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแต่สามารถแสดง
ความงามได้อย่างเต็มที่ ยามพระพายพัดผ่านโบกสะบัดเผยให้ชุดสีท้องฟั้ากับเมฆาสีขาวพลิ้วไหวไปมาให้ความรู้สึก
หรูหราดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร
เพราะไปเป็นแขกนางจึงตั้งใจเกล้าผมทรงนิยม บนศีรษะไม่ใส่เครื่องประดับชิ้นใหญ่ใส่เพียงชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่กี่ชิ้น
ที่คอบรรจงสวมสร้อยมรกตสีม่วงส่าหรีเส้นหนึ่งยามเมื่อต้องแสงยิ่งขับให้ไข่มุกดูเจิดจรัส ขับผิวนางให้ขาวราวกับหิมะ
โปรยปรายละม้ายเทพธิดาจงมาจุติลงบนโลกมนุษย์
ฮูหยินเชวียพอได้เห็นต้วนชิงหมิงแต่งตัวเรียบง่ายทว่าดูดีอีกทั้งใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสง่างามระคนสูงส่ง ถึง
กับเอ่ยชมในใจหนึ่งคำก่อนว่า ‘เยี่ยม’ ผู้หญิงที่มีดวงตาเป็นประกาย มีความฉลาดหลักแหลมและความมั่นคง ผู้หญิงเช่น
นี้เหมาะสมมากที่สุดที่จะเป็นเพื่อนสนิทของลูกสาวนาง
เชวียหนิงหรานเป็นลูกสาวภรรยาเอกแห่งจวนเชวียและเป็นลูกสาวคนเล็กของฮูหยินเชวียนางทั้งรักและ
ทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน ดังนั้นสำหรับลูกสาวแล้วจึงคัดสรรสิ่งต่างๆอย่างเข้มงวดเสมอมา
ฮูหยินเชวียเดินเข้าไปจับมือต้วนชิงหมิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงให้เห็นถึงความจริงใจอย่างมากมาย “อ่อ
มิน่าล่ะ เมื่อหนิงหรานกลับมาจากครั้งที่แล้วก็เอาแต่พูดถึงและชมคุณหนูใหญ่ต้วนอย่างไม่ขาดปาก ที่แท้หน้าตาของเจ้า
ช่างมีความรู้ความสามารถเช่นนี้……”
นางก้มหน้าลงเล็กน้อยเมื่อฮูหยินเชวียพูดจบพลันหน้าแดงระเรื่อขึ้น กล่าววาจา “พี่สาวช่างเป็นคนตรงไปตรงมา
นางถูกชะตากับข้า ดังนั้นจึงพูดเกินเลยไปมากเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินเชวียได้ยินแล้วยิ่งเพิ่มความรู้สึกอุ่นใจ พูดขึ้นอย่างเป็นกันเอง “คุณหนูต้วนอย่าได้ถือสาหนิงหรานมารบเร้า
แต่เช้าให้ออกไปรอรับ พอดีข้ากำลังว่าง จึงออกมาเป็นเพื่อนนางยืนหน้าประตูเพียงครู่เดียว”
แม้คำพูดจะแสนเรียบง่ายทว่ากลับเต็มเปียมไปด้วยความรักและความห่วงใยจนทำให้ต้วนชิงหมิงที่ได้ฟังรู้สึก
ซาบซึ้งอย่างยิ่ง นางเข้าใจแล้วว่าเชวียหนิงหรานมีนิสัยที่น่ารักน่าเอ็นดูมาจากใครเพราะดูแลปกปั้องมากเกินไป สิ่งนี้
นี่เองที่เรียกว่า เลือดข้นกว่านํ้าขอเพียงเป็นลูกสาวที่คลอดออกมาเอง ถึงจะทำให้ได้ถึงขั้นนี้!
