การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 711 ประโยชน์เถาวัลย์ยาว
หลิวยวนแหงนหน้ามองด้านบนเห็นเพียงหญ้าและต้นไม้เล็กๆ งอกขึ้นมา แต่มองดูให้ดีหญ้าและต้นไม้เล็กๆ ที่ขึ้น
นั้นดูไม่แข็งแรง และไม่น่ารับนํ้าหนักพวกเขาแต่ละคนได้ หลิวยวนจึงพยายามมองไปรอบถํ้าเพื่อหาทางอื่นปีนปั่ายขึ้นไป
ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดที่น่าจะใช้ได้
ต้วนชิงหมิงมองหลิวยวนที่ยังคิดหาทางไม่ออก พลางเอ่ยขึ้นว่า “พี่หลิวยวนดูสิ ด้านบนห่างจากพื้นดินมาก แต่ยิ่ง
สูงขึ้นทางความกว้างก็ยิ่งแคบลง และทุกระยะจะมีหินที่ยื่นออกมาใช้เหยียบพักเอาแรงได้ อย่างนั้นดูแล้วคงง่ายขึ้นเยอะ
เลยใช่ไหม?”
การปีนขึ้นไปเป็นระยะๆ ย่อมง่ายกว่าการปีนขึ้นไปในรวดเดียว ทว่าต้องใช้เวลามากกว่าเท่านั้นเอง หลิวยวนมอง
ไปที่ต้วนอวี้แล้วเอ่ยขึ้น “อย่างนั้นก็ได้ พี่ทำตามที่พวกเจ้าทั้งสองคนบอกแล้วกัน”
ต้วนอวี้แหงนหน้าขึ้น พร้อมกับบ่นพึมพำ “ที่จริงก็อยากฟังความคิดเห็นของพี่หลิวยวนอยู่เหมือนกัน ว่าจะใช้วิธี
ไหนให้พวกเราปีนขึ้นไปด้านบนได้”
หลิวยวนดูเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมา เขาจึงหันหน้ากลับไปผูกเสื้อกับเถาวัลย์ต่อ
ยามแรกเข้าฤดูร้อน ท้องฟั้าย่อมอัสดงช้ากว่าฤดูอื่น ทว่าพวกเขาสามคนยังคงง่วนจนท้องฟั้ามืดสนิท พวกเขาอยู่
ภายในถํ้าที่เย็นยะเยือกทำให้หลิวยวนสั่นสะเทิ้มไปทั้งตัว ประกอบกับแรกเข้าฤดูร้อน บรรดายุ่งจึงชุมเป็นพิเศษ กัดหลิว
ยวนจนอยู่นิ่งไม่ได้เลย ประเดี๋ยวเขาก็ตบแขนบ้าง ขาบ้าง เนื้อตัวบ้าง เกาบ้าง ไม่นานเขาก็มีตุ่มขึ้นเต็มตัวไปหมด
ต้วนชิงหมิงรู้สึกหนาวเหน็บจนใช้มือลูบไล้แขนทั้งสองให้ความอบอุ่น ก่อนเดินเข้าไปหวังช่วยต้วนอวี้ต่อเถาวัลย์
ให้ยาว “อวี้เอ๋อร์หนาวหรือไม่?”
“หากเทียบกับชีวิต ความหนาวแค่นี้ไม่เป็นปัญหา” ต้วนอวี้ตอบ
หลิวยวนนึกขึ้นมาได้ว่าต้วนอวี้ไม่เคยต้องลำบากมาก่อน และไม่ต้องวุ่นกับการไล่ปัดยุง แต่เวลานี้เขากลับตั้ง
อกตั้งใจผูกเถาวัลย์ให้ยาวได้มากที่สุด
เสื้อผ้าของทั้งสองคนจะเอามาฉีกและผูกต่อกันประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ จากนั้นต้วนอวี้ก็ลุกขึ้นยืนเพื่อดูความยาว
และทดสอบความแข็งแรง ก่อนพยักหน้าด้วยความพอใจ “แบบนี้สามารถรับนํ้าหนักสามคนได้สบายในการปีนขึ้นไป
อย่างช้าๆ”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะออกมา “อวี้เอ๋อร์ ท้องฟั้าใกล้มืดคํ่าแล้ว พี่กลัวว่างูหลามยักษ์จะกลับมา… พวกเราเร่งมือกัน
เถอะ”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับ “ท่านพี่วางใจได้ งูหลามยักษ์กลัวผงกำมะถัน ตลอดทางอวี้เอ๋อร์ได้โปรยไว้เรียบร้อยแล้ว
หากมันได้กลิ่นย่อมไม่กล้าตามพวกเรามา……”
ต้วนอวี้พูดไปพลางหันหน้ามองซ้ายขวาไปพลาง “เพียงแต่ว่า พวกเราจะรอช้าต่อไปไม่ได้แล้ว ที่นี่ไม่มีอาหาร
ไม่มีนํ้าดื่ม อวี้เอ๋อร์หิวกระหายจะแย่แล้ว”
ต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนก็รู้สึกหิวไม่แพ้กัน ทว่าพอต้วนอวี้เอ่ยขึ้นมา ทั้งสองคนก็พลอยหิวตามไปด้วย
หลิวยวนยิ้มให้ต้วนอวี้ “อวี้เอ๋อร์ เดี๋ยวออกไปได้ พี่จะเลี้ยงนํ้าชาและขนมกุ้ยฮวาให้หนำใจเป็นยังไง?”
