การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 740 อาจื๋อและอาหง (1)
ต้วนชิงหมิงแอบแสยะยิ้ม โดยละสายตาจากหยางซือฉีไปที่อื่น
การพูดคุยของบรรดาคุณหนูต่างดำเนินต่อไปกันอย่างคึกคัก อีกด้านหนึ่งมีสตรีที่สวมชุดที่สีแดงหัวเราะหัวล่อขึ้น
มา “เหอะๆๆ ได้ยินว่าคุณชายจวนหลิวไม่เลวเลย แต่ว่าเขาคู่ควรกับองค์หญิงของพวกเราเหรอ? คนต่างลือกันว่าเขาเกิด
ในปั่าในเขา……”
สตรีนางนั้นพูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็หยุดพูดลงทันใด ราวกับมีใครบางคนมาเตือนว่าอย่าได้พูดล่วงเกินองค์หญิงจิ่น
ซิ่ว
สตรีนางนั้นรู้ตัวว่าพูดผิดไปแล้ว หน้าจึงหน้าตื่นตกใจ สีหน้าซีดเผือดในพริบตา หันไปพูดอย่างสั่นเครือกับองค์
หญิง “องค์หญิงขออภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันมิได้หมายความอย่างที่พูดพ่ะย่ะค่ะ”
เดิมทีงานเลี้ยงวันเกิดขององค์หญิง ทุกคนต่างเปียมไปด้วยความสุขและเบิกบานใจ แต่บัดนี้สตรีนางนั้นกลับใช้คำ
พูดที่แสดงความเคารพ นั่นแสดงว่านางกลัวองค์หญิงมากมายเพียงใด
สตรีชุดแดงนั้นเป็นบุตรสาวของผู้ตรวจการจวนจื๋อ ถึงแม้เป็นบุตรสาวภรรยาเอก แต่ภรรยาเอกคนปัจจุบันกลับ
มิใช่คนแรกจึงไม่ได้รับความรักใคร่เอ็นดูมากพอ ดังนั้นหากนางล่วงเกินองค์หญิงจิ่นซิ่วเข้า วันข้างหน้าย่อมภัยมาสู่จวน
และตัวนางได้
เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกสายตาถึงความโหดเหี้ยมร้ายกาจขององค์หญิงจิ่นซิ่ว หากใครล่วงเกินนางเข้า แม้ต่อหน้าจะ
พูดจาอ่อนหวาน แต่ลับหลังกลับถูกทำร้ายเล่นงานกันก็มิน้อย
ในครั้งนี้ ภายในงานต่างเงียบลงทันใด ทุกคนต่างหันหน้ามององค์หญิงจิ่นซิ่วที่นั่งอยู่ด้านบน ประหนึ่งรอดูว่าองค์
หญิงจะจัดการคนที่ล่วงเกินอย่างไร
ทุกคนต่างรับรู้ดี ท่านแม่ของหลิวยวนเป็นภรรยาเอกที่เคยครองรักกันมา แต่เมื่อหลิวยวนเข้ามาในเมืองหลวง
กลับแต่งงานกับตระกูลหนิวเป็นภรรยาเอกแทน เพราะฉะนั้นก่อนที่หลิวยวนจะตามหาให้ท่านพ่อยอมรับ อายุของเขาก็
มากแล้ว
ปัจจุบัน แม้หลิวยวนจะเป็นบุตรชายผู้สูงศักดิ์ของจวนเสนาบดี ทว่าลับหลังเขากลับถูกบรรดาคุณหนูที่ให้ความ
สำคัญกับชาติกำเนิดเป็นที่หนึ่ง นำไปนินทากันอย่างสนุกปาก
ยิ่งไปกว่านั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับชาติกำเนิดอย่างมาก นางไม่เคยลดตัวลงไปเสวนากับบ
คุณหนูลูกอนุ บัดนี้นางกลับจะแต่งงานกับบุรุษที่เติบโตในปั่าในเขา มีหรือที่ในใจของนางจะมีความสุขอย่างแท้จริง
เนื่องจากไม่สบอารมณ์จึงแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง เนื่องจากเรื่องเล็กน้อยจึงแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องใหญ่
ทั้งหมดนี้เป็นความถนัดขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ในเมื่อมีคนจับจ้องไปที่บุตรสาวภรรยาเอกของผู้ตรวจการจวนจื๋อ สายตาทุก
คู่ต่างเต็มไปด้วยการรอดูความซวยที่นางจะได้พบเจอ
