การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 732 โดนเหยียนหลิ่งอวี๋เล่นงาน
เมื่อได้ยินว่าอั้นเยวี่ยต้องหนีเอาชีวิตรอดแทบตาย เหยียนหลิ่งอวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะยกคิ้วขึ้น ดูแล้วก่อนหน้านี้ที่องค์
หญิงอวี๋หลัวไม่ยอมปล่อยเขาไปก็เพราะมีเหตุผลอยู่ และเหตุผลที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจากถ่าถูแล้ว พูดไปอาจจะเป็น
เพราะเจ้าคน “ไม่เอาไหน” อย่างอั้นเยวี่ย
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหัวเล็กน้อย แล้วเลิกพูดเรื่องของอั้นเยวี่ย แต่กลับเรียกหาลั่วสุ่ย จากนั้นทั้งสองคนได้ปลอมตัว
มุ่งหน้าไปด้านนอกจวน
ที่จริงอั้นเยวี่ยก็ไม่ได้ออกไปไกลมากนัก การกลับมาคราวนี้ของเขา เพราะมีเรื่องต้องการพบเหยียนหลิ่งอวี๋พอดี
เหมือนกัน ตอนนี้ คนที่ต้องการพบได้พบแล้ว เขาก็ควรกลับไปดูแลปกปั้องต้วนชิงหมิงต่อไปมิใช่หรือ
ตามความคิดของอั้นเยวี่ย เจ้าเหยียนหลิ่งอวี๋ควรจะเป็นห่วงคุณหนูใหญ่ต้วน แต่นี่กลับไม่เลย เมื่อองค์หญิงอวี๋
หลัวถึงเมืองหลวง กลับพูดว่าต้องไปเป็นคนปกปั้องข้างกายนาง บอกเพียงว่าไม่สามารถให้เห็นเลือดนอง ต้องไม่มีใครได้
รับบาดเจ็บ……แน่นอนว่า ยังมีข้อห้ามมากมายอีกหลายประการ จนบางครั้งยังทำให้อั้นเยวี่ยเกิดความสงสัยขึ้น สรุป
แล้วคุณหนูใหญ่ต้วนนี้เป็นอะไรมากไหมเนี่ย ถึงกับต้องเขียนใส่กระดาษว่า นั่นทานไม่ได้ นี่ทานไม่ได้จนยืดยาว
อั้นเยวี่ยถอนหายใจเล็กน้อย เขาหันหลังแล้วกำลังจะเดินจากไป กลับพบว่าเจิ้งสุ่ยยืนอยู่ตรงหน้าเขา ยังไม่ทันได้
เอ่ยปาก เจิ้งสุ่ยได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งไปให้เขา จากนั้นอั้นเยวี่ยยิ้มฝืดเคืองขึ้นแล้วเดินจากไป
องครักษ์ลับเหล่านี้ของเหยียนหลิ่งอวี๋ล้วนเติบโตมาด้วยกัน ทุกคนต่างรู้นิสัยของเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นอย่างดี
สายตาของเจ้าจิ้งสุ่ยนั่นดูเหมือนจะเกิดภัย อั้นเยวี่ยเกิดลางสังหรณ์ใจขึ้นมา… แม้เหยียนหลิ่งอวี๋จะอายุน้อยกว่าเขา แต่
ว่าทำอะไรเหมือนผู้ใหญ่ ทำเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เคยทำอะไรเล่นๆ ไม่รู้ว่าครั้งนี้เหยียนหลิ่งอวี๋จะใช้วิธีใดแกล้งอะไรเขามิ
ซํ้าอีก
อั้นเยวี่ยหยิบกระดาษในมือของเขาขึ้นมาดู เพียงแค่เหลือบมอง พลันโกรธเหมือนถูกสายฟั้าผ่าลงตัว
จากนั้นเขาก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “เหยียนหลิ่งอวี๋ ทำไมเจ้าทำกับข้าเช่นนี้ เงินสองร้อยตำลึงไม่พอหรือ ทั้งที่รู้ว่า
ข้ากลัวผี ยังบังคับให้คนกลัวผีอย่างข้าไปหาผีอย่างองค์หญิงอวี้หลัวอีก……เจ้าเหยียนหลิ่งอวี๋ จิตใจของเจ้าทำด้วยอะไร
กันแน่?
