การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 710 ต้วนอวี้ไม่สบอารมณ์
หลิวยวนชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้วนอวี้ถึงพูดจาเช่นนี้
ต้วนอวี้หันมองหลิวยวนด้วยแววตาที่คาดเดาความหมายไม่ออก นํ้าเสียงของเขาแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน แต่ทุกคำ
ราวกับเชือดเฉือนกัวใจของเขา “ในตอนนั้น เขาชอบใจพี่หลิวยวนมาก และยกให้เขาเป็นต้นแบบ ทั้งปฏิญาณตนจะเป็น
เหมือนพี่หลิวยวนให้ได้”
หลิวยวนยิ้มน้อยๆ ออกมา “อวี้เอ๋อร์ ที่จริงแล้ว พี่ไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เจ้าคิดหรอก”
“ก็แน่อยู่แล้ว… เพราะว่าพี่หลิวยวนคนปัจจุบันไม่เหมือนพี่หลิวยวนคนนั้นในอดีตอีกแล้ว”
ใบหน้าเปือนยิ้มของต้วนอวี้พลันมลายในบัดดล เขามองไปพูดกับหลิวยวนอย่างดูแคลน นํ้าเสียงเย็นชา “ตอนนี้พี่
หลิวยวนฐานะสูงส่ง มีอำนาจวาสนาแล้ว ย่อมคิดหน้าคิดหลัง กลัวนั่นกลัวนี่เป็นเรื่องธรรมดา จนบางครั้งอวี้เอ๋อร์รู้สึกได้
ว่าพี่เปลี่ยนไป หรือว่าอวี้เอ๋อร์มองพี่ผิดไปตั้งแต่แรก?”
ต้วนอวี้ฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา มองไปที่หลิวยวน “เหมือนกับว่าพี่หวาดกลัวไปเสียทุกเรื่อง จนดูเหมือนหากไม่ระวัง
จะทำให้คนอื่นผิดหวัง อย่างไรเสีย การเกิดมาในตระกูลที่สูงศักดิ์ย่อมต้องเสแสร้งให้เข้าได้กับทุกคน เพียงแต่ว่าพี่หลิว
ยวนในตอนนี้ดูคำนึงถึงหน้าตา ยศศักดิ์และชื่อเสียงมากกว่าเท่านั้นเอง!”
เมื่อต้วนอวี้กล่าวจบลง สีหน้าของหลิวยวนสีเซียวลงในพริบตา
ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้เหมือนที่ต้วนอวี้พูดมาก่อน
หลิวยวนเคยชินกับคำชื่นชม ยกย่องและเลียแข้งเลียขาไปแล้ว จนลืมเนื้อลืมตัวมองข้ามในสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ
แต่ว่าสิ่งที่หลิวยวนต้องการจริงๆ นั้นมันคืออะไรกันแน่?
หลิวยวนปล่อยมือจากเสื้อที่ผูกต่อกับเถาวัลย์ และเริ่มครุ่นคิดอย่างตั้งอกตั้งใจ
ทางด้านต้วนชิงหมิงรีบคว้ามือของต้วนอวี้เข้าเอ็ดเสียงเบา “อวี้เอ๋อร์พูดอะไรเนี่ย… ถือดียังไงไปต่อว่าหลิวยวน?”
ต้วนอวี้มองหน้าพี่สาวด้วยแววตาใสแจ๋ว “ท่านพี่คิดผิดไปแล้ว……”
ต้วนชิงหมิงหน้านิ่งไปทันที นางทำผิดเรื่องอะไรกัน?
ต้วนอวี้รีบพูดเสริมต่อไปว่า “อวี้เอ๋อร์ไม่ได้ต่อว่าเสียหน่อย แค่เตือนสติเท่านั้นเอง!”
ต้วนชิงหมิงมองหน้าน้องชายด้วยจนปัญญาจะสรรหาคำใดตอบโต้ดี
ต้วนอวี้จึงพูดอย่างจริงจังต่อไป “ท่านพี่ไม่รู้สึกบ้างหรือ หลิวยวนในตอนนี้กับเมื่อก่อนต่างกันคนละฟั้ากับดิน ถ้า
เขายังเอาแต่คำหวานหู วันข้างหน้าเขาย่อมไม่ต่างอะไรกับพวกคุณหนูคุณชายในเมืองหลวงหรอก”
ต้วนชิงหมิงได้แต่ฝืนยิ้มออกมา สังคมคนสูงศักดิ์ในเมืองหลวงเป็นเหมือนถังสีย้อมผ้า ไม่ว่าก่อนเข้าไปจะใส
สะอาดขาวบริสุทธิ์เพียงใด เมื่อก้าวออกมาต่างถูกแต่งแต้มสีสันมากมาย หากเทียบหลิวยวนตอนนี้กับเมื่อก่อนนั้น ก็ดู
เปลี่ยนไปมากทีเดียว ที่สำคัญเขาดูเสแสร้งมากขึ้น
แต่นั่นก็คงไม่ใช่ปัญหา หากหลิวยวนยังคงรักษาปณิธานในใจเหมือนในอดีตอย่างแรงกล้า ความสำเร็จในวันข้าง
หน้าของเขาจะมาจากไหนกัน?
