การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 71 เชวียหนิงหรานตกนํ้า
ในตอนนี้มีเสียงพูดที่อ่อนโยนดังมาจากด้านหลัง “น้องสามพี่รองเป็นลูกของภรรยาเอก เพื่อนของนางจะต้องสูง
ศักดิ์เช่นกันเจ้าอย่าไปยั่วให้นางโกรธ!”
ต้วนชิงหมิงที่ได้ฟังรู้สึกคล้ายมีบางอย่างผิดปกติ……คุณหนูสามผู้นี้ช่างน่ารำคาญใจ ยิ่งคุณหนูใหญ่ตรงหน้ายิ่งดูมี
เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว……แม้เชวียหนิงหรานจะเป็นลูกสาวภรรยาเอกที่ต่อหน้าคงไม่มีใครกล้ากลั่นแกล้งนางทว่าภายใน
ใจพวกนางเหล่านี้แทบอยากจะเหยียบยํ่าเชวียหนิงหรานให้จมอยู่ใต้ฝั่าเท้าเป็นแน่
คำพูดของสาวน้อยผู้นั้นทำให้เชวียหนิงหรานโกรธจนตัวสั่นกำลังจะพูดอย่างหาเรื่องกลับไปว่า ‘เมื่อครู่เจ้าพูด
อะไรนะ’ทว่าต้วนชิงหมิงใช้แรงบีบไปที่มือของนางเอื้อนเอ่ยเสียงเบาละม้ายกระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน “เจ้ารอดูข้าสั่ง
สอนพวกนางหน่อยเป็นอย่างไร!”
เมื่อพูดจบนางก็หมุนตัวกลับมามองไปยังเด็กสาวสองคนนั้น พลางก้มหน้าเล็กน้อยทำความเคารพเอ่ยเสียงเรียบ
“สองท่านนี้ คงเป็นคุณหนูใหญ่จวนเชวียกับคุณหนูสาม ต้วนชิงหมิงขอคารวะ!”
เด็กสาวสองคนนี้คนที่ดูค่อนข้างโตหน่อย อายุน่าจะราวสิบสี่ปี วันนี้นางสวมชุดกระโปรงข้างบนสีชมพูปักลวด
ลายฮวาหลัว ด้านล่างสวมกระโปรงจีบรอบตัวสีขาวไข่มุกใบหน้าเรียวได้รูปขาวใสละม้ายหยกขาว สองพวงแก้มแต้ม
สีชมพูอ่อนมองดูคล้ายผลหลี[1] ผัดแปั้งทั่วทั้งใบหน้าเหมือนสีฉยงฮวา[2] ขาวบริสุทธิ์ระเรื่อแดงอ่อนๆ ละม้ายดอกไม้ที่
เพิ่งผลิบานก็ไม่ปาน
คิ้วโก่งเรียวสวยดำขลับละม้ายออกมาจากภาพวาดแววตาประกายระยิบระยับสดใสคู่นั้นดั่งสวรรค์สรรค์สร้างมา
ชวนให้ผู้คนที่ได้มองต่างต้องตกอยู่ในภวังค์ของความปรารถนาข้อมือสวมกำไลหยกสีขาวนํ้านมเมื่อต้องแสงไฟ สะท้อน
เปล่งประกายเจิดจรัสออกมาขับให้เสื้อผ้าสีอ่อนดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เด็กสาวคนนี้ภายนอกดูมีความอ่อนโยน
แม้กระทั่งวาจาคำพูดก็แสนไพเราะเสนาะหูทว่าหากมองให้ลึกเข้าไปในดวงตากลับพบความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาอีกทั้ง
เวลาพบหน้าเชวียหนิงหราน สายตาที่มองมาก็เต็มเปียมไปด้วยความแค้นชิงชังจนทำให้คนอย่างต้วนชิงหมิงมองแล้ว
ตระหนกไม่น้อย!
