การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 741 อาจื๋อและอาหง (2)
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนพูดต่อไป “อาจื๋อไม่เคยได้ยินเรื่องที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกล่าวมา
ก่อนเลยหรือ ฝั่าบาทอนุญาตเห็นควรให้ทั้งสองแต่งกัน เจ้าลองคิดดู ฝั่าบาทตรัสคำไหนเป็นคำนั้น มีหรือที่ใครจะกล้า
สงสัยในฐานะของคุณชายหลิว?”
ต้วนชิงหมิงมิกล้าลงรายละเอียดลึกไปกว่านี้ นางแค่วิเคราะห์ความรู้สึกขององค์หญิงจิ่นซิ่วให้อาจื๋อฟังเท่านั้น
อาจื๋อได้ฟังก็ถอนหายใจยืดยาวออกมา แล้วยกมือขึ้นตีหน้าผากอยู่หลายครั้ง “เห้อ!ทำไมข้าถึงคิดเรื่องพวกนี้ไม่
ถึงนะ ยังต้องให้ชิงหมิงมาบอกอีก… เจ้าคิดว่าในหัวของข้ากับเจ้าทำไมคิดอ่านไม่เหมือนกันเลย”
ต้วนชิงหมิงยื่นมือไปจับแขนของอาจื๋อ พูดยิ้มๆ “ข้านับถือในความกล้าหาญของเจ้า ที่กล้าคิดกล้าพูด โโยไม่เกรง
กลัวล่วงเกินใครหน้าไหน!”
อาจื๋อหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา “เรื่องนี้ต้องโทษอาหง ที่นางทำให้ข้ากล้าพูดออกมา!”
ทันทีที่อาจื๋อพูดจบลง เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “โห อาจื๋อ เจ้าแอบมาฟั้องเรื่องข้าให้คุณหนูผู้งดงามคน
นี้ฟังเลยหรือ?”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก ถ้าเกือบไม่รอดเพราะเจ้านี่แหละรู้ไหม?” อาจื๋อพูดอย่างขัดเคือง
เสียงคนหัวเราะจากด้านหลังตอบเพียงว่า “ได้ๆๆ ๆ ข้ามันคนไม่ดี ตั้งใจทำร้ายเจ้าพอใจหรือยัง… ครั้งนี้เป็นความ
ผิดของข้าเอง อย่างนั้นเจ้าเอาหัวของข้าไปขอโทษองค์หญิงจิ่นซิ่วแล้วกัน!”
เมื่อสิ้นเสียง นางก็เดินอรชรก้าวย่างมาหยุดยืนเบื้องหน้าต้วนชิงหมิง กล่าวยิ้มๆ “ข้าชื่ออาหง เจ้าชื่ออะไรหรือ?”
“ข้าชื่อต้วนชิงหมิง เจ้าเรียกข้าว่าชิงหมิงก็ได้” นางตอบ
อาหงสวมชุดกระโปรงที่วิจิตรสีม่วง ใบหน้ารูปไข่เรียวยาว แววตาคู่นั้นเปล่งประกาย ให้ความรู้สึกอบอุ่นชิดเชื้อ
อย่างบอกไม่ถูก
เห็นได้ชัดเจน อาหงผู้นี้กับอาจื๋อไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน คนหนึ่งเปิดเผยตรงไปตรงมา อีกคนกลับเขินอายอ่อนโยน
สหายคู่นี้อยู่ด้วนกันย่อมช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
เมื่อได้ยินต้วนชิงหมิงบอกชื่อของนาง สตรีในชุดสีม่วงก็ตะลึงไปแวบหนึ่ง ก่อนยื่นมือออกพร้อมกับเผยยิ้มน้อยๆ
“ยินดีที่ได้รู้จัก!”
อาจื๋อรีบยกมือขึ้นขวางต้วนชิงหมิง กล่าวอย่างขัดเคือง “ชิงหมิง นางเป็นคนไม่ดี… พวกเราอย่าไปสนทนากับคน
แบบนี้เลย!”
“อาจื๋อ เจ้าทำแบบนี้ ข้ารู้สึกเสียใจเหลือเกิน” อาหงอดมิได้ที่จะยิ้มออกมา
ถึงแม้ปากจะบอกเสียใจ แต่ใบหน้าของอาหงกลับไม่มีความรู้สึกเสียใจปรากฏออกมาแม้แต่น้อย นางหันหน้ามา
อธิบาย “สถานการณ์เมื่อครู่นี้ เป็นไปอย่างที่ชิงหมิงกล่าวไว้ องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่มีทางลงโทษเจ้าหรอก… เจ้าก็รู้นี่ว่าองค์
หญิงไม่ได้ชอบข้า ตั้งแต่เรื่ององค์หญิงซือหลัวในคราวก่อน”
ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของอาหงพลันหุบลงในทันที ก่อนฝืนพูดออกมา “ดังนั้น ถ้าข้าเข้าไปออกหน้าพูดแทน
เจ้า คงทำให้เรื่องยุ่งเหยิงไปมากกว่านี้!”
อาหงพูดไปก็แอบชำเลืองมองต้วนชิงหมิงไป “ชิงหมิงก็คิดเช่นเดียวกันนี้ใช่หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา “ถูกต้องแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วก็มิหน้าชอบหน้า
ข้าเท่าไหร่นัก ข้าจึงไม่กล้าออกหน้าช่วยพูดแทน!”
คำตอบที่ออกมาจากใจจริงทำให้อาหงยิ้มขึ้น นางรู้สึกว่าต้วนชิงหมิงที่เจอคราวนี้ต่างจากคราวก่อนที่พบหน้า จน
อดไม่ได้ที่จะชื่นชมนาง!
อาจื๋อยืนบิดไปบิดมาด้วยท่าทางที่ยังไม่ให้อภัยอาหง “เชอะ… เจ้านี่ช่างเป็นคนทำตัวหน้าไม่อาย คำอธิบายแบบ
นี้ยังกล้าพูดออกมาได้… อย่างน้อยต้วนชิงหมิงก็ส่งสายตาปลอบใจให้ข้า ส่วนเจ้าไม่ทำอะไรเลยสักอย่างเดียว!”
อาหงกล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ “อาจื๋อเอ๋ย ทางที่ต้วนชิงหมิงยืนอยู่ตรงกับหน้าเจ้าพอดี ซึ่งองค์หญิงจิ่นซิ่วมอง
ไม่เห็น แต่ข้านั่งอยู่ตรงข้ามองค์หญิงพอดี ทุกการกระทำของข้า นางต่างเห็นอย่างชัดเจน… เจ้าลองนึกดูแล้วกัน ภายใต้
สถานการณ์เช่นนั้น หากข้ายื่นมีเข้าช่วยคงจะยุ่งเหยิงกว่านี้มิใช่หรือ?”
อาจื๋อครุ่นคิดดูราวกับว่าคำพูดของอาหงมีเหตุมีผลอยู่บ้าง จึงไม่คิดติดใจเอาความต่อไปแล้ว ก่อนจะปรายตาไปที่
อาหง “ชิชะ เจ้านี่ช่างพูดเสียเหลือเกิน ข้าเถียงสู้เจ้าไม่ได้ ส่วนชิงหมิงเป็นสหายของข้า มิใช่สหายเจ้า อีกอย่างนางอายุ
ยังน้อย หน้าย่อมบางเป็นธรรมดา ดังนั้นเจ้าอย่าได้คิดรังแกนางเหมือนที่รังแกข้า!”
ประโยคนี้เหมือนอาจื๋อกำลังดึงต้วนชิงหมิงไปเป็นพวกเดียวกัน
เมื่ออาจื๋อวางมาดปกปั้องต้วนชิงหมิง ด้านอาหงจึงฝืนยิ้มออกมา “อาจื๋อ เจ้าช่วงดูถูกความสามารถชิงหมิงเกินไป
แล้ว… ข้าเกรงว่าเราสองคนร่วมมือกันยังสู้ชิงหมิงไม่ได้เลย… เจ้าอย่าลืมสิ ครั้งนี้เจ้าพูดผิดเพียงประโยคเดียว ยังตื่นเต้น
กลัวตายปานนี้ แต่ครั้งก่อนชิงหมิงกลับกล้าหาญเถียงองค์หญิงจิ่นซิ่วคอเป็นเอ็น ไม่ยอมลดราวาศอก……”
อาจื๋อเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน “ชิงหมิง เจ้านี่ยอดเยี่ยมจริงเชียว!”
เป็นที่รู้กันทั่วในวังหลวง ครั้งก่อนที่ต้วนชิงหมิงเข้าวังหลวงมา อาจื๋อมีธุระจึงต้องขอตัวกลับก่อน ดังนั้นเรื่องที่เกิด
ขึ้นต่อจากนั้นจึงไม่ได้เห็นกับตา ในเวลานี้อาหงเอ่ยอ้างขึ้น อาจื๋อจึงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก!
“อาจื๋ออย่าได้ฟังอาหงพูดไปเรื่อยเลย ข้าไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นหรอก เรื่องครั้งก่อนข้าถูกต้อนจนมุม ถ้าไม่หาทาง
รอดจนไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก”
เมื่อคิดถึงเรื่องคราวก่อนขึ้นมา ต้วนชิงหมิงกลับคิดหลายๆ เรื่องขึ้นมาพร้อมกัน จนมิอยากเอ่ยพูดอะไรทั้งสิ้น
นางมองซ้ายทีขวาทีและเอ่ยขึ้น “พวกเราไปหาที่นั่งทางโน้นดีกว่า ยืนมานานเกินไปแล้ว อาจื๋อไม่เห็นหรือว่าอาหง
เหนื่อยเพียงใด?”
อาหงผู้นี้แม้ดูอรชรงดงาม แต่ร่างกายของนางไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิด การยืนเป็นเวลานานอาจทำให้นางทนมิไหว
อาจื๋อเข้าใจคำพูดต้วนชิงหมิงที่กล่าวมา จึงรีบคว้าแขนนางไปหาที่นั่ง พร้อมกับพูดว่า “อาหง เจ้าก็มานั่งเถอะ มิ
อย่างนั้นเป็นลมเป็นแล้งไป ข้าไม่ช่วยเจ้าหรอกนะ!”
อาหงไอกระแอมอยู่หลายครั้ง “ได้ๆๆ โทษข้าทุกอย่างไปเลย ข้ามันคนไม่ดีนี่หน่า”
ในระหว่างที่อาหงเดินตามหลังพวกนางอยู่นั้น ต้วนชิงหมิงหันหลังแวบเห็นอาหงกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าบังปาก จาก
นั้นแอบขยำใส่เข้าไปในช่องกระเปั๋าด้านในเสื้อ
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วด้วยความฉงน อาหงผู้นี้เหมือนมีพิษที่คอยกำเริบอยู่ในร่างกายเป็นระยะ แม้จะไม่อันตราย
ถึงชีวิต แต่มันจะค่อยๆ ทำลายสุขภาพของนางอย่างช้าๆ จนสิ้นใจ
ต้วนชิงหมิงอยากเอ่ยถามว่าพิษที่นางโดนมานั้นคือพิษอะไร และอยากถามถึงเรื่องที่พวกนางเอ่ยถึงองค์หญิงซือ
หลัว… ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่พบหน้าอาจื๋อและอาหง จึงยังไม่ได้รู้สึกสนิทสนมกันถึงเพียงนั้น หากเอ่ยถามขึ้นคงเป็นการไม่
บังควร อีกทั้งคุณหนูแต่ละคนต่างมีปัญหาที่ยากจะบอกเล่าให้คนอื่นเข้าใจ บางเรื่องจึงไม่ได้ขึ้นอยู่ว่ารู้หรือไม่ แต่เป็นว่ารู้
เรื่องเข้าแล้ว กลับช่วยเหลืออะไรไม่ได้แม้แต่น้อย
ทันใดนั้น มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังบรรดาคุณหนู เป็นเสียงที่คุ้นเคยเหลือเกิน “จิ่นซิ่ว งานเลี้ยงวันเกิดของเจ้า
วันนี้ ข้าพาอวี้หลัวมาร่วมงานด้วย!”
จิ่นซิ่ว?
อวี้หลัว?
ทั้งสองมีฐานะสูงศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง ในต้าเซี่ยแห่งนี้การเรียกชื่อตรงๆ โดยไม่ใส่ยศถาเข้าไปด้านหน้าแทบจะไม่
ค่อยได้ยิน ส่วนเสียงที่คุ้นเคยนั้นทำให้ต้วนชิงหมิงอยากรู้ว่าเป็นเสียงของผู้ใดกันแน่
นึกไม่ถึงว่าเจ้าของเสียงนั้นจะเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋!
เหยียนหลิ่งอวี๋กลับมาแล้ว!
ยังไม่ทันที่ต้วนชิงหมิงจะหันกลับไปมอง ก็ได้ยินอาหงกระซิบกระซาบขึ้นมา “องค์ชายสามมาแล้ว… ได้ยินว่าเขา
กับองค์หญิงอวี้หลัวหมั้นหมายกันไว้แล้วด้วย!”
อาหงกำลังอธิบายเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของนางให้อาจื๋อกับต้วนชิงหมิงได้ฟัง ส่วนต้วนชิงหมิงกลับตัวสั่นเครือจุกคอจน
พูดมิออก
ทางด้านอาจื๋อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “องค์หญิงอวี้หลัวที่มาจากต่างแคว้นนั้น หน้าตาก็ไม่สวยแถมไม่มีความ
อ่อนโยนเยี่ยงกุลสตรี ถือดีอะไรมาแต่งกับองค์ชายสาม?”
อาหงหันหน้ามาตอบเสียงแหบแห้ง “ก็ถือดีที่นางเป็นองค์หญิงนะสิ…”
สีหน้าดูถูกดูแคลนหยามเหยียดของอาจื๋อถึงกับถอดสีในทันใด