เด็กสาวรีบพูดอย่างรีบร้อน “ฮูหยินอย่าได้เกรงใจ นับดูแล้วพี่เชวียถือว่าเป็นพี่สาว ฮูหยินเรียกชิงหมิงก็ได้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินพยักหน้าโดยไม่เกรงใจ “นับดูแล้ว ท่านแม่ติงโหรวของเจ้า ก็เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของข้าตอนเจ้ายังเล็ก
อยู่ ข้ายังได้พบเจ้าอยู่หลายครั้งอย่างนั้นข้าจะถือโอกาสเรียกเจ้าว่า ชิงหมิงก็แล้วกัน!”
อีกฝั่ายผลิยิ้มกว้างพยักหน้าตอบ “เจ้าค่ะ!”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันต้วนอวี้ก้าวเท้าขึ้นมาสองก้าว หันไปทำความเคารพฮูหยินเชวียอย่างตั้งใจ “ต้วนอวี้
คารวะฮูหยินเชวียขอรับ!”
ฮูหยินจึงหมุนตัวกลับมามองเด็กชายที่ผิวขาวเกลี้ยงเกลารอยยิ้มบนหน้าของนางเผยออกมาอีกครั้ง “โอ้นั่นเป็นต้
วนอวี้ใช่หรือไม่ สูงขนาดนี้แล้วหรือ? มานี่เร็วให้ข้าดูชัดๆ เสียหน่อย!”
ทางด้านเชวียหนิงหรานที่ไม่เดินตามมาพูดขึ้นเหมือนแกล้งน้อยใจ “ท่านแม่ พวกเขาเป็นแขกของลูกทำไมเห็น
ท่านแล้ว กลับไม่มีใครสนใจลูกเลย?”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา จากนั้นฮูหยินเชวียจึงหันไปจูงต้วนชิงหมิงเชวียหนิงหรานก็จูงต้วนอวี้ทุกคน
ต่างขึ้นเกี้ยวไปทางประตูชุ่ยฮวาเหมินด้วยความดีอกดีใจ!
ห้องส่วนตัวของเชวียหนิงหรานใหญ่โตโอ่อ่าประดับประดาตกแต่งอย่างวิจิตรแม้ตะเกียงใส่กำยานยังมีกลิ่น
บางเบาของไม้จื่อฉานเซียง[1]ภายในห้องยังตกแต่งด้วยเครื่องใช้ทำจากไม้จื่อฉานเซียงเสียทุกชิ้นตรงริมหน้าต่างมีกู่
ฉิน[2] เครื่องหนึ่งวางอยู่ ถัดไปคือฉากกันลมลวดลายหญิงสาวสิบสองคนฉากหนึ่งตั้งไว้เพื่อแยกสัดส่วนของห้องออกจาก
กันแสดงได้ถึงความอ่อนโยนและการศึกษาที่ดีของหญิงสาว
ฮูหยินเชวียเดินไปเป็นเพื่อนพวกเขาจนถึงห้องบุตรสาวจากนั้นจึงขอตัวแยกไปทำธุระของนางต่อ เชวียหนิงหราน
จับมือต้วนชิงหมิงเดินไปรอบๆห้อง ยกยิ้มบางๆ ขึ้นเอื้อนเอ่ย “นี่เป็นห้องของข้าปกติแล้วไม่มีใครเคยได้มา ครั้งนี้รอเจ้า
มาเยี่ยมเยือนจนได้!”
อีกฝั่ายยกยิ้มกล่าวตอบ “เจ้าก็รอข้าไปเงียบๆ สิเหตุใดยังต้องพาผู้ใหญ่ไปรอรับข้าที่หน้าจวนด้วย ไม่กลัวคน
ครหาว่าข้าไร้มารยาทหรือเช่นนั้นต่อไปคงไม่กล้ามาหาเจ้าที่จวนอีก?”
เมื่อได้ฟังที่นางพูดเชวียหนิงหรานยู้ปากเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ให้ท่านแม่ตามไปด้วยสักหน่อยข้าออกไปรอเจ้าที่หน้า
จวน ท่านแม่ก็ตามข้ามาเอง แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรได้เล่า?”
