การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 744 ประเดี๋ยวเดียวก็เป็นห่วงเป็นใยแล้วหรือ?
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 744 ประเดี๋ยวเดียวก็เป็นห่วงเป็นใยแล้วหรือ?
เหตุการณ์เมื่อครู่ หากต้วนชิงหมิงหลบไป หงเว่ยหยังต้องถูกศอกนั้นจนล้มลงฟุบไปกับพื้นแน่นอน
องค์หญิงอวี้หลัวมิกล้าทำให้หงเว่ยหยังได้รับบาดเจ็บจริงหรอก นางแค่ต้องการใช้โอกาสทำให้ต้วนชิงหมิงอับอาย
เป็นที่หัวเราะเยาะของทุกคนในงาน
การเอาคืนขององค์หญิงไม่ผิดหรอก แต่น่าเสียดายที่นางประเมินค่าต้วนชิงหมิงตํ่าเกินไป
ต้วนชิงหมิงรู้ทันความคิดของนางจึงไม่ยอมหลบไป อีกทั้งสายตาของคนในงานต่างจับจ้องด้วยความเข้าใจที่มาที่
ไป ไม่ใช่คุณหนูต้วนคิดเกินเลยต่อเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่เพราะองค์หญิงอวี้หลัวที่อยู่ข้างกายเหยียนหลิ่งอวี๋ต่างหากที่เห็นต้
วนชิงหมิงขัดหูขัดตา
ดูจากการกระทำขององค์หญิงอวี้หลัวแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าผูกมิตรและเชื่อใจนางอีกแล้ว
ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงใช้วิธีที่เป็นฝั่ายถูกกระทำ ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวอึ้งจนพูดมิออก ไม่รู้จะอธิบายแก้ตัวกับเหยี
ยนหลิ่งอวี๋อย่างไร
หงเว่ยหยังมองต้วนชิงหมิงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง นางครุ่นคิดอยู่เป็นร้อยๆ รอบ ว่าทำไมต้วนชิงหมิงต้องเข้ามาปก
ปั้องนางจากองค์หญิงอวี้หลัวเอาไว้ด้วย
หงเว่ยหยังได้แต่ถอนหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับต้วนชิงหมิง ทั้งความเฉลียวฉลาด หลักแหลม นึกถึงส่วนรวมเป็น
หลัก จนบางครั้งทำให้คนอื่นมิอาจเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนางได้
แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครปฏิบัติต่อหงเว่ยหยังเช่นนี้มาก่อน ในใจของนางพลันเกิดความซาบซึ้งใจขึ้นอย่างบอก
ไม่ถูก
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงมองมาด้วยใบหน้าเปือนยิ้ม หงเว่ยหยังจึงเข้าไปจับมือ พูดจากใจจริง “ชิงหมิง เรื่องเมื่อครู่
ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ ขอบคุณที่ช่วยปกปั้องข้าไว้ ขอบคุณที่ทำให้ข้ามีความมั่นใจขึ้น”
ต้วนชิงหมิงก็กุมมือหงเว่ยหวังแนบแน่นเช่นกัน
มีบางเรื่องแค่พูดก็ผ่านไปแล้ว มีบางเรื่องแค่ทำคนอื่นก็เข้าใจแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า
ทำอะไรให้คนอื่นมากน้อยเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าทำแล้วอีกฝั่ายประทับใจมากน้อยเพียงใดต่างหาก
สรุปแล้ว การทำให้ใครสักคนเชื่อจากใจจริง ไม่ใช่สิ่งทำได้ง่ายดายเลย
บรรดาคุณหนูในงานต่างหันไปพูดกันไปต่างๆ นานา ตรงที่เหยียนหลิ่งอวี๋กับองค์หญิงอวี้หลัวยืนอยู่ ด้านองค์หญิง