เด็กสาวคนนั้นมองแวบไปที่ต้วนชิงหมิง ก็ชะงักตกใจเล็กน้อย
ทว่าเด็กสาวที่ยืนคู่อยู่กับเชวียหนิงหรานตรงหน้านางอายุไม่น่าจะเกินแปดเก้าปี รูปร่างสวยงาม ผิวพรรณนวล
ผ่องเกลี้ยงเกลาแต่ใบหน้าเมื่อได้มอง กลับให้ความรู้สึกละม้ายผู้คงแก่เรียนเสียมากกว่า……ดวงตาทั้งคู่ใสสะอาดดั่งนํ้า
บริสุทธิ์ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดระคนทระนงอยู่ในที คล้ายสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งก็ไม่ปาน
ในตอนนี้เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้ายกยิ้มขึ้นจนตาแทบจะปิดถึงกัน
คุณหนูใหญ่ของจวนเชวียโดยปกติได้รับการเอ็นดูจากท่านพ่อเป็นอย่างมาก และเป็นคนที่มีแผนการในใจ
มากมายแต่เมื่อวันนี้พบต้วนชิงหมิงที่มองนางด้วยสายตานิ่งเฉยกลับรู้สึกได้ถึงความโหดเหี้ยมที่เก็บซ่อนเอาไว้!
คุณหนูใหญ่จวนเชวียก้มหน้าลงเล็กน้อยค่อยๆ เผยยิ้ม “คารวะคุณหนูใหญ่ต้วนข้าน้อยชื่อเชวียหนิงโหรว เป็นคุณ
หนูใหญ่จวนเชวีย!”
ต้วนชิงหมิงหันไปมองเชวียหนิงโหรวเพื่อดูมือไม้ที่อ่อนช้อย ท่าทางและท่วงท่าแสดงว่าอ่อนโยน นางยกยิ้มน้อยๆ
ตอบกลับเรียบนิ่ง “อ้อเป็นคุณหนูใหญ่เชวียนี่เอง!”
คนในเมืองหลวงต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าคุณหนูรองจวนเชวียต่างหากที่เป็นลูกภรรยาเอก แต่ต้วนชิงหมิงกลับจงใจ
เรียกเด็กสาวตรงหน้าว่าคุณหนูใหญ่เพื่อเตือนสตินางว่าเป็นแค่ลูกอนุคนหนึ่งเท่านั้น!
นางมองอีกฝั่ายด้วยสายตาเรียบเฉยทว่าแฝงความครุ่นคิดบางอย่าง คาดไม่ถึงว่าในใจเชวียหนิงโหรวจะเกิดความ
ตระหนกขึ้นมา
ในเวลานี้เด็กสาวที่อยู่ด้านข้างร้องขึ้นมาว่า “คุณหนูต้วนอะไรกันก็แค่ต้วนชิงหมิงที่ไร้ความสามารถไม่ใช่หรือ? พี่
ใหญ่นางไม่ใช่เพื่อนของพี่เสียด้วยซํ้า เหตุใดจะต้องเกรงใจนางถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?”
ต้วนชิงหมิงมองประเมินเด็กสาวคนนั้นอยู่จึงพูดเนิบนาบออกไป “งั้น……ท่านนี้คงจะเป็นคุณหนูสามจวนเชวีย เช
วียหนิงเชี่ยนเป็นแน่!”
ปีนี้เชวียหนิงเชี่ยนอายุเท่ากับต้วนชิงหมิงพอดี
นางยังคงยกยิ้มบางดุจเก่าหันไปพูดกับเชวียหนิงเชี่ยน “ครั้งนี้ชิงหมิงทราบแล้วว่าคุณหนูสามคิดว่า ใครที่เป็น
เพื่อนถึงจะให้เกียรติแต่ถ้าไม่ใช่เพื่อนก็ไม่จำเป็นต้องให้ความเคารพแต่อย่างใดคุณหนูสามเห็นว่าที่ชิงหมิงพูด ถูกต้อง
หรือไม่?”
เชวียหนิงเชี่ยนได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดรู้สึกแปลกๆทว่าไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน นางทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่เดียว จึงพูด
อย่างภูมิใจ “ใช่ เป็นดังที่เจ้าพูด ถ้าไม่ใช่เพื่อนของข้า เหตุใดข้าต้องให้เกียรติด้วย?”
นางได้ฟังจึงเผยรอยยิ้มเล็กน้อยพูดอย่างเห็นด้วยว่า “เช่นนั้นตามความหมายของคุณหนูสาม ถ้าไม่ใช่เพื่อนใน
เมืองหลวงที่มีชื่อเสียงของคุณหนูสามคนอื่นก็ถือว่าไม่ได้เรื่องใช่หรือไม่?”