ต้วนชิงหมิงขยับลุกขึ้นเดินไปที่กู่ฉินพลางใช้นิ้วดีดไปที่สายกู่ฉิน ส่งเสียงบรรเลงเพลงยาวแสนไพเราะเสนาะหูจาก
นั้นจึงเงยหน้า ส่ายหัวไปมา “เจ้านี่……”
หนิงหรานหัวเราะอย่างดีอกดีใจ “ข้าจะบอกอะไรเจ้า แต่ห้ามหัวเราะข้าล่ะ ท่านแม่บอกกับข้าบ่อยครั้งว่าข้ามีแต่
หัวแต่ไม่มีความคิด ดังนั้นอย่าเอาความชอบของเจ้า มายัดเยียดให้กับล่ะข้าไม่อยากได้!”
ระหว่างที่พูดนั้นหัวหน้าบ่าวรับใช้ไห่ถังของเชวียหนิงหรานยกนํ้าชาเข้ามาก็เผยยิ้มไปด้วย “คุณหนูต้วนคงไม่
ทราบว่า คุณหนูของพวกบ่าวเหมือนกับเด็กน้อยเมื่อวานตั้งแต่กลับมาก็เอาแต่บ่นถึงคุณหนูต้วนไม่หยุดเจ้าค่ะวันนี้ฟั้ายัง
ไม่ทันสาง ก็บังคับให้พวกบ่าวมาเช็ดทำความสะอาดห้องไปมาให้สะอาดสะอ้านรอคุณหนูต้วนเจ้าค่ะ!”
ผู้เป็นนายกระทืบเท้าไปทีเมื่อได้ยินที่ไห่ถังพูด “ไห่ถังเจ้าบังอาจแต่งเรื่องหรือ ประเดี๋ยวข้าจะให้เจ้าแต่งกับซาน
เอ๋อร์จือ!”
บ่าวรับใช้ได้ยินนางพูดพลางทำหน้าตกใจไปหมด “คุณหนูเอาอีกแล้ว……บ่าวบอกแล้วว่าจะติดตามคุณหนูและไม่
แต่งกับใครทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
ไห่ถังพูดไปพลางเทนํ้าชาไปพลางวางจานธัญพืชลง และหันไปยิ้มเจื่อนให้ต้วนชิงหมิง “คุณหนูต้วนเชิญทาน
เจ้าค่ะคุณหนูเชิญทานเจ้าค่ะ!”
จากนั้นก็ขอตัวออกไป
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ด้านหลังไห่ถังที่กำลังเดินออกไปเลิกคิ้วขึ้นพลางยิ้มกว้างออกมา “ไห่ถังคนนี้นับว่าซื่อตรงกับ
พี่สาวนะ!”
เมื่อเห็นบ่าวรับใช้เดินออกไปเชวียหนิงหรานจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก “ซื่อตรงแล้วอย่างไรกันปีนี้นางอายุสิบสี่
แล้ว ถึงเวลาที่จะตบแต่งได้แล้วลูกพี่ลูกน้องผู้ชายของอี๋เหนียงคนที่สามถูกใจกับนาง จึงสร้างเรื่องต่างๆ นานาเพื่อหวังว่า
จะให้ท่านพ่อยกไห่ถังให้!”
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจยาวออกมาดูท่าแล้วจวนเชวียก็ไม่ได้เงียบสงบเหมือนกัน จู่ๆ คิดขึ้นมาได้ว่าต้วนชิงหมิงมา
หานางเป็นครั้งแรกถ้าพูดเรื่องนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะไม่ควร นางจึงรีบเข้าไปลากมืออีกฝั่าย “ชิงหมิง ข้าจะพาเจ้าไปเดิน
เล่นแล้วกัน!”
ต้วนชิงหมิงดื่มชาไปได้เพียงครึ่งแก้วเท่านั้นเมื่อได้ยินที่อีกฝั่ายบอกจึงพยักหน้าอย่างรับอย่างเสียไม่ได้ “พี่เชวียอา
ยุมากกว่าข้าสองปี ปีนี้น่าจะสิบสองแล้วสิท่าแต่ทำไมดูท่าแล้วยังเหมือนกับเด็กอยู่เลย?”
