การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 758 องค์ชายปีนข้ามกำแพงมา (1)
ถึงแม้จะฟังบทสนทนาของตู้ชิงหรวนกับชุนถาวไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ชิงหนิงรู้ว่าตู้ชิงหรวนจะหาหญ้าวิเศษมาช่วย
ชีวิตต้วนชิงหมิงให้ได้ ทำให้นางเกิดนับถือตู้ชิงหรวนมากยิ่งกว่าเดิม
ตอนนี้ ชุนถาวออกไปหาหญ้าวิเศษแล้ว ถ้าอย่างนั้นชีวิตของต้วนชิงหมิงก็อาจมีความหวัง
ชิวหนิงผินหน้ามองท้องนภาที่กว้างใหญ่ พลันถอนหายใจอย่างเชื่องช้าแผ่วเบาออกมา
เมื่อเห็นมองดูจนพอใจแล้ว ชิวหนิงได้เดินกลับเข้าไปในห้องตามเดิม
ภายในห้องเงียบงันจนน่ากลัว มีเพียงเสียงสายลมพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นลงพื้นมิหยุดหย่อน
ชิวหนิงเดินเข้ามาด้านใน ในขณะที่ชุนถาวออกไปแล้ว บ่าวใช้ในเรือยต่างทำงานตามหน้าที่ของตน โดยไม่ได้คิด
ว่าจะแอบอู้งานตอนที่ต้วนชิงหมิงสลบไสลไป
สิ่งที่ชิวหนิงคาดคิดไม่ถึงได้เกิดขึ้น ระหว่างที่นางเดินออกมาทอดสายตามองท้องนภาเมื่อครู่นี้ ต้นไม้สูงที่คํ้าเรือน
เอาไว้เกิดสั่นขึ้นมา จนใบไม้กองใหญ่ร่วงหล่นลงมา นางสังเกตเห็นใบไม้เหล่านั้นยังเขียวสด มิใช่ใบไม้สีเหลืองที่ควรจะ
ร่วงลงมาก่อน
จากนั้นชายชุดดำได้โรยตัวลงมาจากต้นไม้สูง เขามองเข้าไปในห้องที่ต้วนชิงหมิงนอนไม่ได้สติ จากนั้นเร่งฝีเท้า
ตามทางไล่ตามทางที่ชุนถาวจากไป
ชายชุดดำคนนั้นจากไป พร้อมกับใบไม้สีเขียวสดกองโตกลบใบไม่เหลืองจนหมด
ภายในเรือนกลับมาเงียบสงบดังเดิม โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าที่นี่เกิดเรื่องใดขึ้นมาบ้าง แม้กระทั่งการปรากฏตัวของ
ชายชุดดำเมื่อครู่ ก็ยังไม่ทราบเปั้าหมายการมาของเขาเลย
ต้วนชิงหมิงที่นอนสลบไสลอยู่ในห้อง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กำลังกรอกยาที่เย็นลงหน่อยเข้าปากนางอย่างช้าๆ
บรรยากาศภายในห้องมีความรู้สึกแปลกประหลาดยิ่งนัก ราวกับในใจของทุกคนมีลางสังหรณ์บางอย่างเกิดขึ้นเห
มือนๆ กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามิอยากให้มันเกิดขึ้นเลย
เยวี่ยเจียคอยยืนดูแลต้วนชิงหมิงอยู่ข้างกาย และบางครั้งก็สบสายตากับชิวหนิงโดยบังเอิญ ทั้งสองคนต่างหัน
มองไปทางอื่นในทันที ราวกับไม่อยากให้อีกฝั่ายเห็นนํ้าตาที่เอ่อคลอเบ้า
จนถึงเวลานี้ ต้วนชิงหมิงยังไม่มีที่ท่าได้สติสัมปชัญญะขึ้นมา ใบหน้าที่ซีดขาวของนางเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วง
ภวังค์อันยาวนาน
จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด จู่ๆ เยวี่ยเจียถอนหายใจพร้อมกับนํ้าตาได้รินไหลออกมา
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบควักผ้าเช็ดหน้ายื่นให้เยวี่ยเจียซับ จากนั้นบอกให้นางควบคุมอารมณ์ให้นิ่งเอาไว้
เยวี่ยเจียพยักหน้ารับรู้ แต่นํ้าตาเจ้ากรรมมิฟังเสียงของหัวใจยังคงรินไหลอยู่ออกมา นางเข้าโผกอดเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
ร้องไห้โฮออกมา “พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ หากคุณหนูไม่อยู่แล้ว พวกเราจะใช้ชีวิตกันยังไง?”