จิ่นซิ่วก็คอยสำทับไปบ้าง ต่อให้เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยากจะควบคุมก็ยืนนิ่งรับฟัง โดยไม่โต้ตอบแต่อย่างใด
ส่วนต้วนชิงหมิงกับหงเว่ยหยังที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ ต่างจับมือกันกระซิบกระซาบกันไปมา ราวกับบรรยากาศ
รอบตัวที่เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับพวกนางแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ใช้ศอกชนเมื่อครู่ ต้วนชิงหมิงยังมิได้สบตาโดยตรงกับเหยียนหลิ่งอวี๋
เนื่องจากสายตาของเขาจับจ้องไปที่องค์หญิงอวี้หลัวตลอด จึงทำให้มองไม่เห็นต้วนชิงหมิงที่อยู่ในฝูงชน หรือไม่ก็
เห็นแล้วแต่ทำเป็นมองไม่เห็น
คงมีเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้เดียวที่รู้ว่าตัวเขาเองต้องใช้แรงมากเพียงใด ที่จะจับมือองค์หญิงอวี้หลัวไม่ให้หลุด ที่
สำคัญต้องใช้แรงควบคุมเพียงไร ถึงบังคับให้ขาทั้งสองข้างไม่ก้าวเดินไปหาต้วนชิงหมิง
ในสถานการณ์เช่นนี้ เขามิอาจหาวิธีใดเดินเข้าไปใกล้และปกปั้องต้วนชิงหมิงได้เลย แม้แต่คำพูดสักประโยคก็ยัง
ไม่ได้เอ่ยขึ้นเลย อย่างไรก็ตาม ทางที่เดินยังทอดยาวต่อไป ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก บางอย่างบางเรื่องตอนนี้ยังไม่ใช่
เวลาของมัน!
สีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวที่เปือนรอยยิ้มอยู่ตลอด คงมีเพียงนางที่รู้ว่าการแสร้งยิ้มออกมา ต้องเหน็ดเหนื่อย
มากมายเพียงใด
เมื่อครู่องค์หญิงอวี้หลัวต้องการเปิดศึกกับต้วนชิงหมิง ข้อแรกเพื่อระบายความแค้นที่ต้องอับอาย ข้อสองเพื่อเปิด
สงครามกับเหยียนหลิ่งอวี๋
ไม่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะชอบหรือไม่ชอบ องค์หญิงอวี้หลัวจะไม่มีทางให้ฝั่ายตรงข้ามอยู่อย่างสงบสุข`
อันที่จริง องค์หญิงอวี้หลัวนึกว่าการทำเช่นนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องโกรธจนลมออกหูจนเสียอาการ แต่นี่อะไรกัน ไม่
ว่านางจะใช้แผนการไม้ไหนก็ตาม เหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ข้างกายขององค์หญิงอวี้หลัวตลอด กลับสงบนิ่งโดยใช้แววตามอง
ประหนึ่งเห็นคนน่ารังเกียจ
ในใจขององค์หญิงอวี้หลัวเปียมล้นด้วยความผิดหวัง
ระหว่างที่องค์หญิงอวี้หลัวคิดยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบๆ ผหมดนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างกายได้เผยยิ้มให้
นาง… องค์หญิงอวี้หลัว การเปิดศึกในครั้งนี้ ข้ารับไว้แล้ว
แม้ว่าเพียงแค่ส่งสายตา แต่องค์หญิงอวี้หลัวกลับเข้าใจทุกอย่าง ภายในใจของนางพรั่งพรูความรู้สึกที่อธิบายไม่
ถูก… สุดท้ายเหยียนหลิ่งอวี๋ก็เลือกนั่งดูโดยไม่ทำสิ่งใด
เขาหันหน้ากลับมามองอย่างช้าๆ เป็นการตอบตกลงรับศึกจากนาง ต่อไปเจาจะเริ่มเอาคืนบ้างแล้ว!
องค์หญิงอวี้หลัวแอบกวาดสายตามองหาต้วนชิงหมิงที่อยู่ห่างออกไป แววตานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและ
เย็นชา ราวกับนางต้องการเปิดศึกกับต้วนชิงหมิงด้วยอีกคน
ต้วนชิงหมิงสัมผัสได้ถึงพลังที่แก่กล้าจากสายตาขององค์หญิง นางจึงหันกลับไปแสยะยิ้มมุมปากให้กับองค์หญิง
เป็นการตอบแทน
รอยยิ้มที่เย็นชาไร้ความรู้สึกของเหยียนหลิ่งอวี๋ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวตะลึงไปชั่วครู่
เมื่อนางหันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ บรรดาคุณหนูที่อยู่ในงานต่างร้องกันออกมาด้วยความดีใจ… ใช้เพียงคำพูด
ประโยคหนึ่งและสายตาที่มองเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้
องค์หญิงอวี้หลัวได้แต่มองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยรอยยิ้ม
แต่พอเหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยขึ้นอีกประโยค องค์หญิงจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด “ที่แท้พวกเจ้าเป็นห่วงเป็นใยข้าจากใจ
จริง จนข้ารู้สึกซาบซึ้งตามไปด้วย!”
บรรดาคุณหนูในงานต่างโหร้องด้วยความจริงใจออกมาอีกครั้ง
ต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่นอกกลุ่มคุณหนูได้เงยหน้าขึ้นมาส่งสายตาสอดประสานเข้ากับเหยียนหลิ่งอวี๋โดยบังเอิญ
แค่เพียงสบสายตาในเพียงชั่วครู่ เลือดลมในตัวของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็สูบฉีดไปมาทั้งตัว
นั่นเป็นสายตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความทุกข์ยากลำบากมาอย่างทุลักทุเล
ต้วนชิงหมิงหันหลังกลับมาเดินเข้าไปประกบด้านหลังของเหยียนหลิ่งอวี๋ เขายกฝั่ามือไปจับมือของนางเอาไว้ โดย
ไม่ได้เอ่ยคำใด
ภายในจิตใต้สำนึก เหยียนหลิ่งอวี๋กุมมือของต้วนชิงหมิงเอาไว้ จนกระทั่งนางรู้สึกเสียใจขึ้นมา
จากนั้นไม่นาน มีมืออีกข้างหนึ่งที่อบอุ่นไม่เท่ามือของต้วนชิงหมิง ยื่นมาจับมือของเขาเอาไว้ จนเหยียนหลิ่งอวี๋
รู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก เขาอยากสะบัดมือขององค์หญิงอวี้หลัวให้หลุดจนใจแทบขาด กระนั้นองค์หญิงอวี้หลัวที่เตรียมตัว
มาดี กลับจับมือของเขาพลิกไปสัมผัสหน้าอกของนาง จากนั้นนางร้องเสียงสูงจนแสบแก้วหูของเหยียนหลิ่งอวี๋ “แค่
ประเดี๋ยวเดียวก็เป็นห่วงเป็นใยขึ้นมาแล้ว? เหอะๆๆ ๆ เอายังไงดี ข้ารู้สึกเกลียดคนอย่างเจ้าแล้วเหยียนหลิ่งอวี๋… เจ้า
เป็นคนที่แสดงละครเก่งมิใช่หรือ อย่างนั้นให้ข้าบอกเจ้าแล้วกัน ที่จริงแล้วข้าแสดงละครเก่งกว่าเจ้ายิ่งนัก วันนี้พวกเรา
มาตัดสินใจแพ้ใครชนะไปเลยดีกว่า!”
เหยียนหลิ่งอวี๋หันจ้ององค์หญิงอวี้หลัวอย่างไม่คาดสายตา ก่อนจะยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยขึ้น
นางรู้สึกหายใจเริ่มไม่ทั่วท้องขึ้นมา ที่เห็นรอยยิ้มนั้นจนเสียอาการไปอีกครั้ง