อีกฝั่ายมองค้อนนางไปขวับหนึ่ง “เหมือนเด็กแล้วไม่ดีอย่างไร ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันว่าข้าโตกว่าเจ้าอย่างนี้จะดี
จริงๆ หรือ?”
พูดเสร็จก็อดจะพูดต่อไม่ได้ว่า “เร็วเข้าไปดูสิว่าพี่ชายข้าพาต้วนอวี้ไปทำอะไรบ้าง!”
เมื่อเข้ามาจวนได้ประเดี๋ยวเดียวพี่ชายทั้งสองของเชวียหนิงหรานก็กลับมาจากข้างนอกพอดีจึงเอ่ยปากช่วยนาง
ดูแลคุณชายตัวน้อยท่านนี้ทำให้นางและต้วนชิงหมิงได้อยู่กันอย่างเงียบสงบ
เด็กสาวจัดชุดให้เข้าที่เข้าทางและช่วยเชวียหนิงหรานไปด้วยทันทีที่มือของเด็กสาวไปอยู่ตรงคอของนางจึง
หัวเราะไม่หยุดนางพยายามดึงมือต้วนชิงหมิงออกแล้ววิ่งหนีพลางกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะว่า “ชิงหมิงเจ้าอย่าทำแบบนี้
ข้าจั๊กจี้ที่สุด!”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะพยายามเข้าไปแกล้งอีกฝั่ายต่อ “โอ้โห นี่เจ้ายังมีสิ่งที่กลัวด้วยหรือ”
อีกฝั่ายหัวเราะคิกคัก “ข้าไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก……เหมือนครั้งที่แล้วคนที่ชื่อโจวเซ่อข้าได้ยินมาว่านางน่า
สังเวชเชียว เจ้าบอกมาสิว่าใช่ฝีมือของเจ้าหรือเปล่า?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหัวไปมา “ข้าจะไปกล้าทำอะไรนางได้ นางไปล้มอยู่ในอ้อมแขนขององค์ชายสามเอง!”
อยู่ๆก็นึกถึงเรื่องวันนั้นขึ้นมา ประโยคสุดท้ายก่อนที่องค์ชายสามจะจากไปต้วนชิงหมิงได้พูดขึ้นอย่างรีบร้อนด้วย
ไหวพริบว่า “พอแล้วพอแล้ว ต้องไปหาต้วนอวี้แล้ว!”
ทั้งสองคนจับมือกันกำลังจะเดินผ่านประตูชุ่ยฮวาเหมินพลันสายตาเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนสองคนที่กำลัง
หัวเราะเดินมาทางนี้
เชวียหนิงหรานมองไปยังเด็กผู้หญิงสองคนนั้นปราดหนึ่งสีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที พูดขึ้น “ชิงหมิงเจอหมาบ้า
เข้าแล้ว พวกเราเดินอ้อมกันเถอะ!”
เด็กสาวรู้ดีว่านางเจอกับคนที่ไม่อยากเห็นหน้าดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธ ทั้งสองจึงพากันจับมือกันเดินไปอีกทาง
จากนั้นเมื่อพวกนางกำลังหมุนกลับตัวก็มีเสียงหยิ่งผยองร้องเรียกมาจากด้านหลัง “โอ้นี่ไม่ใช่พี่รองหรอกหรือ
ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้? แล้วที่อยู่กับพี่รองใช่คุณหนูจวนต้วนผู้ไม่มีความสามารถหรือไม่……โอ้ว ใช่จริงๆ ด้วย……คุณหนูใหญ่
จวนต้วนผู้ไร้ความสามารถ รูปร่างอัปลักษณ์ช่างเหมาะสมกับพี่รองเสียจริง! ได้ยินว่าพาท่านแม่ไปต้อนรับถึงหน้า
จวน……ไม่รู้ทำบ้าอะไรกัน เชอะ……”
…
[1]จื่อฉานเซียง คือ ต้นประดู่
[2]กู่ฉิน เรียกอีกอย่างว่า พิณเจ็ดสาย มีอายุมากกว่า 3,000 ปี และได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งเครื่อง
ดนตรีจีน” ในสมัยก่อน