ต้วนชิงหมิงกำลังจะอ้าปากบอกว่าต้วนอวี้ไม่ชอบทานขนมกุ้ยฮวาแล้ว แต่ต้วนอวี้กลับช่วงชิงพูดออกมาเสียก่อน
“พี่หลิวยวนมิต้องหรอก ขนมพวกนั้นเป็นของเด็กน้อยกินกัน อวี้เอ๋อร์โตแล้ว ตอนนี้ไม่ค่อยทานของแบบนั้นแล้ว!”
หลิวยวนหน้าแดงและรู้สึกชาจนพูดไม่ออก
ต้วนชิงหมิงจึงหัวเราะคิกคัก “อันที่จริง อวี้เอ๋อร์ไม่ชอบทานขนมพวกนั้นหรอก แต่ช่วงที่ผ่านมา น้องต้วนอวี้หรา
นอยากวางพิษใส่ขนมให้ทาน ดังนั้นอวี้เอ๋อร์จำต้องแสร้งทำเป็นชอบทานขนม แต่ลับหลังเขากลับโยนขนมกุ้ยฮวาเททิ้ง
จนหมด”
ต้วนอวี้แอบมองค้อนต้วนชิงหมิง “ท่านพี่ชอบพูดข้อเสียของอวี้เอ๋อร์ตลอดเลย”
หลิวยวนจึงยิ้มอย่างเก้ๆ กังๆ ไม่ได้พูดกระไรต่อ
โชคดีที่ต้วนอวี้ไม่มีกระจิตกระใจคิดถึงเรื่องในอดีต เขายืนขึ้นและหันไปพูดกับหลิวยวนและต้วนชิงหมิง “พี่ทั้ง
สองคนยืนห่างกันหน่อย เดี๋ยวอวี้เอ๋อร์ขอทดสอบขึ้นไปก่อน”
หลิวยวนกับต้วนชิงหมิงจึงถอยหลังลงมา เห็นต้วนอวี้ใช้ผ้าพันแขนทั้งสองข้าง จากนั้นออกแรงปีนปั่ายจนขึ้นมา
ถึงต้นไม้ที่แห้งเฉาที่อยู่ตํ่าที่สุด
เนื่องจากต้นไม้นั้นอยู่ล่างสุดจึงรับแสงได้น้อยและแห้งเหี่ยวเฉาตาย ในเวลานี้ ต้วนอวี้พยายามดึงเถาวัลย์ลอย
ห้อยโตงเตงวนไปวนมาอยู่กลางอากาศสองรอบ เขาออกแรงสุดกำลังเพื่อทดสอบจนเป็นที่น่าพอใจ “อืม ใช้ได้ๆๆๆ”
หลิวยวนกะพริบตาปริบด้วยความลังเลใจ “อวี้เอ๋อร์มั่นใจหรือว่าเถาวัลย์จะรับนํ้าหนักพวกเราได้หมด?”
“เถาวัลย์พวกนี้ขึ้นตามผนังหินย่อมฝังรากลึกลงไปแล้ว อีกอย่างอวี้เอ๋อร์ได้ออกแรงเต็มกำลังดึงเพื่อทดสอบการ
รับนํ้าหนัก ดูแล้วน่าจะไม่มีปัญหา” ต้วนอวี้ตอบ
จากนั้นต้วนอวี้ชี้นิ้วไปตรงต้นไม้เล็กๆ ที่ขึ้นตรงบริเวณผนังหินที่ยื่นออกมา “ประเดี๋ยวอวี้เอ๋อร์จะขึ้นไปก่อน จาก
นั้นค่อยช่วยดึงพี่ทั้งสองคนตามขึ้นไปแล้วกัน”
เวลาในตอนนี้โพล้เพล้จนแสงแทบเลือนลางเต็มที ต้วนอวี้ชี้ขึ้นไปด้านบนที่แทบมองไม่เห็น หลิวยวนจึงมองขึ้นไป
บนรูด้านบนสุด พูดอย่างอ่อนใจว่า “อวี้เอ๋อร์ แบบนี้พวกเราต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะจุดสูงสุดได้?”
