การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 748 ไม่โกรธเกลียด แต่ไม่ให้อภัย
องค์หญิงอวี้หลัวรู้ตัวว่าชิงตั๋วกำลังโทษนางที่หาวิธีเอาคืนเหยียนหลิ่งอวี๋ โดยใช้ต้วนชิงหมิงเป็นเหยื่อ แต่ฟั้าดิน
ย่อมรู้ นางแค่อยากกำจัดเหยียนหลิ่งอวี๋เพียงเท่านั้น มิได้ตั้งใจทำให้ต้วนชิงหมิงต้องถึงแก่ความตาย
บัดนี้ เกิดเรื่องขึ้นกับต้วนชิงหมิง องค์หญิงอวี้หลัวจึงต้องก้มหน้ารับกรรมไปโดยปริยาย
นางหลับตาลงด้วยความรู้สึกเสียใจอยู่พักใหญ่ ก่อนพูดขึ้นว่า “เสด็จพี่สาม… เรื่องนี้จะโทษน้องไม่ได้นะ!”
เพราะเรื่องนี้ องค์หญิงอวี้หลัวก็ถูกบีบอย่างเลือกไม่ได้ แต่ประโยคนี้นางจะพูดออกมาได้อย่างไร
ต่อให้พูดออกมาแล้วก็ดูไร้ประโยชน์ อีกอย่างหากองค์หญิงอวี้หลัวบอกความจริงกับชิงตั๋ว เสด็จแม่ของนางอาจมี
ภัยมาถึงชีวิตได้
เพราะฉะนั้น ประโยคนี้จึงเอ่ยขึ้นได้เพียงในใจ มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นเสียง
ชิงตั๋วดูเหมือนไม่มีกระจิตกระใจฟังสิ่งที่อวี้หลัวพูดออกมา สำหรับเขานั้น เรื่องบางเรื่องหากทำผิดไปแล้วก็คือผิด
จะให้แก้ตัวปกปิดอย่างไร ก็มิอาจทดแทนขึ้นมาได้อีก
ดังนั้นชิงตั๋วเลือกจะไม่ให้อภัยองค์หญิงอวี้หลัว
ก่อนที่ชิงตั๋วจะหันหลังจากไป ได้พูดอย่างไร้เยื่อใยกับองค์หญิงอวี้หลัว “พี่ไม่มีทางโกรธเกลียดหรอก แต่ไม่มีทาง
ให้อภัย!”
องค์หญิงอวี้หลัวรู้ตัวทันทีว่าชิงตั๋วไม่มีทางให้อภัยนางอย่างแน่นอน จึงได้แต่มองเขาเดินจากไปด้วยตาละห้อย
ในมือขององค์หญิงอวี้หลัวกำชายเสื้อขยี้ไปมาด้วยความโกรธเคือง กระทั่งพูดอะไรไม่ออก
พวกเขาเคยพี่น้องที่สนิทกันจนมองตาก็รู้ใจ แต่บัดนี้สิ่งเหล่านั้นเหมือนมลายหายไปแล้ว
ชิงตั๋วหันหลังเดินจากไป โดยทิ้งองค์หญิงอวี้หลัวยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม
บรรยากาศในงานต่างมีเสียงอำลาขอตัวกลับของบรรดาคุณหนู ที่แสร้งปันหน้ายิ้มแย้มเพื่อเข้าสังคม งานเลี้ยงที่
หรูหราสิ้นสุดเร็วกว่าที่คาดคิดไว้มาก จนเหลือองค์หญิงอวี้หลัวยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางงาน
ปลายฤดูหนาว ต้นฤดูร้อนสายลมเย็นๆ พัดผ่านจนองค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
นํ้าตาขาวบริสุทธิ์เอ่อรื้นขึ้นมาจนล้นเบ้า ร่วงหล่นลงไปยามหลับตา
องค์หญิงจิ่นซิ่วเดินออกไปส่งองค์ชายชิงตั๋วหน้าตำหนัก “องค์ชายชิงตั๋วเดินทางปลอดภัย… เอ๊ะ ทำไมองค์ชายไม่
กลับพร้อมอวี้หลัวละ?”
