การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 762 คนจับค้างคาว
ทันใดนั้น องค์ชายชิงตั๋วได้คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กับในเวลานี้ ก็ต้องถอนหายใจออกมา… ตั้งแต่ที่ได้รู้จักต้
วนชิงหมิง ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือองค์หญิงอวี้หลัว ต่างนำความซวยเข้ามาให้ต้วนชิงหมิงที่ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบ พูดได้ว่า
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงได้รู้จักสองพี่น้อง ชีวิตของนางได้พลิกผันไปคนละเรื่อง เจอเรื่องราวเลวร้ายพร้อมกับเหยียนหลิ่งอ
วี๋ไม่หยุดหย่อน
คิดมาถึงจุดนี้ องค์ชายชิงตั๋วเริ่มสงสัยในใจของต้วนชิงหมิง รู้สึกเฉยชากับความรู้สึกที่มีให้เขาลงไปเรื่อยๆ แล้ว
กระมัง
“ต้วนชิงหมิง” ที่อยู่ในห้องค่อยๆ ฝืนพูดอย่างเชื่องช้า “องค์ชายชิงตั๋วปีนบุกเข้ามาถึงในจวนต้วน ย่อมหวังได้เห็น
หน้าข้านะสิ หากข้าไปออกไป เขาต้องพัวพันยุดยื้ออยู่ที่นี่ต่อไป หากเรื่องนี้แพร่ออกไปจะมีผลกระทบมากมายเพียงใด
อีกอย่างองค์ชายที่สูงส่งมาหาข้า ย่อมมิอาจเพิกเฉยได้ ต่อให้ในฐานะของสหายธรรมดา หากข้าไม่ออกไปพบหน้าสักครั้ง
คงไม่เหมาะไม่ควรมิใช่หรือ?”
ไดยินที่ต้วนชิงหมิงเค้นพูดออกมา องค์ชายชิงตั๋วถึงกับก้มหน้าก้มตาไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำใด
เขามัวแต่สงสัยสตรีที่อยู่ในห้องว่าเป็นตัวจริงตัวปลอม ในขณะที่นางคำนึงถึงหน้าตาและชื่อเสียงของเขา
ด้านชิวหนิงที่ยืนอยู่ด้านหลังองค์ชายมาตลอด จึงเดินไปด้านข้าง “องค์ชายชิงตั๋ว เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”
ชิวหนิงเดินนำทางออกไปนอกเรือน ในขณะที่องค์ชายได้แต่เดินตาม โดยมิกล้าส่งเสียงใดออกมา
ก่อนที่จะเดินออกไปนั้น เขาได้สาบานในใจต้องสืบให้แน่ชัดว่าโรคที่นางเปั้นอยู่นั้นหายดีหรือยัง และต้องช่วยนาง
ทุกวิถีทางให้รอดพ้นความทุกข์ยากที่สุดนี้ไป!
องค์ชายชิงตั๋วจากไปแล้ว เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่อยู่ในห้องถึงกับยกมือปาดเหงื่อ ส่วนเยวี่ยเจียที่กินพริกปั่นเข้าไปจำนวน
มาก ทำให้หน้าตา แขนขาและทั่วร่างขึ้นตุ่มไปหมด
ชิวหนิงออกไปส่งองค์ชายเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเดินกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นสภาพของเยวี่ยเจีย นางรีบพูดขึ้น
“เร็วเข้า เร็วเข้า เยวี่ยเจียรีบดื่มนํ้าเร็วเข้า จะได้ไม่ต้องทรมานเช่นนี้”
เยวี่ยเจียฝืนยิ้มหันไปพูดกับชิวหนิง “พี่ชิวหนิงไม่มีประโยชน์หรอก ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงตอนนี้ ข้าดื่มนํ้าไม่หยุด แต่
ลำคอและท้องยังเจ็บปวดทรมานอยู่ตลอด”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบยกนํ้าผสมนํ้าตาลแก้วหนึ่งยื่นให้เยวี่ยเจีย พูดอย่างสงสารจับใจ “เยวี่ยเจียรีบดื่มเสียเถอะ… ดื่ม
แล้วอาจช่วยเจ้าให้ดีขึ้นบ้าง!”