ต่อให้เชวียหนิงเชี่ยนจะโง่เขลาเพียงไรก็ฟังออกว่ามันช่างแปลกพิลึก นางเดินขึ้นไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ตะคอกเสียง
ดังหน้าใส่ต้วนชิงหมิง “ข้าพูดอย่างนั้นเมื่อไรกัน?”
อีกฝั่ายจึงผายมือขึ้นมาอย่างไม่สนใจ “แต่ว่า คุณหนูสามเพิ่งจะยอมรับไปเมื่อครู่!”
เชวียหนิงหรานยืนพูดกลั้วหัวเราะอยู่ด้านข้าง “ชิงหมิง อ่าครั้งหน้าถ้าพวกเราเจอเพื่อนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง
เหล่านั้น คงต้องบอกให้ดูดีๆแล้วว่าในสายตาน้องสาม ถ้าใครไม่ใช่เพื่อนของนาง นางจะถือว่าไม่ได้เรื่อง!”
ได้ฟังคำพูดนี้เชวียหนิงเชี่ยนได้ยินถึงกับลมออกหู นางจึงตะคอกใส่เชวียหนิงหรานเสียงดัง “เจ้ารังแกข้า!”
พูดจบดวงตาก็แดงขึ้นในทันทีเมื่อเห็นคุณหนูสามบ่อนํ้าตาแตก เชวียหนิงหรานได้แต่เบะปากมองอย่างดูแคลนดู
ท่าทางแล้วเชวียหนิงเชี่ยนผู้นี้ถนัดใช้ลูกไม้แบบนี้ ขอเพียงสู้อีกฝั่ายไม่ได้ก็จะร้องไห้ โวยวาย และขู่จะแขวนคอตาย!
ต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่ส่ายหน้าไปมา “คุณหนูสามพูดว่าคุณหนูรองกลั่นแกล้งนั้น ไม่ทราบว่านางไป
รังแกอะไรหรือ?ทั้งหมดเป็นคุณหนูสามพูดอยู่ตลอด!”
“เจ้า……เจ้ามัน……”
เชวียหนิงเชี่ยนเป็นเพื่อนคนหนึ่งของต้วนอวี้หรานทั้งยังเคยได้ยินต้วนอวี้หรานพูดให้ร้ายต้วนชิงหมิงไม่น้อย
เดิมทีนางคิดว่าต้วนชิงหมิงจะเป็นคนไร้ความสามารถจริงๆ นึกไม่ถึงว่านางพูดจาหยาบคายใส่ต้วนชิงหมิงแต่อีกฝั่ายกลับ
พูดออกมาโดยไม่มีคำหยาบแม้แต่คำเดียวไม่เพียงแต่จะยืนยันว่าชื่อเสียงของนางไม่เป็นความจริงยังทำให้คุณหนูสามพูด
อะไรไม่ออก!
ทางด้านเชวียหนิงโหรวมองออกแล้วว่าเด็กสาวผู้นี้ แม้จะอายุน้อยกว่าพวกนาง แต่ว่าร้ายกาจไม่เบา ถ้าเชวียหนิง
เชี่ยนยังขืนยุ่งกับนางไม่เลิกเกรงว่าจะต้องเสียรู้ไม่น้อย!
คุณหนูใหญ่เชวียแต่ไหนแต่ไรมาจะใช้น้องสามเป็นด่านหน้าเสมอมามารดาของนางมักใช้อำนาจบาตรใหญ่และ
ความโอหังหากน้องสามเสียเปรียบต่อหน้าเพื่อนของน้องรอง นางก็คงจะไม่ได้ดีไปกว่ากัน!
คิดถึงจุดนี้จึงเอื้อมมือขึ้นดึงชุดของเชวียหนิงเชี่ยนไปที “น้องสามที่นี่มีเพื่อนน้องรองอยู่ด้วย พวกเราไปกันก่อน
เถอะ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้ท่านพ่อและอี๋เหนียงเรียกพวกเราไปหา เพื่อเลือกชุดสำหรับงานเลี้ยง?”
เชวียหนิงเชี่ยนได้ยินรีบหันไปทางอีกฝั่ายหัวเราะเย้ยหยัน พูดด้วยนํ้าเสียงเหน็บแนบ “คุณหนูรอง ท่านพ่อเรียก
พวกเราไปเลือกชุดงานเลี้ยงที่จะจัดในอีกไม่กี่วันแต่ไม่ได้เรียกเจ้าไปหรือ? จะไปพร้อมกับพวกข้าไหมล่ะ!”