บรรดาบ่าวใช้ต่างเห็นต้วนชิงหมิงเป็นที่พึ่งของพวกนางไปแล้ว หากตอนนี้นางเป็นอะไรไป เยวี่ยเจียไม่รู้ว่าจะทำ
อย่างไรต่อดี
สายตาเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็มีนํ้าตาคลอเบ้าไม่ต่างกัน นางเอื้อมมือไปตบไหล่ของเยวี่ยเจียอย่างเบามือ และพูดปลอบว่า
“เยวี่ยเจียเจ้าวางใจได้ คุณหนูเป็นคนดีจะต้องไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างแน่นอน”
เยวี่ยเจียร้องไห้ฮือๆ ด้วยความหวังอันริบหรี่ ไม่ว่าคำปลอบประโลมใจคำใด ล้วนแล้วแต่ทำให้ใจของนางเศร้า
สร้อยขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นเยวี่ยเจียร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็กลั้นนํ้าตาของนางไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ด้วยนางรับใช้ต้วน
ชิงหมิงมาเป็นเวลานาน จึงเข้าใจว่าหากต้วนชิงหมิงฟืนขึ้นมาเห็นพวกนางเศร้าสร้อย ย่อมไม่ดีใจอย่างแน่นอน ในฐานะ
หัวหน้าบ่าวใช้ข้างกายต้วนชิงหมิงแล้ว ยังไม่สิ้นความหวังสุดท้ายก็อย่าเพิ่งทิ้งมันไป
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถอนหายใจก่อนเอ่ยขึ้น “เอาล่ะเยวี่ยเจีย อย่าร้องไห้ต่อไปอีกเลย หากคุณหนูได้สติขึ้นมาเห็นพวก
เราอยู่ในสภาพเช่นนี้ มีหวังต้องเอ็ดพวกเราเป็นแน่… หากอีกฝั่ายมาเห็นพวกเราในสภาพเสียใจสิ้นหวังแบบนี้ ต้องดีใจ
มากเป็นแน่!”
เยวี่ยเจียยังคงซบอยู่ในอ้อมอกของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อยู่อย่างนั้น “พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ข้าก็ไม่ได้อยากร้องไห้ฟูมฟายหรอก
แต่ข้าคัดจมูก ดวงตาก็คุมนํ้าตาไว้ไม่อยู่ จึงไหลรินลงมามิหยุด”
คำพูดของเยวี่ยเจียทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อดขำออกมาเสียมิได้ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงพูดว่า “เจ้านี่นะ เพราะเสียใจหนัก
มาก ที่กลัวจะเสียคุณหนูไป ถึงได้เสียใจฟูมฟายมากถึงเพียงนี้”
เยวี่ยเจียยืนตัวขึ้นตรงหันไปพูดกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “ไม่ใช่หรอก คุณหนูต้องไม่เป็นอะไร… ต้องไม่เป็นอะไร!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เอ่ยเพียงว่า “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าคุณหนูจะไม่เป็นอะไร… จะร้องห่มร้องไห้หนักถึงเพียงนี้ไปทำไม?”
เยวี่ยเจียรีบปาดนํ้าตา จากนั้นตอบกลับว่า “ข้าทราบแล้ว ข้าจะไม่ร้องไห้แบบนี้อีก……”
จากนั้นนางก็พูดพึมพำกับตัวเอง “ข้ารู้ว่าคุณหนูต้องฟืนขึ้นมาได้แน่นอน!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยื่นมือลูบหัวเยวี่ยเจียอย่างอ่อนโยน “เยวี่ยเจียคิดได้ถูกต้องแล้ว!”
ใบหน้าของเยวี่ยเจียแดงระเรื่อขึ้นมา หางตายังมีนํ้าตาไหลหยดลง จนต้องรีบยกมือขึ้นมาปาด “พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
ยาต้มเรียบร้อยแล้ว พวกเราปั้อนคุณหนูกันเถอะ”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินก็รับยามาและปั้อนต้วนชิงหมิงอย่างระวัง
ในเวลานี้จู่ๆ ชิวหนิงผลักประตูเข้ามา เห็นทั้งสองคนกำลังปั้อนยาคุณหนู จึงพูดเสียงเบาว่า “พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ องค์
ชายชิงตั๋วผู้นั้นแอบลับๆ ล่อๆ เข้ามาที่นี่ บอกว่าเอายามาให้คุณหนู!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินถึงกับตกใจออกมา “องค์ชายชิงตั๋วมิใช่ถูกนายท่านไล่กลับไปแล้วมิใช่หรือ?”
ชิวหนิงส่ายหน้าไปมา “ไม่เพียงองค์ชายชิงตั๋วที่มา องค์หญิงอวี้หลัวอะไรนั่นก็ตามมาด้วย พวกเขาบอกว่ามา
เยี่ยมคุณหนู แต่ถูกนายท่านปฏิเสธให้เยี่ยมไปแล้ว!”