ชิวหนิงหันมองไปท้องนภาที่อยู่ด้านนอก พร้อมกับหวังในใจว่าชุนถาวคงรีบนำหญ้าวิเศษกลับมาโดยเร็ว คุณหนู
ที่นอนอยู่บนเตียงจะได้มีความหวังขึ้นมา
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ให้เยวี่ยเจียกลับไปพักผ่อน ส่วนชิวหนิงก็มีธุระขอกลับออกไปก่อน เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์นั่งอยู่ข้างกายต้วน
ชิงหมิง ระหว่างนั้นชิวจวี๋เดินเข้ามาได้บอกว่าคุณหนูรองให้คนนำยาสมุนไพรมาให้คุณหนูใหญ่
ตั้งแต่วันนั้นที่ตู้ชิงหรวนสั่งห้ามต้วนอวี้หรานเข้าเรือนของต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้หรานก็หาวิธีทางอื่นให้คนไปส่งยา
สมุนไพรและของสิ่งอื่นแทน การที่นางทำแบบนั้นเหมือนเป็นต้องการบางอย่างกับต้วนชิงหมิง เพียงแต่ไม่ว่าต้วนอวี้หรา
นคิดทำสิ่งใดหรือให้คนมาส่งของ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ล้วนเป็นคนรับและเก็บเอากองเอาไว้ รอให้ต้วนชิงหมิงฟืนได้สติค่อยหา
ทางจัดการกับของเหล่านี้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินออกไปแล้ว ชิวจวี๋ก็ออกไปทำธุระของนางอีกคน จู่ๆ มีชายชุดดำโผล่เข้ามาในห้อง เขามองไปที่ต้
วนชิงหมิงที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียง จากนั้นใช้มือจับชีพจรที่ข้อมือของนาง เขาขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนแวบออกไป
อย่างรวดเร็ว
พอชายชุดดำคนนั้นออกไปแล้ว บนคานห้องของต้วนชิงหมิงได้มือชายชุดดำอีกคนโรยตัวลงมา แต่ที่ต่างออกไป
นั้นคือชายชุดดำคนที่สองกลับถือขวดเล็กๆ อยู่ในมือ เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยังคงนอนหลับตาสนิทอยู่บนเตียง เขาก็ยื่นไป
จับบีบปากนางให้เปิดออก จากนั้นเปิดจุกขวดออกนำของเหลวที่กลิ่นคาวแรงคละคลุ้งหยดลงปากไปสองหยด จากนั้น
ปิดปาก บีบคอให้นางกลืนมันลงไป ชั่วพริบตาเดียวทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ชายชุดดำคนนั้นยืนอยู่ต้วนชิงหมิงอยู่ข้างเตียง ทันใดนั้นได้ยินเสียงเท้าของคนเดินมาจากข้างนอก เขารีบใช้วร
ยุทธ์กระโดดขึ้นไปบนคานห้องดังเดิม
ทุกสิ่งที่เขาทำไปนั้นไม่มีผู้ใดรับรู้เลย ชิวจวี๋เดินเข้ามาในห้องอีกครั้งก็ไม่ได้พบความผิดปกติอะไร นอกจากนางยัง
คงเห็นต้วนชิงหมิงนอนแน่นิ่งอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับเขยื้อน หากบอกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น คงมีเพียงหน้าต่างที่แง้มไว้ครึ่ง
บาน ได้เปิดกว้างขึ้นมากกว่าเดิม
ชิวจวี๋ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใด โดยเอาความสนใจจดจ่อไปที่ต้วนชิงหมิง จากนั้นนั่งลงด้านข้างและเริ่มเย็บ
ปักถักร้อยเฝั้าอยู่อย่างนั้น
หากพ้นวันพรุ่งนี้ไปก็จะถึงงานมงคลที่ไม่ได้จัดขึ้นนานนับสิบปี ในที่สุดเจ้าของจวนต้วนอย่างต้วนเจิ้งนั้น ได้
แต่งงานกับคนที่หญิงสาวที่เขารักใคร่ตอนยังหนุ่มแน่น นั่นก็คือตู้ชิงหรวน
งานมงคลนั้นสำหรับจวนต้วนแล้วถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นทุกคนในจวนต่างยุ่งอยู่กับการตระเตรียมงานให้
เพียบพร้อม มีเพียงเรือนของต้วนชิงหมิงที่ยังเงียบสงบ จนกระทั่งเข็มตกลงพื้นก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจน!