ต้วนอวี้คำนวณความสูงกับความยาวของเชือกอยู่เงียบๆ “ถ้าปีนขึ้นไปได้เร็ว เวลาสองยามพวกเขาก็จะถึงข้างบน
สุดได้!”
หวังเพียงว่าเวลาสองยามคงทันการ… หวังเหลือเกินว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะรู้ว่าจุดที่พวกเราอยู่…
หลิวยวนพยักหน้ารับทราบ “อย่างนั้นก็ดี พวกเราเริ่มกันเถอะ!”
ขอเพียงปีนขึ้นไปด้านบนสุดได้ ย่อมสามารถหนีเอาตัวรอดจากการไล่ล่าของถ่าถู ถึงตอนนั้น ทั้งสามคนก็มีโอกาส
หนีตาย ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมาน กลัวหน้าพะวงหลังแบบนี้อีกแล้ว
ต้วนชิงหมิงมองไปที่เถาวัลย์พร้อมกับพูดขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์ระวังด้วย”
“ได้เลยท่านพี่ อวี้เอ๋อร์รู้แล้ว” เขาตอบ
ต้วนอวี้พูดไปด้วยปีนขึ้นไปด้วย จนกระทั่งเขาปีนได้หนึ่งจั้ง ทันใดนั้น ด้านบนมีเมฆดำลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ
และมีเหมือนของแหลมคมทิ่มตรงมืออย่างรุนแรง ด้วยความตกใจ ต้วนอวี้เผลอปล่อยมือจนร่วงตุบลงมาไม่เป็นท่า
โชคยังดีที่เสื้อที่ผูกไว้กับเถาวัลย์ได้พันต้วนอวี้เอาไว้ จึงลอยอยู่เหนือพื้นด้านล่างเพียงสองคืบ
ในคราวนี้ ต้วนอวี้เพิ่มความระมัดระวังในการปีนเพิ่มขึ้น กลัวสิ่งที่ดำทะมึนหมายลอบโจมตีอีก เขาควักผงยาออก
มาสาดจนมันลงมาบนพื้น
ต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้ได้รับบาดเจ็บก็ตกใจจนหน้าซีดเผือดไปหมด ก่อนชายตามองบางอย่างสีดำที่ตกลงมาบน
พื้น “มันคือค้างคาวนี่เอง”
ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ออกหากินในเวลาคํ่าคืน พวกมันมักอยู่เป็นกลุ่มก้อน ประสาทสัมผัสทางตาและหูจะดีที่สุดใน
เวลานี้ ดังนั้นถ้ามีพวกมันคอยขัดขวางการปีนปั่ายขึ้นไป แผนการที่พวกเขาวางไว้คงต้องพังลงไม่เป็นท่า
ต้วนอวี้ขึ้นไปยืนบนจุดพักแรกได้เรียบร้อย เขาฉีกชายกางเกงออกมาพันมือ จากนั้นตะโกนลงไปด้านล่าง “ท่านพี่
รีบขึ้นมาเร็วเข้า!”
ต้วนชิงหมิงเอื้อมมือจับเชือกแล้ว แต่นางกลับหันมามองหลิวยวน “พี่หลิวยวนขึ้นไปก่อนแล้วกัน”
หลิวยวนส่ายหน้าปฏิเสธ “ทำอย่างนั้นไม่ได้ ชิงหมิงอยู่ข้างล่างคนเดียวพี่ไม่วางใจ เอาเป็นว่าชิงหมิงขึ้นไปก่อน
เถอะ”
ต้วนชิงหมิงยังคงยืนกราน “พี่หลิวยวนขึ้นไปก่อนเถอะ… ชิงหมิงกับอวี้เอ๋อร์ต้องใช้แรงมาก หากต้องเป็นคนดึงพี่
ขึ้นไป แต่หากพี่หลิวกับอวี้เอ๋อร์ดึงชิงหมิงคงสบายกว่ากันมาก!”
หลิวยวนครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “ก็ได้ อย่างนั้นพี่จะขึ้นไปก่อนแล้วกัน”
เมื่อหลิวยวนพูดจบลง เขาก็ปีนเถาวัลย์ตามต้วนอวี้ขึ้นไป
ต้วนอวี้เห็นคนที่ขึ้นมาเป็นหลิวยวนก็อึ้งจนพูดไม่ออก เขาบอกให้หลิวยวนปีนอย่างระมัดระวัง และคอยกัน
ค้างคาวให้อีกทาง
ค้างคาวชนิดนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะว่าต้วนอวี้ถูกกัดเข้าแล้วไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่กลับรู้สึกคันและชาขึ้นมา เหมือน
ถูกวางพิษเข้าแล้ว ดังนั้นต้วนอวี้มิอยากให้หลิวยวนโดนค้างคาวกัดเหมือนเขา `