ถึงตอนนี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ขมวดคิ้วถามขึ้นมา “องค์หญิงอวี้หลัวก็มาด้วยอย่างนั้นหรือ?”
ถึงแม้ยังไม่รู้ว่าองค์หญิงอวี้หลัวกับต้วนชิงหมิงมีความแค้นตัวส่วนอะไรกัน แต่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รู้ชัดว่าความรู้สึกดีที่
คุณหนูมีต่อองค์หญิงอวี้หลัวได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว บัดนี้ ต้วนเจิ้งมิรับแขกอย่างองค์หญิงอวี้หลัว นั่นหมายความว่าองค์
หญิงผู้นั้นต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน
เยวี่ยเจียที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ได้พูดโกรธๆ ออกมา “องค์ชายชิงตั๋วผู้นั้นมิเจียมตัวเลย… นายท่านเพิ่งมิให้เข้าเยี่ยม
ยังมีหน้ากลับมาอีก”
อันที่จริง เยวี่ยเจียอยากพูดว่า องค์ชายชิงตั๋วผู้นั้นทำไมถึงต้อง “ลับๆ ล่อๆ” อยากเอายามาส่งให้ต้วนชิงหมิงด้วย
ชิวหนิงจึงรีบพูดขัดเยวี่ยเจียขึ้นทันที “อั๊ยย่ะ เยวี่ยเจีย เจ้าอย่าทำให้เรื่องวุ่นวายไปกว่านี้อีกเลย… องค์ชายชิงตั๋ว
ผู้นั้นปีนข้ามกำแพงเข้ามาในจวน เพื่อต้องการให้ยากับคุณหนูของพวกเรา!”
พอเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินพลันตกตื่นใจร้องขึ้นทันที “อะไรนะ? ปีนกำแพงข้ามมา?”
องค์ชายชิงตั๋วผู้นี้ทำไมยังกล้าทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาด้วย?
หากแขกที่ถูกปฏิเสธให้เข้ามาในจวน ต่างปีนกำแพงเข้ามาเลียนแบบละก็ ต้องถูกครหานินทาอย่างมาก องค์ชาย
ชิงตั๋วคงมาด้วยเปั้าหมายที่ไม่ดี เห็นชัดว่าต้องการมาทำงายชื่อเสียงที่ดีงามของคุณหนูให้ย่อยยับ!
ทันทีที่เยวี่ยเจียฟังแล้ว รีบวิ่งออกไปข้างนอกทันใด “ข้าต้องไปจัดการองค์ชายชิงตั๋วให้เห็นฤทธิ์เดชของพวกเรา
เสียหน่อยแล้ว!”
“เจ้าจะออกไปทำอะไร?” ชิวหนิงรีบคว้าแขนของเยวี่ยเจียเอาไว้
เยวี่ยเจียยกมือชี้ไปด้านนอกประตู “ข้าก็จะไปไล่องค์ชายชิงตั๋วให้ออกไปจากจวนต้วนนะสิ!”
“ไล่ตรงๆ แบบนั้นมิได้!” ชิวหนิงส่ายหน้า
เยวี่ยเจียพลันพูดอย่างโกรธเคือง “ถ้าไม่ไล่ให้ออกไปตอนนี้ หรือว่าต้องรอให้คุณหนูฟืนได้สติขึ้นมาก่อนหรือไง?”
“ข้าต้องการผลแบบนี้นี่แหละ!” ชิวหนิงตอบกลับ
เยวี่ยเจียพูดด้วยความรู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากชิวหนิง “พี่ชิวหนิงหมายความว่ายังไง… เห็นชัดแล้วว่าองค์ชาย
ชิงตั๋วผู้นั้นมาเพื่อทำลายชื่อเสียงของคุณหนูให้ปั่นปี พี่ยังให้เขารอจนคุณหนูฟืนได้สติขึ้นมาอีก… เรื่องนี้หากแพร่ออกไป
กลัวว่าคุณหนูของพวกเราคงไม่มีหน้าไปสู้ใครได้อีก?”
ชิวหนิงกะพริบตาขึ้นลงอย่างเชื่องช้า โดยไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับไป
ถูกต้องแล้ว! ชื่อของสตรีสักหนึ่งคนย่อมมีความสำคัญยิ่ง หากชื่อเสียงต้องปั่นปีก่อนได้ออกเรือนแต่งงาน ย่อม
ไม่มีใครอยากได้อีกแล้ว ดังนั้น ชื่อเสียงของต้วนชิงหมิงมิอาจสูญเสียไปได้ และไม่มีใครหน้าไหนจะมาทำลายให้ปั่นปีลง
ได้