มาถึงจุดนี้แล้ว ต้วนชิงหมิงจึงหันไปตำหนิต้วนอวี้อย่างจริงจัง “อวี้เอ๋อร์ เจ้าอายุยังน้อย มีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่
เข้าใจ อีกอย่างชีวิตของพี่หลิวยวนเป็นของเขาเอง… หากไม่ปรับตัวตามสถานการณ์คงต้องลำบากเหลือหลาย เจ้าเข้าใจ
หรือยัง?”
ต้วนอวี้หุบยิ้มน้อยๆ ลงทันที เขาหันมองต้วนชิงหมิงพูดอย่างขึงขัง “หากท่านพี่ไม่ฝากความหวังไว้ที่หลิวยวน มี
หรือที่อวี้เอ๋อร์อยากจะดูเป็นคนร้ายในสายตาคนอื่น?”
ต้วนชิงหมิงสะอึกจนพูดมิออก
ต้วนอวี้ทำเพื่อหลิวยวนและเพื่อต้วนชิงหมิง เพราะว่านางตั้งความหวังกับหลิวยนไว้สูง ดังนั้นต้วนอวี้จึงพลอยให้
ความสำคัญหลิวยวนไปด้วย
ต้วนชิงหมิงฝืนยิ้มออกมา “อวี้เอ๋อร์ จริงๆ แล้ว พี่ทำไปเพื่อเจ้าต่างหาก!”
ต้วนอวี้รีบพูดขัดนางขึ้นทันที “อวี้เอ๋อร์รู้ว่าท่านพี่ทำเพื่อช่วยปูทางเดินให้ราบเรียบสำหรับข้า แต่ท่านพี่เคยได้ยิน
ที่โบราณว่าหรือไม่ ‘คนที่ไร้ปณิธานร่วมกัน มิอาจร่วมเดินทางได้’ ถ้าคนที่อวี้เอ๋อร์ดูแล้วไม่ถูกชะตา ย่อมไม่มีทางสนทนา
ปราศรัย… ตอนนี้ที่อวี้เอ๋อร์เตือนสติพี่หลิวยวน โดยหวังเพียงว่าเขาจะสามารถเป็นคนที่ท่านพี่ตั้งความหวังไว้ และคุ้มค่า
ที่อวี้เอ๋อร์จะทำความรู้จัก!”
ต้วนชิงหมิงกำลังจะอ้าปากพูดบ้าง กลับถูกหลิวยวนแทรกขึ้นมาก่อน “อันที่จริง อวี้เอ๋อร์พูดได้มีเหตุมีผล”
ส่วนต้วนอวี้กลับก้มหน้าก้มตาผูกเสื้อกับเถาวัลย์ต่อไป การที่จะหนีออกจากที่นี่ไปได้ ต้องอาศัยความยาวของ
เถาวัลย์กับเสื้อผ้า ที่สำคัญหากล่าช้าไปเพียงนาทีเดียว ย่อมมิอาจคาดเดาถึงเรื่องอื่นที่จะเกิดขึ้นตามมา
ถึงแม้งูหลามยักษ์ตัวนั้นจะหนีออกไปแล้ว ทว่ามันจะกลับหรือไม่กลับมานั้น ย่อมไม่มีใครล่วงรู้ได้ ส่วนถ่าถูที่
ฉลาดเฉลียวย่อมมองออกว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ หากถ่าถูส่งชายชุดดำตามเข้ามาไล่ล่า เพียงไม่กี่นาทีย่อมเจอทั้งสามคนได้ไม่
ยาก สิ่งที่ต้วนอวี้กังวลเป็นที่สุดคือ ท้องฟั้าใกล้ลาลับอัสดง ความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้ามา หากไม่หาทางออกไปละก็
เหยียนหลิ่งอวี๋จะมารับไม้ช่วยเหลือต่อได้อย่างไร
เมื่อคิดขึ้นมาได้ ต้วนอวี้จึงเร่งมือทำให้เร็วขึ้น เถาวัลย์ที่มีหนามทิ่มแทงมือต้วนอวี้จนเลือดอาบมือ ต้วนชิงหมิงได้
แต่มองดูอย่างสงสาร นางควักผ้าเช็ดหน้าออกมาพันมือต้วนอวี้ จากนั้นหันหน้าส่ายหัวไปทางหลิวยวน “ไม่ต้องหรอก
ท่านพี่ พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!”
ด้านหลิวยวนแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน และกวาดวายตาลงมาถึงเถาวัลย์ที่ต้วนอวี้กำลังผูกอยู่ เขาพูดอย่าง
เป็นกังวล “อวี้เอ๋อร์คิดว่าเถาวัลย์กับเสื้อด้านใน จะสามารถพาพวกเราออกไปจากที่นี่ได้อย่างนั้นหรือ?”