ความมืดมิดคืนคลานเข้าปกคลุมท้องนภาเปลี่ยนให้เป็นสีดำสนิท โดยรอบจวนต้วนเงียบงัน มีเพียงโคมไฟสอง
ดวงที่แขวนไว้ด้านหน้า เปลวไฟพลิ้วไหวไปมา ราวกับกำลังเตือนให้ทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังบางอย่างเพิ่มขึ้น
อีกมุมหนึ่งของจวนต้วน มีเสียงสตรีที่แสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา “เจ้ามั่นใจว่าต้วนชิงหมิงไม่มีทางฟืนขึ้นมาใน
วันพรุ่งนี้ใช่ไหม?”
อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ “ใช่แล้ว……กระผมมั่นใจ เนื่องจากชีพจรของนางแผ่วเบาอย่างยิ่ง เหมือนคนใกล้ตายแหล่
ไม่ตายแหล่ ดูจากสภาพแล้วคงมิอาจเห็นแสงตะวันของวันพรุ่งได้อีกแล้ว!”
สตรีคนนั้นพูดอย่างสาแก่ใจ “ทางที่ดีให้นางตายไปเสียตั้งแต่คืนนี้ เพราะวันพิเศษอย่างพรุ่งนี้ ข้าหวังว่าการตาย
ของต้วนชิงหมิง จะเป็นอีกเรื่องที่เพิ่มสีสันให้งาน!”
พอสิ้นเสียงของสตรีลง นางได้หัวเราะเยาะออกมา “เอาล่ะ ที่นี่ไม่มีสิ่งที่เจ้าต้องทำแล้ว……ค่าเหนื่อยของเจ้า ข้า
ให้คนไปส่งถึงที่แล้ว เจ้าเพียงกลับไปนับว่าครบหรือไม่ก็พอแล้ว!”
ชายชุดดำพยักหน้านับทราบและกลับหลังหายวับไป
ภายใต้ความมืดมิดที่มีเพียงแสงสว่างจากดวงดาว เห็นร่างของสตรีที่สวมชุดบางเบาเลือนลางคนหนึ่ง กำลังผิน
หน้ารับลม ยิ้มอย่างสะใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
*
ในคํ่าคืนที่ไร้แสงจันทรา มีเพียงแสงระยิบระยับจากหมู่ดาวส่องสว่างระยับจากที่อันไกลโพ้น ราวกับเป็นดวงตา
ของจักรวาลที่จับจ้องใต้หล้า
ภายใต้แสงนั้น ชายสามคนกำลังซุ่มรอคอยบางอย่างอยู่ในถํ้าที่สลัว โดยไม่ขยับเขยื้อนร่างกายไปที่ไหน
ทันใดนั้น มีชายสวมชุดดำรูปร่างผอมกำลังโรยตัวลงมาจากปากถํ้า แล้วหนึ่งในสามคนได้ยื่นมือเข้าไปสะกิดที่ด้าน
หลัง ยกนิ้วชี้ขึ้นตรงปาก เพื่อบอกเป็นนัยให้เขาเงียบ
ทันใดนั้น มีเสียงโบยบินที่พุ่งตัวลงมาจากปากถํ้า ทั้งสามคนต่างยื่นมือสะกิดกัน เพื่อบอกเป็นนัยให้เงียบอย่าได้
กระโตกกระตาก
ในตอนนั้นเอง ค้างคาวดำที่มีเขี้ยวอันแหลมคมบนล่าง ได้กางปีกทั้งสองข้างโบยบินลงมาข้างล่าง
พวกมันจู่โจมบางอย่างที่กำลังผ่านออกมาเพื่อเป็นอาหาร โดยใช้ขาข้างหนึ่งทั้งสองข้างกดเอาไว้ ใช้เขี้ยวที่