คำถามที่เอ่ยโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงได้รับคำตอบอย่างไม่ตั้งใจกลับมา “อวี้หลัวอยากอยู่พูดคุยกับองค์หญิงนะสิ… ข้า
ต้องขอตัวกลับก่อน”
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วส่งแขกเสร็จแล้วหันมาเห็นองค์หญิงอวี้หลัวยังยืนอยู่ที่เดิม นางจึงยิ้มอย่างอดเสียมิได้ “เสด็จพี่
สามของเจ้าทำไมไม่อยู่เป็นเพื่อนเจ้าละ?”
องค์หญิงอวี้หลัวจ้องตาแข็ง สวนกลับเสียงเรียบ “เหยียนหลิ่งอวี๋ก็มีธุระกลับไปก่อนเหมือนกันนิ ข้าแค่รออำลา
จิ่นซิ่วก็จะกลับแล้ว… ขอบใจที่เชิญมางานเลี้ยงในวันนี้… จิ่นซิ่ว ข้าต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว!”
เมื่อนางกล่าวจบก็ย่อตัวแสดงความเคารพ จากนั้นรีบเดินออกจากประตูตำหนักไป เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
ทำให้นางอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง นางจึงอยากออกไปให้เร็วที่สุด จะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับอะไรทั้งนั้น
ทันทีที่องค์หญิงอวี้หลัวเดินออกจากตำหนักไปแล้ว มีเงาของนางกำนัลเดินตามหลังมาอย่างรวดเร็ว ไม่นานเมื่อ
รอบข้างไม่มีคนแล้ว นางกำนัลจึงพูดขึ้นว่า “เสด็จพี่สามจากไปไปแล้ว… เหตุใดองค์หญิงถึงไม่ตามไปละเพคะ?”
นางกำนัลเป็นคนขององค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย หน้าที่ของนางคือตามติดองค์หญิงอวี้หลัวและองค์ชายชิงตั๋ว
ทุกการกระทำทุกคำพูด
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวได้ยินเช่นนั้น พลันโมโหขึ้นมาอย่างสุดขีด “ตาม ตาม… ตามเขาไปทำอะไรล่ะ เจ้าไม่รู้หรือ
เขาชังนํ้าหน้าข้าขนาดไหน เขาไม่ชอบให้ข้าเข้าไปแนบชิด รังเกียจที่ข้าเล่นงานเหยียนหลิ่งอวี๋ จนทำให้แผนการของเขา
ฟังไม่เป็นท่า… เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ!”
นางกำนัลคนนี้ถึงกับผงะถอยหลังไป เพราะไม่เคยไม่เห็นองค์หญิงอวี้หลัวแสดงท่าทางเหี้ยมโหดอำมหิต จนพลัง
ร้ายแผ่ซ่านรอบตัวเช่นนี้มาก่อน นางมองซ้ายทีขวาทีและข่มใจพูดขึ้นว่า “องค์หญิง… เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบ่าวนะเพค่ะ”
องค์หญิงอวี้หลัวปรายตามองอย่างเลือดเย็น เอื้อนเอ่ยอย่างเย็นชา “ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้ารู้อีกว่าองค์
ชายใหญ่กำลังข่มขู่ข้า จึงไม่ใช่ความผิดของเจ้า… แต่รู้ทั้งรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน ยิ่งพยายามเท่าไหร่ก็ไม่
สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ จุดจบแบบนี้จะให้รู้สึกอย่างไรได้!”
นางกำนัลในวังใช้สายตาที่กังขามองดู พลางเอ่ยถามโดยไม่ได้ตั้งใจ “จุดจบแบบนี้… จะรู้สึกอย่างไรเพคะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวจ้องมองนางกำนัลคนนั้นอยู่นานสองนาน จากใบหน้าที่ซีดขาว กลับแทนที่ด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
จากนั้นนางได้สาวเท้าเข้าไปจับแขนของนางกำนัลโดยไม่ทันตั้งตัว องค์หญิงแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา พร้อมพูดอย่าง
เคียดแค้น “จับฆ่า!”