เชวียหนิงหรานโกรธจนพูดไม่ออกใบหน้าซีดขาว เม้มปากไว้แน่นสนิท นํ้าตาพรั่งพรูออกมา!ต้วนชิงหมิงทำได้
เพียงถอนหายใจเสียงเบา ภายในใจกลับคิด เกรงว่าท่านพ่อของนางคงเอ็นดูลูกอนุมากกว่าลูกภรรยาเอกเป็นแน่!
“พี่สาวข้า เรื่องเลือกเสื้อผ้านั้น คงไม่ต้องให้ถึงมือพี่เลือกเองหรอกไม่แน่ว่าอีกประเดี๋ยวพวกเรากลับเรือนไป
เสื้อผ้าก็คงถูกส่งไปที่ห้องแล้ว?”
ต้วนชิงหมิงไม่ได้พูดคำว่า ‘ลูกอนุ’ แม้แต่คำเดียวทว่ากลับสร้างระยะห่างกับสองคนนั้นไม่น้อย!
เชวียหนิงหรานมองต้วนชิงหมิงอย่างซาบซึ้งใจตั้งใจพูดเสียงดัง “ใช่แล้วพวกเรารีบกลับไปดูกันเถอะ ไม่แน่ว่าตอน
นี้อาจส่งไปที่ห้องแล้ว!” พูดจบก็หมุนตัวกลับกำลังจะเดินไป
อีกฝั่ายได้ยินโกรธจนพูดไม่ออกทว่ายกมือขึ้นผลักเชวียหนิงหรานอย่างแรง “ใครใช้ให้เจ้าโอหังกับข้า!”
ทั้งสองคนที่กำลังจะเดินออกจากศาลากลางนํ้าเมื่อเชวียหนิงหรานโดนผลักเต็มแรงตอนที่ยังไม่ตั้งตัวร่างกายจึง
เอียงเอนไปทางต้วนชิงหมิงเดิมทีนางอยากช่วยประคอง แต่เมื่อคิดดูแล้ว ผนวกกับสายตาเหลือบไปเห็นราวจับของ
สะพานที่ไม่สูงมากจึงแอบยื่นเท้าออกไปขัดขา ทำให้เชวียหนิงหรานไม่อาจทรงตัวได้ร้อง “ว้าย” ออกมาด้วยความตกใจ
ทันทีทันใดนางจึงล้มไปทางด้านเชวียหนิงโหรว เด็กสาวแกล้งทำทีเข้าไปช่วยดึงทว่าไม่ได้ออกแรงแม้แต่น้อย จึงเห็นเพียง
เชวียหนิงหรานโซซัดโซเซถลาลากเชวียหนิงโหรวที่ดวงตาเบิกโพลงสีหน้าซีดตกใจให้ลงไปในทะเลสาบด้วยกัน!
เด็กสาวยืนอยู่บนสะพานร้องเรียกเสียงดังลั่น “ใครก็ได้ ช่วยคนตกนํ้าด้วย!”
ทางด้านบ่าวรับใช้สูงอายุต่างรีบวิ่งอย่างรีบร้อนคนที่ว่ายนํ้าเป็นได้กระโดด “ตูม… ตูม……” กันลงไปในนํ้า ช่วย
คนทั้งสองอย่างไม่คิดชีวิต!
เสื้อผ้าที่สวมในช่วงฤดูหนาวค่อนข้างหนักร่างกายของเชวียหนิงหรานเปียกปอนมอมแมมไปทั้งตัวนางถูกแม่นม
สูงอายุแบกขึ้นมาและล้มลงบนสะพานอย่างอ่อนแรงเชวียหนิงหรานใช้สายตาโกรธแค้นมองไปยังน้องสาวคนเล็ก ส่วนเช
วียหนิงโหรว ไม่เหลือท่าทางที่อ่อนโยนสูงศักดิ์เหมือนเช่นเดิมเส้นผมของนางกระเซอะกระเซิง แปั้งที่ผลัดหน้าหลุดร่วง
จนสิ้น เผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวไม่มีแรงแม้แต่จะลุกยืนขึ้นมา!
…
[1]ผลหลี คือ ลูกแพร์
[2]ฉยงฮวา คือ ต้นยูโรเปียนแครนเบอร์รี่บุช