แหลมคมกัดเข้าไปที่ลำตัวงูขาวเล็ก จนมันสะบัดตัวดิ้นเพื่อเอาตัวรอด ส่วนค้างคาวกับใช้เขี้ยวเจาะตัวและสูบเลือดสดๆ
ดื่มกินอย่างดื่มดํ่า
ทุกขั้นตอนนั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักงูขาวเล็กได้ดิ้นทุรนทุรายตายไปในที่สุด ค้างคาวจึงพอใจกับผล
งานของมัน และกำลังเตรียมบินจากไป
ในจังหวะนั้นเอง มีกรงสีดำรูปทรงประหลาดลงมาครอบมันโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่ามันพยายามจะบินอย่างไรก็มิ
สามารถหนีออกไปได้
จากนั้นชายสองคนได้วิ่งเข้ามาช่วยอย่างว่องไว เห็นชายอีกคนที่จับค้างคาวได้กำลังยื่นมือเข้าไปในกรง เพื่อเร่งรีบ
จับมันให้จงได้ แต่จู่ๆ มีมือเล็กๆ ได้พุ่งเข้ามารั้งเอาไว้ โดยร้องเสียงดังขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋ อย่าให้มันกัดเจ้าได้!”
ข้างหูของเหยียนหลิ่งอวี๋อีกข้างมีเสียงของคนแก่อายุดังขึ้นอีก “หากเจ้าให้มันกัดอีกครั้งละก็ ข้าคงหาจับค้างคาว
ที่กินงูขาวเล็กที่จะใช้รักษาเจ้าไม่ได้อีกแล้ว……ข้ารู้ว่าเจ้าไม่กลัวพิษของมัน แต่ยายหนูคนนั้นถ้าตื่นขึ้นมา ต้องร้องร่ม
ร้องไห้จนตายแน่นอน!”
มือของเหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนใช้มือจับขาค้างคาวอย่างไวว่อง และกำลังจะโยนมันเข้าไปในถุงที่
ออกแบบมาเป็นพิเศษ
ค้างคาวตัวนั้นพยายามดิ้นเพื่อไม่ต้องการเข้าไปอยู่ถุง มันพยายามหันมาแว้งหมายจะกัดข้อมือเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่
เขากลับบีบตัวมันไว้ ใช้นิ้วดีดไปที่หัวของมัน “เหอะ! ถ้าไม่ใช่ต้องเอาเจ้าไปช่วยชีวิตคน ตอนนี้ข้าคงบีบให้เจ้าตายคามือ
ไปแล้ว!”
ด้านข้างมีเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ “ตัวที่เก้าสิบเก้าแล้ว……ท่านอาจารย์ แค่นี้พอแล้ว!”
ภายใต้แสงระยิบระยับ ชายชราค่อยๆ เดินอย่างเชื่องช้า และมองไปที่ค้างคาวดำตัวนั้น ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ
“ศิษย์รักของข้า งูเก้าสิบเก้าตัวและค้างคาวเก้าสิบเก้าตัวครบเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปกันได้แล้ว!”
แม้ทั้งสามคนแม้ปิดหน้าปิดตาอย่างมิดชิด ทว่ายุงที่ปากยื่นปากยาวกลับกัดทะลุเสื้อผ้าที่หนาทะลุเข้าไปถึงเสื้อผ้า
จนเกิดตุ่มเล็กตุ่มน้อยและคันจนแทบอยากเกาใจจะขาด