การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 729 ต้วนชิงหมิงเปลี่ยนไป?
ต้วนอวี้หรานแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่เรียบร้อยแล้ว นางก็เงยเชิดหน้าเตรียมเดินออกไปข้างหน้า
เยวี่ยหวารีบเก็บข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะเครื่องแปั้ง ส่วนเยวี่ยซิ่วได้หยิบกำไลหยกแดงสวมให้ต้วนอวี้หรานอย่าง
ระมัดระวัง
ต้วนอวี้หรานดึงมือกลับ “เรียบร้อยแล้ว”
เยวี่ยซิ่วยื่นกล่องเครื่องประดับให้เยวี่ยหวาเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
วันนี้ต้วนอวี้หรานเกล้าผมเป็นสองจุก เสียบด้วยปินหยกมีสายห้อยย้อยกวัดแกว่งไปตามการก้าวเดิน ที่คอของ
นางมีสร้อยปะการังสีแดงราวกับสีเลือดสดใส่อยู่ ทำให้สีสันของเสื้อผ้าที่ใส่ถูกขับจนโดเด่นขึ้นมา
เป็นที่รู้ว่าต้วนอวี้หรานชอบทุกอย่างเป็นสีแดงสดสุดใจ แต่หลังจากที่หลิวหรงถูกขับออกจากจวนต้วนไปแล้ว ต้
วนอวี้หรานนิสัยก็เปลี่ยนแปลงไปเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น ดูอย่างเสื้อผ้าก็ใช้สีเรียบธรรมดา
ยกเว้นความชอบเรื่องการใส่เครื่องประดับเต็มตัวนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิม
ต้วนอวี้หรานลุกขึ้นยืนบิดตัวไปมาดูตัวเองอยู่หน้ากระจก จากนั้นก็เดินออกไป
อากาศในวันนี้ค่อนข้างร้อน เสียงจักจั่นดังไปทั่วทุกที่จนแสบแก้วหูไปหมด ต้วนอวี้หรานเลิกคิ้วขึ้นจ้องไปที่เรือนข
องต้วนชิงหมิง
เมื่อเห็นต้วนอวี้หรานอยากเข้าไปหาต้วนชิงหมิง เยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วพลันเกิดความรู้สึกคาดไม่ถึงเกิดขึ้น พวก
นางต่างมองหน้ากันและเดินตามต้วนอวี้หรานอยู่ด้านหลังต้อยๆ ก่อนเดินตามเข้าไปในเรือนต้วนชิงหมิง
สีหน้าของต้วนอวี้หรานเผยรอยยิ้มที่ลึกลับและน่าแปลกพิลึกออกมา จนเยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วที่ได้เห็นถึงกับตกใจ
อย่างยิ่ง… ช่วงนี้ ต้วนอวี้หรานมักออกไปนอกจวนต้วนอยู่บ่อยครั้งเพียงลำพัง และกลับมายามวิกาลดึกดื่นค่อนคืน ถึงแม้
หัวหน้าบ่าวใช้อย่างทั้งสองคนตามหลังไป ทว่าต้วนอวี้หรานกลับชอบปล่อยให้พวกนางอยู่ที่ร้านนํ้าชาทานของว่างไป
และมักกลับมาก่อนตะวันจะลาลับขอบฟั้า
ตอนนี้ต้วนอวี้หรานกำลังจะเดินไปหาต้วนชิงหมิง เยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วย่อมรู้ดีว่าเรื่องที่ต้วนอวี้หรานต้องมีเปั้า
หมายที่ไม่ดี
เรือนต้วนอวี้หรานอยู่ด้านทิศตะวันตก พูดได้ว่าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดในจวน เพียงแค่ผลักหน้าต่างออกไปชมสวน
ดอกไม้ผลิบานในหน้าร้อน
เรือนต้วนชิงหมิงอยู่ค่อนข้างห่างไปทางทิศเหนือของจวน แน่นอนว่านี่เป็นแผนการที่หลิวหรงจงใจให้ต้วนชิงหมิ
งอยู่ห่างจากต้วนเจิ้งให้มากที่สุด หลังจากที่ต้วนชิงหมิงกลับชาติมาเกิดใหม่ก็ไม่ได้ย้ายไปที่อื่น ยังคงอยู่ที่นี่จนถึงเวลานี้
เมื่อต้วนอวี้หรานมายืนอยู่ด้านหน้าเรือนต้วนชิงหมิง นางกำลังเกล้าผมอยู่จึงบอกชิวจวี๋ไปว่า “ให้คุณหนูรองรอ
อยู่ห้องโถงด้านนอกประเดี๋ยวจะเสร็จแล้ว”
ชิวจวี๋รีบสาวเท้าออกจากห้องไปรับต้วนอวี้หรานเข้ามารอห้องโถงด้านนอก
วันนี้บ่าวใช้ที่รับผิดชอบเกล้าผมให้ต้วนชิงหมิงคือชิวหนิง นางเป็นบ่าวใช้ที่นิสัยดีกับคนอื่น และยังใส่ใจราย
ละเอียดในการแต่งตัวให้ต้วนชิงหมิง เมื่อเห็นนางหน้าซีดจนผิดสังเกต ชิวหนิงจึงรีบช่วยเกล้าผมแต่งหน้าให้เรียบร้อย
จากนั้นถือวิสาสะเลือกชุดคลุมแขนสั้นสีอ่อนที่ดูเรียบง่ายให้กับนางแทน
ชุดที่ต้วนชิงหมิงสวมอยู่นั้น แขนเสื้อปักดอกเหมยที่กำลังผลิบานอยู่หลายดอก ชายกระโปรงขลิบด้ายสีทอง นาง
เดินย้วยยาดอรชรเดินออกมาจากในห้อง
ในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงยืนขึ้นอยู่หน้ากระจกเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ข้างใน ก่อนเอ่ยขึ้นมาว่า “ชิวหนิง ฝีมือของ
เจ้านับวันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ”
“เป็นเพราะคุณหนูงดงามต่างหาก ไม่ว่าจะแต่งตัวแต่งหน้ายังไงก็ดูงดงาม” ชิวหนิงตอบยิ้มๆ
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้าไปเลียนแบบคำพูดแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
ความหมายที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อคือ ชิวหนิงไปเลียนแบบการพูดจาฉอเลาะแบบนี้มาจากที่ไหนกัน
ชิวหนิงจึงตอบอย่างยิ้มแย้ม “คุณหนูแค่ไม่ยอมรับความงามในตัวที่มีเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
บ่าวใช้ในเรือนของนางแต่ละคนเริ่มโตขึ้นกันแล้ว เริ่มมีเสน่ห์ของความเป็นสตรีมากขึ้นเรื่อยๆ
ความสวยของชิวหนิง ใบหน้าที่ชัดเจนได้รูป ประหนึ่งดอกไม้ที่กำลังแย้มผลิบานให้ผู้พบเห็นต้องแลมอง
ส่วนเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คิ้วดกเข้ม ดวงตากลมโตดูแล้วมีความกล้าหาญชาญชัย ดวงตาทั้งสองของนางสดใสแวววับ ไม่
ว่าใครได้พบหน้าย่อมต้องเหลียวหลังมองตาม
ส่วนเยวี่ยเจียที่อายุเล็กลงหน่อย แต่ความสวยก็ไม่แพ้รุ่นพี่ๆ ใบหน้าของนางสมสัดส่วน ผิวพรรณเรียบเนียนขาว
บริสุทธิ์ ดวงตากลมโตเป็นอย่างมาก
เมื่อเอาความสวยของเยวี่ยเจีย มาเทียบกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และชิวจวี๋แล้ว ย่อมสูงกว่าสองคนนั้นพอสมควร
แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ขอเพียงพวกนางยืนนิ่งๆ ย่อมมีบุรุษต่างอยากเข้ามาเกี้ยวพาราสี
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงหันหน้าไปมองชิวหนิง “ชิวหนิง ปีนี้เจ้าอายุน่าจะสิบสี่แล้วใช่ไหม?”
ชิวหนิงรีบก้มหน้าก้มตา “เรียนคุณหนู อีกไม่กี่วันบ่าวก็จะมีอายุครบสิบสี่แล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงอดยิ้มไม่ได้ “ในเรือนของข้าไม่ได้จัดงานฉลองมานานแล้ว ถึงวันเกิดเจ้าแล้วให้ไปเรียกบรรดาบ่าวใช้
ทำอาหารมาทานอย่างสนุกสนานด้วยกัน!”
ในเรือนของต้วนชิงหมิงมีห้องครัวเล็กๆ แต่แทบจะไม่ได้ใช้เลย ตอนนี้ชิวหนิงจะฉลองวันเกิดจึงถือโอกาสนี้จัดงาน
รื่นเริงเสียหน่อยแล้วกัน
ชิวหนิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าไม่หุบ “แค่วันเกิดธรรมดาวันหนึ่งเองเจ้าค่ะ… ไม่ต้องให้คุณหนูลำบากลำบนก็ได้
เจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิง ไม่เพียงลำบากลำบนยังต้องเสียเงินเสียทอง จับจ่ายซื้อของมาทำอาหารเลี้ยงฉลองอีก ชิวหนิงจึงเกิด
เกรงใจอย่างบอกไม่ถูก
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ส่ายหน้า “ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้ารบกวนข้าหรอก… พวกเราทุกคนในเรือนจะได้ถือ
โอกาสนี้เฉลิมฉลองกันเสียหน่อย”
ชิวหนิงเข้าใจนิสัยของต้วนชิงหมิงจึงยอมทำตามที่นางต้องการ แต่เมื่อได้ยินนํ้าเสียงที่ต้วนชิงหมิงพูดเมื่อครู่นี้ ชิว
หนิงสัมผัสได้ถึงนํ้าเสียงและอารมณ์ที่แฝงความเศร้าสร้อยเอาไว้ในส่วนลึก
ชิวหนิงเห็นความผิดปกตินั้นแล้ว จึงรีบตอบรับความต้องการต้วนชิงหมิงทันควัน “อย่างนั้นบ่าวขอกราบขอบคุณ
คุณหนูที่เมตตาจัดงานฉลองวันเกิดให้บ่าวเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว ถึงตอนนั้นอย่างลืมเรียกเยวี่ยเจียมาด้วยล่ะ” ต้วนชิงหมิงพูดยิ้มๆ
เนื่องจากเยวี่ยเจียเป็นบ่าวใช้คนหนึ่งในเรือนต้วนชิงหมิง เมื่อมีงานเฉลิมฉลองก็ต้องเรียกนางมาด้วย
ชิวหนิงรีบรับคำ จากนั้นก้มหน้าเดินเดินนำทางต้วนชิงหมิงออกไปด้านนอก
ไม่ว่าเยวี่ยหวา เยวี่ยซิ่วหรือบ่าวใช้ในเรือนต้วนชิงหมิงคนใด ต่างคิดว่าต้วนอวี้หรานต้องมีแผนการชั่วร้ายบาง
อย่างเตรียมไว้ หรือไม่ก็ต้องการหยั่งเชิงดูท่าที
แต่น่าเหลือเชื่อเสียจริง ต้วนอวี้หรานเห็นหน้าต้วนชิงหมิงแล้ว กลับทำความเคารพอย่างนอบน้อม ไม่ว่าต้วนชิงห
มิงพูดสิ่งใด นางจะสำทับด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้วๆๆ ๆ” หรือไม่ก็ “ได้ๆๆ ๆ”
ต้วนอวี้หรานนั่งคุยอยู่ในเรือนต้วนชิงหมิงเพียงแค่ชั่วระยะต้มนํ้าเดือด จากนั้นนางก็ขอตัวลากลับก่อน โดยที่ต้วน
ชิงหมิงมองต้วนอวี้หรานด้วยสายตาแน่นิ่ง ไม่นึกไม่ฝันว่าการพบหน้ากันครั้งนี้จะจบลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นต้วนอวี้หรานเดินออกนอกเรือนไปแล้ว คนอย่างไวอย่างเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงพูดอย่างโกรธเคือง “ดูหน้าตา
และปากของคุณหนูรองก็รู้ว่านางต้องมีแผนชั่วร้ายอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
ต่อมาชิวหนิงรีบสำทับต่อทันที “ใช่แล้ว ดูท่าทางของคุณหนูรองเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เออออห่อหมกกับคุณ
หนูเป็นปีเป็นขลุ่ย ทำให้ใครดูแล้วก็รู้สึกไม่ใช่ความจริงเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงหันกลับมามองบ่าวใช้ทั้งสองคน เอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “เออออห่อหมกจนดูราบรื่นไปเสียทุกอย่างนั้น
เป็นเพียงการเสแสร้งเพื่อไปให้ถึงเปั้าหมายที่ตั้งไว้… พวกเจ้าวางใจได้ นางเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้ได้ไม่นานนักหรอก”
ต้วนชิงหมิงพูดด้วยความรู้สึกเย็นชาและดูแคลน ประหนึ่งต้วนอวี้หรานเป็นคนแปลกหน้าสำหรับนาง
ชิวหนิงหันมองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หันมาสบตา ทั้งสองคนนิ่งเงียบลงไม่มีใครพูดกับใคร
บ่าวใช้ทั้งสองสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวต้วนชิงหมิง เพียงแต่มิทราบแน่ชัดถึงวันเวลาและมูลเหตุที่นาง
เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ทั้งสองคนอธิบายไม่ถูก ได้แต่เก็บซ่อนคำถามนี้ไว้ในใจก่อน อย่างไรก็ตาม การออกไปนอกจวนครั้งนี้
ต้องมีส่วนเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนไปของต้วนชิงหมิงอย่างเลี่ยงมิได้