ต้วนอวี้กับหลิวยวนต่างผูกจนได้ความยาวหนึ่งจั้งกว่าๆ เรื่องความแข็งแรงยังไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ความยาวเพียง
น้อยนิด หากเทียบกับความสูงสิบกว่าจั้ง ย่อมห่างไกลจากความเป็นไปได้มากเหลือเกิน
เสื้อผ้าที่สวมใส่ในฤดูร้อนย่อมไม่ได้มีหลายชิ้น อีกอย่างเสื้อคลุมของต้วนอวี้ ต้วนชิงหมิงและหลิวยวนใช้ล่อชาย
ชุดดำพวกนั้นให้หลงไปแล้วรอบหนึ่ง ในเวลานี้ เสื้อผ้าที่เหลือติดตัวจึงค่อนข้างบางเบา แน่นอนว่าต้วนชิงหมิงมิอาจถอด
เสื้อที่สวมอยู่ได้อีกแล้ว แต่หลิวยวนกับต้วนอวี้ต่างถอดเสื้อด้านในออกมาผูกต่อกันแล้ว ยังห่างจากความสูงของรูด้านบน
ลิบตา หลิวยวนคำนวณแล้ว ต่อให้ทั้งสองคนถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นจนเปล่าเปลือย แล้วนำมาต่อกันก็ยังไม่สามารถไปถึง
ความสูงที่ต้องการได้อยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ ทำไมต้วนอวี้ถึงยังยืนกรานให้ถอดเสื้อด้านบนออกไม่เหลือด้วย เพื่อผูกแลกกับความยาวที่แทบช่วย
อะไรไม่ได้เลย
พูดได้ว่า การผูกเสื้อผ้าต่อกับเถาวัลย์เพื่อให้ถึงด้านบนนั้น เป็นสิ่งที่คิดเพ้อฝันไปทั้งเพ
ต้วนอวี้มองต้วนชิงหมิง ก่อนหันไปพูดเสียงเรียบกับหลิวยวน “ใครบอกพี่หลิวยวนละ ว่าอวี้เอ๋อร์จะปีนไปให้ถึง
ด้านบนสุด?”
หลิวยวนถึงกับตกตะลึง ต้วนอวี้ไม่ได้บอกว่าจะใช้เถาวัลย์ปีนไปด้านบน ถ้าเช่นนั้นเขาต้องการใช้เพื่อทำสิ่งใดกัน
แน่? หลิวยวนมองไปรอบๆ เห็นเพียงเสื้อผ้าของเขาถูกผูกติดกับเถาวัลย์ไปแล้ว
ต้วนอวี้ปรายตามองหลิวยวน “พี่หลิวยวน ต่อให้มีเถาวัลย์ที่ยาวทิ้งลงมาด้านล่าง บางทีอาจปีนขึ้นไปถึงข้างบนไม่
ได้… สิ่งแรกที่ต้องพูดก็คือ หากด้านบนไม่มีคนมาช่วยรับย่อมไม่มีทางขึ้นไปได้ สิ่งที่สองที่ต้องบอกคือ พี่ชิงหมิงร่างกาย
บอบบาง การให้นางปีนปั่ายเชือกขึ้นไปในระดับความสูงเช่นนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย”
หลิวยวนรู้สึกตกตะลึงขึ้นไปอีก
สิ่งที่ต้วนอวี้พูดมานั้นล้วนเป็นเหตุเป็นผลทั้งสิ้น แต่ปัญหาคือ ต้วนอวี้กับหลิวยวนกำลังช่วยกันต่อความยาวของ
เถาวัลย์ แต่เขากลับพูดย้อนแย้งในสิ่งที่กำลังทำอยู่ จนหลิวยวนมึนงงไปหมดแล้ว
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงแอบยิ้มน้อยๆ ด้วยเข้าใจในสิ่งที่ต้วนอวี้ทำแล้ว เขาโกรธเคืองหลิวยวนจึงหาวิธีระบายความ
โกรธที่อัดอั้นในใจ ให้หลิวยวนมีไม่ต่างจากเขา ยามปกติ หลิวยวนเป็นคนที่เฉลียวฉลาดทันคน แต่ทำไมวันนี้กลับกลาย
เป็นคนซื่อบื่อแบบนี้ไปได้
ต้วนชิงหมิงจึงเอ่ยขึ้นมา “พี่หลิวยวนลองคิดดู หากเถาวัลย์ยิ่งยาวย่อมต้องรับนํ้าหนักมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น
หากต้องการปีนขึ้นไปในครั้งเดียวย่อมไม่มีทางทำได้ แต่ถ้าพวกเราแบ่งระยะความสูงออกเป็นหลายช่วงหน่อยก็คงไม่ใช่
เรื่องยากเย็นกระมัง”