การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 709 หวาดกลัวขึ้นมา?
สำหรับคนที่ตกอยู่ในความมืดมิดมานาน ย่อมมีความรู้สึกไวต่อแสงแดดและสายลม ขอเพียงได้สัมผัสก็จะรับรู้ได้
ทันใด ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงร้องขึ้นด้วยความดีใจ
หลิวยวนมองลำแสงที่พุ่งมาจากด้านข้าง เขายื่นมือไปสัมผัสรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคยจนพูดมิออก
ต้วนชิงหมิงกวักมือเรียกต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ มาดูนี่เร็วเข้า นี่คือแสงตะวันที่รำไร”
ต้วนอวี้เดินเข้าไปพร้อมกับยักไหล่ “ที่นี่มีสายลมพัดผ่านเข้ามา ไม่แน่อาจมีทางออกก็ได้……”
ต้วนอวี้เงยหน้ามองไปที่ลำแสงและเอ่ยขึ้นว่า “อย่างนั้น พวกเราเดินไปดูให้ทั่วกันดีกว่า!”
ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าภูเขาลูกนี้เกิดขึ้นมานานเพียงใดแล้ว ภายในจึงมีทางคดเคี้ยวไปมาเชื่อมถึงกัน แต่ที่อื่นกลับไร้
แสงตะวันและไร้สายลม ทั้งสามคนหยุดยืนตรงทางแยกอยู่นาน จนในที่สุดก็เลือกทางที่สัมผัสถึงสายลมและความชื้น
ต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนพยักหน้าให้กัน จากนั้นเดินไปทางที่เห็นแสงรำไร
แสงรำไรนั้นลอดมาจากด้านบนจึงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ต้วนอวี้หลับตาลงสัมผัสดูว่าทิศทางของลมมาทางไหน
ก่อนจะพูดขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์ได้ยินเสียงลมพัดแล้ว… อยู่ทางนั้น พวกเรารีบไปดูกันเถอะ!”
ต้วนชิงหมิงเดินตามต้วนอวี้ไปข้างหน้าก็พบกับรูเล็กๆ ที่อยู่ตรงถํ้ามีต้นหลิวขึ้นอย่างอย่างอัศจรรย์
ภาพเบื้องหน้าเป็นแสงตะวันที่ลอดเข้าถํ้าจนมีดอกไม้ขึ้นเต็มไปหมด ภายในถํ้าที่มีหินเป็นส่วนประกอบหลัก ถูก
สายฝนและสายลมกัดเซาะจนเกิดรูหลายที่ขึ้นมาเหมือนเบื้องหน้า
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นมอง “อ่า แสงตะวัน!”
ใช่แล้ว ตะวันสาดแสงไปทั่วเพื่อให้ความอบอุ่นแก่สรรพสิ่ง ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
หลิวยวนยกมือชี้ไปด้านบนด้วยความดีใจ “อวี้เอ๋อร์ ชิงหมิง พวกเราสามารถออกไปได้แล้วใช่ไหม?”