ต้วนชิงหมิงเม้มปากเพียงเล็กน้อย ก้มหน้าลงนิดหน่อย ด้วยไม่คิดเอาตัวเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ ข้อแรก นางกับคุณ
หนูจวนจื๋อไม่คุ้นเคยกัน หากออกหน้าช่วยเหลือ บางทีอีกฝั่ายอาจไม่รับนํ้าใจ
ข้อสอง องค์หญิงจิ่นซิ่วจ้องเล่นงานนางมาตลอด ถ้าออกหน้าช่วยอาจทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้น หากหนักเข้าอาจ
เป็นข้ออ้างให้องค์หญิงจิ่นซิ่วใช้เป็นโอกาสเล่นงานกลับ
ดังนั้นช่างใจดูแล้ว เรื่องนี้มิเป็นประโยชน์กับต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย จึงไม่จำเป็นต้องออกหน้าช่วยเหลือ
ถึงแม้องค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นคนที่โหดเหี้ยมอำมหิต ทว่านางกลับมีใจจริงให้หลิวยวน จึงไม่สนใจฐานะชาติกำเนิดหรือ
สิ่งที่เขาเคยประสบมา ที่สำคัญคุณหนูจวนจื๋อมิได้ตำหนิองค์หญิงจิ่นซิ่วคงไม่น่าเกิดเรื่องขึ้นกับนาง
ถึงแม้องค์หญิงจิ่นซิ่วมิได้คิดยกโทษให้คุณหนูจวนจื๋อ แต่พอเห็นสายตาที่ร้อนรนของนาง องค์หญิงก็แสยะยิ้ม
บอกเป็นนัยให้สงบปากสงบคำอย่าได้คิดสร้างเรื่องอีก
เมื่อคุณหนูจวนจื๋อหันไปเห็นสายตาของต้วนชิงหมิงก็พลันเข้าใจความหมายที่นางต้องการสื่อ ทว่าดูเหมือนคุณ
หนูจวนจื๋อจะไม่เชื่อ
ในระหว่างที่ทุกคนต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ องค์หญิงจิ่นซิ่วพลอยหรี่ตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นแบบ
ปกติ เหมือนไม่มีความรู้สึกโกรธเคือง และพูดอย่างราบเรียบ “ใช่แล้ว อาจื๋อพูดไม่ผิด เปินกงรู้ดีว่าคุณชายหลิวเกิดในปั่า
ในเขา แต่กลับได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดีจากท่านแม่ ทั้งยังมีปณิธานที่ชัดเจนและมุ่งมั่น เสด็จพ่อชื่นชมคนเช่นนี้
และจะพระราชทานงานอภิเษกให้เปินกง!”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงได้ยินก็ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
นางรู้ว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วพูดเฉพาะเจาะจงไปที่หลิวยวน ทำให้นางแอบชำเลืองมองอย่างไม่พอใจ
หลิวยวนล่ะ? เขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เขายินดีแต่งกับองค์หญิงจิ่นซิ่วจริงหรือ?
แม้ว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะเป็นคนที่เหี้ยมโหดวางอำนาจบาตรใหญ่ แต่นางก็เป็นคนในราชวงศ์ที่เป็นหน้าเป็นตาของ
ต้าเซี่ย ดังนั้นนางคงไม่กล้าปันนํ้าเป็นตัวต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้
แต่จากคำพูดขององค์หญิงจิ่นซิ่วสามารถตีความได้สองนัยยะ หนึ่ง คือหลิวยวนตอบตกลงรับปากจะแต่งงานกับ
นาง สอง คือฝั่าบาทเห็นด้วยกับงานแต่งนี้
ที่สำคัญ ต้วนชิงหมิงยังคิดไม่ออก ว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วให้ไม้ไหนถึงบีบบังคับหลิวยวนได้
ในชั่วพริบตาเดียว ต้วนชิงหมิงแทบอยากพบหน้าหลิวยวนในตอนนี้ เพื่อจะถามความคิดของเขาว่าตอบรับงาน
แต่งงานไปแล้วหรือยัง?
สายตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้แยแสต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย แต่สายตาของนางกลับเหมือนถือไพ่เหนือกว่า และ
ไม่ยกลดตัวลงไปเสวนากับต้วนชิงหมิง
เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้ลงโทษอาจื๋อก็พลอยถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็พูดประจบยกยอหลิวยวนใน
ด้านดีอย่างระมัดระวัง และใช้โอกาสที่ทุกคนกำลังพักผ่อนอิริยาบถ เดินมาหยุดยืนหน้าต้วนชิงหมิง
อาจื๋ออายุราวสิบสามสิบสี่ ใบหน้าเรียวขาวหมดจด ดวงตากลมโต คิ้วดกดำ ดูแล้วงดงามดึงดูดสายตา ท่าทาง
ของนางคล้ายกับเชวียหนิงหรานที่นิสัยตรงไปตรงมา
อาจื๋อผู้นี้มาหยุดยืดเบื้องหน้านาง “ข้าชื่ออาจื๋อ เมื่อครู่ขอบใจเจ้ามาก!”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกถูกใจกับท่าทางที่จริงใจตรงไปตรงมาของอาจื๋ออยู่มิน้อย พลันยิ้มน้อยๆ ตอบกลับไปว่า “อาจื๋อ
ข้าชื่อต้วนชิงหมิง เรื่องเมื่อครู่มิต้องขอบใจข้าหรอก เพราะข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น!”
สายตาของอาจื๋อจึงเปล่งประกายออกมา นางหยักไหล่ผายมือ “เจ้าคิดว่าไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นหรือ แต่สำหรับ
ข้าแล้วกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว แต่พอได้เห็นสายตาที่ให้กำลังของเจ้านี่แหละถึงผ่านมาได้!”
พอต้วนชิงหมิงได้ฟังก็อมยิ้มมุมปาก… นิสัยของคุณหนูอาจื๋อผู้นี้ช่างเหมือนเชวียหนิงหรานอย่างไรอย่างนั้น!
อาจื๋อพูดต่อไปว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าชื่อต้วนชิงหมิง องค์หญิงจิ่นซิ่วตั้งใจเล่นงานเจ้ามาโดยตลอดเรื่องนี้ข้าย่อมรู้ดี ครั้ง
ก่อน องค์หญิงจิ่นซิ่วต้องการเล่นงานเจ้า ข้าได้แต่ยืนแอบอยู่ด้านข้างโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ เจ้าอายุน้อยกว่าข้าแต่
กลับมีความกล้าหาญยิ่งนัก คราวนี้เจ้าช่วยเหลือข้าไว้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก……”
อาจื๋อยื่นมือไปข้างหน้าพร้อมพูดอย่างจริงใจ “นับจากนี้ต่อไป เจ้าเรียกข้าว่าอาจื๋อ ข้าจะเรียกเจ้าว่าชิงหมิงแล้ว
กัน… พวกเรามาเป็นสหายที่ดีต่อกันดีไหม?”
“ได้สิ” ต้วนชิงหมิงอมยิ้ม
จากนั้นนางก็เอื้อมไปจับมือของอาจื๋อไว้อย่างแนบแน่น สตรีสองคนที่อายุห่างกันหลายปีต่างส่งยิ้มให้กันไปมา
อาจื๋อถามอย่างกังขา “ชิงหมิง ข้ารู้สึกสงสัยเหลือเกิน เหตุใดองค์หญิงจิ่นซิ่วถึงไม่โกรธข้า… หากเป็นยามปกติ
ปั่านนี้นางคงถลกหนังข้าไปแล้ว!”
ต้วนชิงหมิงสอดส่ายสายตาไปโดยรอบ กระซิบกระซาบว่า “อาจื๋อ อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก… เจ้าลองคิด
ดู หากองค์หญิงจิ่นซิ่วชอบพอคุณชายหลิวจากใจจริง ดังนั้นไม่ว่าชาติกำเนิด ชาติตระกูลหรือการเกิดในปั่าในเขาย่อม
มิได้สนใจ อีกอย่างไม่ว่าคุณชายหลิวจะผ่านอะไรมาก็ตาม ความจริงที่ว่าเขาเป็นบุตรชายอัครเสนาบดีย่อมไม่มีทาง
เปลี่ยนแปลงได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมอย่างอื่นหรอก……”