องค์หญิงอวี้หลัวพูดจบลงแล้ว ดันกลิ้งลื่นลงจากบันไดหลายขั้น
ส่วนนางกำนัลคนนั้นยังตกใจตาค้างกับสิ่งที่เจอ จนเข่าอ่อนฟุบลงไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง
ด้านหลังนางกำนัล มีเสียงต่อว่าขององค์หญิงจิ่นซิ่วดังขึ้น “นางกำนัลคนนี้จิตใจชั่วร้าย บังอาจผลักองค์หญิงล้ม
ลงไป… ทหารจับตัวนางไว้!”
บรรดาทหารหาญในวังต่างชักดาบจ่อคอ และคุมตัวนางกำนัลไว้
องค์หญิงอวี้หลัวสลบลงไปอยู่บนขั้นบันได องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงสั่งให้คนไปตามหมอหลวงมาโดยด่วน
เนื่องจากองค์หญิงอวี้หลัวได้รับจากกระทบกระเทือนทางจิตใจ ผสมกับกลิ้งตกจากบันไดลงมา จึงมีเลือดคลั่งอยู่
ในหัว
ถึงแม้จะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ทำให้ความทรงจำของนางที่มีทั้งหมดหายไปชั่วคราว
หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายวัน ข่าวคราวขององค์หญิงอวี้หลัวถึงเป็นที่รับรู้กันทั่ว แต่คนที่ตกอยู่ในอันตราย
ความเป็นความตายอีกคนก็คือต้วนชิงหมิงที่อั้นเยวี่ยเข้าไปช่วยเหลือออกมา
ต้วนชิงหมิงที่นอนแน่นิ่งเพียงแค่หนึ่งชั่วยาม แต่นางเหมือนได้กลับไปเกิดมาแล้วหลายภพชาติ
บาดแผลของนางเหมือนถูกคำสาปเข้า ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด และไม่รู้จะรักษาด้วยวิธีการใด
ระหว่างนั้น เลือดจากตัวต้วนชิงหมิงยังหยดออกมาทีละหยด เป็นสีดำสนิทประหนึ่งนํ้าหมึกที่ใช้เขียนอักษร จน
กระทั่งอิฐที่ปูพื้นกลายซึมจนเป็นสีดำสนิทตามไปด้วย
อั้นเยวี่ยได้แต่ขมวดคิ้วจ้องมองผืนเลือดสีดำที่ไหลเจิ่งนองบนพื้น
เห็นชัดๆ ว่าเป็นบาดแผลถลอกเพียงเล็กน้อย กลับมีเลือดไหลออกมามิหยุด อั้นเยวี่ยต้องทำอย่างไรถึงจะห้าม
เลือดไว้ได้
จากนั้นมีหมออีกท่านหนึ่งเดินออกมาจากห้องของต้วนชิงหมิง เขาส่ายหน้าให้กับต้วนเจิ้งและอั้นเยวี่ยที่รอคอย
อยู่ในห้องโถง
มีหมอมาแล้วสิบเอ็ดคน จากทั้งหมดสิบเอ็ดร้าน ต่างวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว แม้จะปฏิเสธการรักษา แต่
เหตุผลที่ให้มานั้นเหมือนกันทุกคน คือเป็นยอดยาพิษที่มิอาจหาสาเหตุและยามารักษาได้
ตู้ชิงหรวนหน้าถอดสีนั่งลงด้านข้างต้วนเจิ้ง ดวงตาของนางจับจ้องไปที่ประตูห้องของต้วนชิงหมิง ที่กำลังนอน
ทรมานเหมือนตายทั้งเป็น โดยที่นางมิอาจช่วยเหลืออะไรได้เลย
หลังจากนั้นมีหมออีกคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องต้วนชิงหมิง แววตาของตู้ชิงหรวนเปียมไปด้วยความหวัง แต่
หมอกลับส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ทำเอาความหวังแปรเปลี่ยนเป็นสิ้นหวังแทน