ยังไม่ทันที่ต้วนชิงหมิงจะตอบ ต้วนอวี้กลับพูดเสียงเย็นยะเยือก “พวกพี่ๆ ลองสังเกตด้านบนให้ดีกันก่อนเถอะ”
หลิวยวนเงยหน้ามองด้านบนพบว่าสูงประมาณสิบกว่าจั้ง[1] ด้านบนเป็นรูเกิดจาการกัดเซาะของสายฝน บนนั้น
มีต้นหญ้าสูงแห้งเฉาอยู่ด้านบน หากใช้หินต่อกันและปีนขึ้นไปคงเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจะหนีเอาตัวรอดไปไม่ได้
เลย
หลิวยวนมองไปทั่วๆ เห็นตรงพื้นหินเป็นรูจากการที่นํ้าหยดเซาะ แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย
หลิวยวนหันมองต้วนอวี้ ต้วนอวี้ได้แต่ส่ายมือปฏิเสธด้วยจนปัญญา หลิวยวนจึงเผยสายตาแห่งความผิดหวังออก
มา จากนั้นเขามองไปที่ต้วนชิงหมิง เห็นใบหน้าที่คิดหาวิธีไม่ออกของนาง ดูท่าแล้วพราน้องคู่นี้คงเดินมาถึงทางตันของ
ชีวิตเสียแล้ว
สายตาของหลิวยวนพลันชะงักนิ่งตามไปแล้ว พวกเขาเพิ่งจะเดินฝั่าความมืดมิด หลีกหนีความโสโครกของรังงู
ด้วยคิดว่าด้านในจะสามารถเชื่อมกับทางออกอื่นได้ แต่นึกไม่ถึงว่าพี่น้องที่แสนฉลาดเฉลียวกลับจนปัญญาที่จะออกไป
เหมือนกัน
หลิวยวนพูดด้วยความรู้สึกผิดหวังจากใจส่วนลึก “หรือว่าพวกเราจะต้องถูกขังตายอยู่ที่นี่?”
ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ต่างหันหน้าสบตากันโดยไม่ตอบสิ่งใด บางครั้งหากยังมีเรี่ยวแรงอยู่ต้องเดินก้าวไปข้างหน้า
หากด้านหน้าเป็นทางสูงชันก็ต้องปีนผ่านมันไปให้ได้ แต่หลายๆ ครั้งทางเดินในใจของเราต่างหาก ที่คอยพันธนาการให้
เราหยุดก้าวเดินไปข้างหน้า
ต้วนชิงหมิงหันไปพูดยิ้มๆ กับหลิวยวน “ไม่ต้องกังวลไป ย่อมคิดหาวิธีได้แน่นอน พวกเราต้องคิดหาทางออกได้
แน่นอน……”
หลิวยวนฝืนยิ้มเจื่อนๆ ออกมาให้ต้วนชิงหมิง
ต้วนอวี้เดินไปทางที่มีพืชสีเขียวขึ้น เห็นกิ่งก้านของมันทอดยาวลงมาจากด้านบน ราวกับรอเพื่อให้พวกเขาปีน
ปั่ายขึ้นไป
ต้วนอวี้กระตุกกิ่งก้านที่ทอดยาวนั้นอยู่นานสองนาน ทันใดนั้น เขามองไปหาหลิวยวนพร้อมพูดขึ้น “พี่หลิวยวน
ถอดผ้าคาดเอวส่งให้อวี้เอ๋อร์หน่อย”
เสื้อคลุมกับผ้าคาดเอว?
จากนั้นไม่นานสายลมหนาวเหน็บได้พัดเข้ามาภายในถํ้า จนหลิวยวนสั่นสะเทิ้มไปทั้งตัว จนต้องรีบกอดอกลูบไล้
แขนให้ความอบอุ่น พูดอย่างสงสัย “อวี้เอ๋อร์จะเอาผ้าคาดเอวของพี่ไปทำอะไร?”
ต้วนอวี้เบะปากออก ชี้ขึ้นไปด้านบนของถํ้า “เอามาใช้ปีนขึ้นข้างบนนะสิ”
หลิวยวนเงยหน้ามอง ก่อนส่ายหน้าไปมา “ผ้าคาดเอวของพี่จะไปพอที่ไหนเล่า?”
หลิวยวนหันมองหน้าต้วนชิงหมิงด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อด้วยความเก้อเขิน
ต้วนอวี้ยิ้มจางๆ ก่อนปลดผ้าคาดเอวของเขาออก จากนั้นกำไว้ที่มือ พร้อมกับผูกเข้าสายเถาวัลย์ “หากเอาแค่ผ้า
คาดเอวของเราสองคนคงไม่พอ แต่ถ้าต่อให้ผ้าคาดเอวยาวขึ้นกว่านี้หน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะเพียงพอก็ได้!”