ด้านหนึ่งในขณะที่อั้นเยวี่ยโบกมือปฏิเสธอย่างแรง อีกด้านหนึ่งก็ส่งเสียงดังโวยวายไปด้วย ที่นี่เสียงโวยวายยัง
ไม่ทันหายไป ตัวของอั้นเยวี่ยก็เดินออกไปจากคฤหาสน์ วิ่งไปตามเหยียนหลิ่งอวี๋ไปแล้ว
เมื่ออั้นเยวี่ยเดินไปไกลแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเดินออกมาจากมุมด้านข้าง… หึๆๆ เจ้าอั้นเยวี่ยผู้นี้กล้าแกล้งเขา
ตอนนี้แหละ ข้าจะทำให้เจ้าอั้นเยวี่ยได้ลิ้มรสชาติของการโดนข่มขู่ที่แท้จริง!
ลั่วสุ่ยเดินตามติดเหยียนหลิ่งอวี๋ เห็นรอยยิ้มที่ลึกลับบนใบหน้าของเจ้านาย ลั่วสุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะกังขาขึ้นมา
เพราะเขาเห็นว่าบนกระดาษมีแค่สองตัวอักษร “ปีกผีเสื้อ”
แต่เพียงแค่สองตัวอักษรนี้ อั้นเยวี่ยก็วิ่งไปมาอย่างบ้าคลั่ง พูดได้ว่าในใจของลั่วสุ่ยเกิดความสงสัยขึ้นมา ตกลงปีก
ผีเสื้อแบบไหนทำให้อั้นเยวี่ยสามารถบ้าคลั่งได้เช่นนี้
ดูเหมือนว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเข้าใจความคิดของลั่วสุ่ยขึ้นมา เขาจึงหันกลับมาถามเสียงเบา “เจ้าอยากรู้เหตุผลว่า
ทำไมอั้นเยวี่ยถึงได้บ้าคลั่งเช่นนี้?”
ลั่วสุ่ยกะพริบตาและพยักหน้าไปมาห฿ผึ่งชี้ตั้งรอฟังเรื่องราว
จากนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ก็หันมา จ้องมองไปที่ลั่วสุ่ย ทันใดนั้น ใบหน้าที่ซูบตอบของเขาได้กระทบกับแสงตะวันจน
เปล่งประกายไปทั่ว
ความหล่อเหลาจากใบหน้าของเขาทำให้ใครเห็นเป็นอันต้องปักอกปักใจจนมิอาจละสายตาไปได้
ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ เผยรอยยิ้มอันเจิดจ้าเบ่งบานออกมา… รอยยิ้มนั้นไม่ได้ว่าหวานหยาดเยิ้ม แต่กลับเป็น
ดวงตาเปล่งประกายที่ลั่วสุ่ยคุ้นเคยมานับสิบปี
ลั่วสุ่ยส่ายหัวของเขาอย่างแรงพยายามทำให้ตัวเองมีสติขึ้นมา… ต่อหน้าองค์ชายที่สง่างามผู้นี้ ลั่วสุ่ยชินกับเขาที่
เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ ส่วนตัวเองเปรียบดังแค่ต้นหญ้าตํ่าต้อยเท่านั้น เขายืนตัวตรงมองมาที่เหยียนหลิ่งอวี๋ แววตา
ราวกับว่ากำลังถามองค์ชายให้รีบพูดออกมาเถอะ ถ้ายังไม่พูดอีก ข้าอาจเป็นลมล้มลงไปกับพื้น
จากนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋รีบหันหน้ากลับ เขามองไปที่ไกลๆ ยิ้มออกมาเล็กน้อย “มันเป็นความลับ!”
จากนั้น เขาก็เดินก้าวเท้าจากไป
ทันใดนั้นลั่วสุ่ยที่อยู่ข้างหลังก็ถูกเหยียนหลิ่งอวี๋ทำเอาสำลักหายใจไม่ออก… องค์ชายนะองค์ชาย ท่านคงไม่ได้เสพ
ติดการแกล้งคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งท่านรู้ดีว่าข้าน้อยสงสัย จึงไม่คิดที่จะบอกให้ทราบบ้างเลยหรือ แล้วทำไมยังต้อง
แกล้งให้ข้าน้อยอยากรู้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ
ลั่วสุ่ยยกมือขึ้นมาขยี้จมูก จากนั้นก็รีบไล่ตามไปในทิศทางที่เหยียนหลิ่งอวี๋เดินจากไป… ความคิดของผู้ยิ่งใหญ่
คนตัวเล็กยังเราๆ จะไปคาดเดาได้อย่างไรกันเล่า หากไม่สามารถคาดเดาใจได้ ก็ไม่ควรดิ้นรนสงสัยอีกต่อไป ตอนนี้ เขา
ควรที่จะเดินตามองค์ชายไปอย่างดีๆ ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอื่น ปล่อยให้เป็นเรื่องขององค์ชายกับเจ้าน่ารำคาญอั้นเยวี่ยก็
พอแล้ว ผู้น้อยอย่างเขา ก็ควรทำหน้าที่ตัวเองให้ดีก็พอ อย่าทำให้องค์ชายคิดว่าจะลํ้าเส้นดีกว่า
**
ที่จวนต้วนในขณะนี้ ต้วนอวี้หรานเดินออกจากเรือนของต้วนชิงหมิงไปได้ไกลแล้ว ถึงจะหยุดเดิน นางหันหน้า
กลับมามอง แล้วเดินไปทางศาลาด้านข้าง สาวใช้เยวี่ยซิ่วที่ฉลาดได้เดินนำไปก้าวหนึ่งก่อน แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ด
ถูเก้าอี้หินให้สะอาด เชิญต้วนอวี้หรานนั่งอย่างนอบน้อม จากนั้นนางรีบสาวเท้าไปที่ห้องครัวเพื่อยกนํ้าชามา ในระหว่าง
นั้น ต้วนอวี้หรานนั่งดูสงบนิ่งมาก มองดูไปที่ดอกไม้ใบไม้ที่เบ่งบานอยู่ ก่อนแสยะยิ้มอย่างเย็นชาออกมา
เยวี่ยหวายืนอยู่ข้างหลังต้วนอวี้หราน อย่างระมัดระวังเพื่อรอรับใช้องค์ชายที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
แม้แต่ลมหายใจยังไม่กล้าแรงเลย
ต้วนอวี้หรานมองดอกไม้ที่สีสันสดใสใบไม้เขียวขจี พลางพึมพำเสียงเบาๆ กับเยวี่ยหวา “ต้วนชิงหมิงคงได้ใจอีก
ไม่นานแล้ว!”
สายตาของเยวี่ยหวาหรี่ลงเล็กน้อย
เยวี่ยหวารู้ดีตั้งแต่ต้น ต้วนอวี้หรานไม่ปล่อยด้วนชิงหมิงไปหรอก ไม่ใช่เพียงเพราะต้วนชิงหมิงได้ครอบครอง
ตำแหน่งคุณหนูใหญ่ที่ต้วนอวี้หรานนั้นอยากได้แต่ไม่มีวันได้ แต่มีตัวตนอยู่ของต้วนชิงหมิงมากกว่า ทำให้ต้วนอวี้หราน
เกิดความรู้สึกตํ่าต้อย
ตั้งแต่ที่เยวี่ยหวาเข้ามาทำงานในจวน ได้เห็นต้วนชิงหมิงนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าจะเห็นต้วนชิงหมิงกี่ครั้ง เยวี่ย
หวาก็ไม่สามารถละสายตาออกจากนางได้เลย ดูเหมือนมีเวทมนตร์บางอย่าง ที่คมชัดและเย็นชารวมเข้ากับอารมณ์ที่
สงบนิ่งของนาง ความสง่างามสูงส่งที่สตรีทั้งหลายอยากเลียนแบบเท่าไหร่ ก็มิอาจเลียนแบบได้
ความงามแบบนั้น ราวกับว่าเป็นเมฆาที่ลอยอยู่บนท้องนภา ราวกับดอกไม้แรกแย้มบนหน้าผา ราวกับภาพลวงตา
ในทะเลทราย ราวกับทะเลที่ห่างไกลในท้องฟั้าอันไกลโพ้น… ได้แต่เงยหน้าขึ้นมอง ได้แต่สิ้นหวัง ทำได้เพียงมองอย่าง
บูชา
เยวี่ยหวาไม่เคยกล้าที่จะบอกความรู้สึกตัวเองให้ใครได้ฟัง แม้แต่เยวี่ยซิ่วก็ยังไม่เคยได้บอก… ในชีวิตของนาง ไม่
ว่าจะพบเห็นสตรีชั้นสูงกี่คนก็ตาม แต่คนที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีเพียงต้วนชิงหมิงผู้เดียวเท่านั้น
เยวี่ยหวาเชื่อว่า เป็นเพราะการมีพี่สาวเช่นนี้ ถึงทำให้ต้วนอวี้หรานเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมา ด้วยนิสัยของต้วน
อวี้หรานแล้ว นางทนไม่ได้กับความอับอายจากการถูกนำไปเปรียบเทียบ แต่คนที่ตาถึงแค่มองก็รู้แล้ว การเปรียบเทียบต้
วนอวี้หรานกับต้วนชิงหมิงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปรียบได้ ดอกไม้ประดับที่เบ่งบานบนหน้าผา ไม่ว่าจะมีเสน่ห์มากมายแค่
ไหน เมื่ออยู่ข้างกายต้วนชิงหมิง ก็เป็นได้แค่เพียงตัวประกอบเท่านั้นเอง
ดังนั้น เยวี่ยหวาเชื่อว่า ต้วนอวี้หรานนั้นเกลียดชังต้วนชิงหมิงมากแค่ไหน
ถึงตอนนี้ยังมีหลิวหรงเกลียดชังนางเพิ่มอีกคนแล้ว
แม้ว่าต้วนอวี้หรานจะไม่ได้ใกล้ชิดกับหลิวหรง แต่การถูกลดตำแหน่งของหลิวหรง ก็นำไปสู่ความล้มเหลวของการ
ฝันที่จะเป็นบุตรสาวภรรยาเอก ด้วยเหตุนี้คนนิสัยอย่างต้วนอวี้หราน ไม่มีทางให้อภัยคนทำลายฝันของนางอย่างต้วนชิง
หมิงไปได้
ไม่เพียงแต่จะไม่มีทางให้อภัย ยิ่งต้องการทำลายนางให้สิ้นซาก
เยวี่ยหวาไม่รู้เลยว่าด้วนอวี้หรานคิดจะจัดการกับด้วนชิงหมิงอย่างไรอีก แต่กระนั้น นางรู้ว่าตราบใดที่ต้วนอวี้หรา
นยังอยู่ที่นี่แค่วันเดียว ต้วนชิงหมิงจะไม่มีวันอยู่อย่างปลอดภัยมีสุข
ทุกอย่างเป็นอย่างที่คิด ต้วนอวี้หรานยิ้มอย่างเย็นชา “ในอีกไม่กี่วัน หนังสือพระราชทานงานอภิเษกสมรส
ประกาศออกมา ข้าจะดูสิว่าใบหน้าของต้วนชิงหมิงจะเป็นอย่างไร!”
เยวี่ยหวาไม่รู้ว่าต้วนอวี้หรานพูดถึงหนังสือพระราชทานงานอภิเษกสมรสนั้นหมายถึงอะไร นางยิ่งไม่รู้อีกด้วย
หนังสือพระราชทานงานอภิเษกสมรสให้ใคร แล้วใครกำลังคิดต่อต้านใครกันแน่ แต่สิ่งที่เยวี่ยหวารู้คือ เรื่องนี้ต้องเกี่ยว
ข้องกับต้วนชิงหมิงอย่างแน่นอน เป็นเรื่องที่ทำให้นางต้องโชคร้ายแรงไม่มีความสุขแน่นอน
แต่ในความคิดของต้วนอวี้หราน เยวี่ยหวาไม่กล้าเอ่ยถาม นางแค่รับใช้คุณหนูรองอย่างระมัดระวัง โดยไม่กล้า
ปริปากออกมาสักคำ