หลิวยวนเหมือนคิดบางอย่างออกขึ้นมา เสื้อคลุมของเขาใช่ล่อชายชุดดำไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเสื้อด้านใน หาก
ถอนออกคงเผยเรือนร่างท่อนบนที่ว่างเปล่าให้พี่น้องคนนี้ได้เห็น
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว หลิวยวนเอ่ยถามขึ้น “อวี้เอ๋อร์จะให้พี่ถอนเสื้อด้านในออกจริงๆ หรือ?”
ต้วนอวี้หันมองต้วนชิงหมิงแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มออกมา “พี่หลิวยวน แน่นอนว่ามีพี่กับข้าสองคนที่ถอดเสื้ออก… หรือ
ว่าจะให้พี่ชิงหมิงถอดด้วยกัน?”
“ไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด… เอาเป็นเราสองคนถอนดีกว่า” หลิวยวนพูดด้วยความตกใจ
ต้วนอวี้ถอดเสื้อของเขาออกโดยไม่สนใจหลิวยวนอีกแล้ว เขาเริ่มเอาเสื้อผูกเข้ากับเถาวัลย์ที่ห้อยลงมาให้มีความ
ยาวขึ้น
ด้านหลิวยวนยังคงลังเลใจอยู่ว่าจะถอดเสื้อดีหรือไม่
ต้วนอวี้เห็นจึงสัพยอกว่า “พี่หลิวยวนรีบเร็วเข้า… ไม่รู้ว่างูหลามยักษ์ตัวนั้นจะกลับมาเมื่อไหร่?”
หลิวยวนเป็นคนที่กลัวงูทุกชนิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้จึงจับเสื้อไว้แน่น “ไม่หรอกมั้ง… มันคงไม่
กลับมาเร็วขนาดนั้นหรอก”
ระหว่างที่หลิวยวนพูดไปก็ค่อยๆ ถอนเสื้อออกอย่างช้าๆ และเริ่มใช้ผ้าผูกตามที่ต้วนอวี้ทำ ส่วนต้วนชิงหมิงได้แต่
เม้มริมฝีปากโดยไม่ได้ว่าอะไร
เรือนร่างของหลิวยวนไม่ได้ขาวเนียนหมดจดเหมือนคุณชายคนอื่นๆ อาจเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในวัย
เยาว์ ถึงแม้ผิวพรรณและรูปร่างจะดูแข็งแรง แต่ภายในกลับอ่อนแอ ต้วนอวี้หันมองหลิวยวน พลางหัวเราะคิกคักออกมา
“พี่หลิวยวน รูปร่างดีไม่เบาเลย”
หลิวยวนแอบชำเลืองมองต้วนชิงหมิงแวบหนึ่ง ก่อนพูดด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ “อวี้เอ๋อร์ล้อพี่เล่นอีกแล้ว”
“อวี้เอ๋อร์ไม่ได้พูดล้อเล่นสักหน่อย แค่คิดว่าพี่หลิวยวนดูเปลี่ยนไปกับวันแรกที่มาเมืองหลวงมากเลย!” ต้วนอวี้
ตอบ
หลิวยวนจึงถามอย่างฉงนใจ “มีตรงไหนที่ไม่เหมือนเดิมอย่างนั้นหรือ?”
“ตอนแรกที่พี่หลิวยวนมาถึงเมืองหลวง ร่างกายซูบผอม ไม่มีสง่าราศี แต่เป็นคนที่มิยอมก้มหัวให้กับความตาย
โดยง่าย ไม่คิดหาเหตุผลมากมาย… พี่หลิวยวนในตอนนั้นเป็นเหมือนแสงสว่างที่คอยให้ความอบอุ่นกับคนที่อยู่ใกล้ๆ”
หลิวยวนสาธยาย
[1] จั้ง เป็นหน่วยวัดของจีน ความยาว 1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร`