การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 774 จุดจบได้กลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 774 จุดจบได้กลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม
เพราะว่าต้วนชิงหมิงและตู้ชิงหรวนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดังนั้นต้วนอวี้ต้องช่วยรักษาชื่อเสียงของตู้ชิงหรวน
เอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นต้วนชิงหมิงยังสนใจชื่อเสียงของจวนต้วน ทำให้เขาต้องออกแรงเต็มกำลังในการรักษาเอาไว้ให้สุด
กำลัง
พูดได้ว่า การที่ต้วนอวี้ทำดีเพื่อจวนต้วนขนาดนี้ เหตุผลข้อเดียวเป็นเพราะต้วนชิงหมิงนั่นเอง
ส่วนจวนติงในสายตาของต้วนอวี้นั้น เป็นการมีอยู่ที่แปลกในใจของเขา หากพวกเขากล้าบีบทำลายจวนต้วนแล้ว
ต้วนอวี้จะไม่ลังเลใจที่จะส่งพวกเขาลงสู่นรก
เมื่อมรสุมทุกอย่างได้พัดผ่านจวนต้วนไปแล้ว ต้วนชิงหมิงปลอดภัย ตู้ชิงหรวนก็ปลอดภัย จึงถึงเวลาที่จะได้พัก
ผ่อนอย่างสบายใจ
สิ่งที่ร้อยรัดทำลายทุกคน ไม่ว่าจะพิษในตัวต้วนชิงหมิง ในตัวตู้ชิงหรวน และการหาเรื่องของคนจวนติงล้วนถูก
สยบด้วยนํ้ามือของต้วนอวี้
แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาให้ความสำคัญกับคนในจวนต้วนมากขึ้น ทว่าต้วนชิงหมิงอาจกลับเพิ่มความสำคัญต่อจวนต้
วนมากขึ้นไปอีก
ชุนถาวคิดมาถึงตรงนี้ จึงเอ่ยถามขึ้น “อย่างนั้น หลังจากที่คุณหนูใหญ่ต้วนได้สติแล้ว นางเป็นอย่างไรบ้าง?”
อั้นเยวี่ยยิ้มน้อย ตอบกลับว่า “คุณหนูใหญ่ต้วนสบายดี หลังจากที่ได้สติตื่นขึ้นมาก็ไปพบฮูหยินรองจวนติงและ
พูดคุยบางอย่าง จากนั้นฮูหยินรองจวนติงไปขอพบนายท่านต่อ ได้ยินมาว่านางเข้าไปขอโทษขอโพยนายท่านด้วยความ
ละอายใจ พร้อมขอให้ยกโทษให้กับการกระทำของนางด้วย!”
เพียงแต่ระหว่างที่ฮูหยินรองจวนติงกล่าวคำขอโทษอยู่นั้น ตู้ชิงหรวนยังคงสลบไสลไม่ได้สติ
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงได้สติขึ้นมาแล้ว ได้ไปเปิดใจพูดคุยกลับฮูหยินรองจวนติงหนึ่งวัน พูดคุยเรื่องราวต่างๆ
นานา ทั้งการกระทำของหลิวหรงและสภาพของตู้ชิงหรวนในเวลานี้
ไม่มีใครในจวนรู้ว่าต้วนชิงหมิงพูดคุยเรื่องใดบ้างอีกบ้าง แต่หลังจากการพูดคุยที่ยาวนาน ฮูหยินรองจวนติงได้
เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ นางไม่เพียงละอายใจกับสิ่งที่กระทำ มิหนำซํ้ายังขอโทษขอโพยต้วนเจิ้งจากใจจริง
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจวนต้วน อันเอ๋อร์ก็ได้ฟังมาจากพวกหรุ่ยเอ๋อร์อีกที จึงไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าเรื่องราวที่
ได้ยินได้ฟังมาถูกต้องทั้งหมดหรือใส่สีตีไข่เพิ่มขึ้นมาอีก
ชุนถาวรู้ว่าบ่าวใช้พวกนี้ไม่ได้รู้เรื่องราวลึกๆ มากนักหรอก หากต้องการเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในสามวันที่
ผ่านมา คงต้องรอคอยฟังจากปากต้วนชิงหมิงกับตู้ชิงหรวนเท่านั้น ต่อให้ชุนถาวรู้ความจริงทั้งหมดก็คงได้แต่หัวเราะกับ
สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในชีวิตคนเราต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวนับมิถ้วน การเอาสิ่งที่พบมาเป็นประสบการณ์ของชีวิตจึง
ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยในวันข้างหน้า ในเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้วก็ควรยิ้มรับมันและใช้ชีวิตต่อในวันใหม่
ที่มาถึงในทุกๆ วัน
หลังจากชุนถาวคิดไปเรื่อยเปือย จู่ๆ ได้ถามขึ้นว่า “ใช่แล้ว อันเอ๋อร์ ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง?
คุณหนูใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง? คุณชายใหญ่ยังสบายดีใช่ไหม? … เห้อ! ถ้าข้าขาไม่เจ็บก็จะไปดูบรรดาเจ้านายให้เห็นกับ
ตา”
สภาพของตู้ชิงหรวนกับต้วนชิงหมิงเป็นสิ่งที่ชุนถาวอยากรับรู้มากที่สุด
เนื่องจากนางรู้ศาสตร์การแพทย์รู้วิธีรักษาคน ดังนั้นคิดเป็นห่วงบาดแผลและพิษในร่างกายตู้ชิงหรวน ว่าหลง
เหลืออาการข้างเคียงใดไว้หรือไม่ อีกอย่างพิษในร่างกายต้วนชิงหมิงขับออกมาหมดหรือยัง อวัยวะภายในถูกทำลายมาก
น้อยเพียงใด
อันเอ๋อร์นึกใคร่ครวญก่อนส่ายหน้าแทนคำตอบ “พี่ชุนถาว เรื่องนี้อันเอ๋อร์ไม่รู้เรื่อง เพราะได้ยินเพียงฮูหยินดีขึ้น
แล้ว คุณหนูใหญ่ฟืนฟูรวดเร็ว ทั้งสองดูเหมือนไม่มีความผิดปกติใดหลงเหลือ ส่วนเรื่องอื่นนั้น……”
อันที่จริงอันเอ๋อร์อยากตอบว่าไม่รู้เรื่อง แต่เห็นสายตาที่ร้อนใจชุนถาว และขาที่ถูกพันแผลอยู่จนเดินไม่ไหว นาง
จึงรวบรวมความกล้าตอบกลับไป “พี่ชุนถาว เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวอันเอ๋อร์จะกลับไปถามให้ว่าฮูหยินและคุณหนูใหญ่
ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด”
ชุนถาวหันมองขาที่ยังเดินไม่ได้ ก่อนหันกลับมามองอันเอ๋อร์ด้วยแววตาขอร้อง จู่ๆ ด้านนอกประตูก็มีเสียงสตรี
หัวเราะคิกคักขึ้นมา “ขาของเจ้ายังไม่หายดี ร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์… พี่ชุนถาวไม่ต้องเป็นกังวลไป ในเมื่อเจ้านายมา
หาไม่ได้ พวกเราก็จะมาหาพี่ชุนถาวก่อนแล้วกัน… หากพี่ชุนถาวมีสิ่งใดที่อยากรู้ ก็ถามข้ามาได้เลย ข้าจะตอบทุกอย่าง
ตามที่ได้เห็นได้ยินทั้งหมด……”
ชุนถาวถึงกับตกใจและดีใจระคนกันไป นางรีบเอ่ยขึ้น “ชิง…หมิง… คุณหนูใหญ่……”
ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงได้ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าชุนถาว ชุนถาวรู้ดีว่ามิอาจเรียกชื่อต้วนชิงหมิงโดยตรงเหมือนเมื่อ
ก่อนได้แล้ว ต้องเรียกตามลำดับศักดิ์ นางจึงต้องเรียกต้วนชิงหมิงว่า “คุณหนูใหญ่”
เสียงพูดที่ดังขึ้นนั้นเป็นของต้วนชิงหมิง นางรีบสาวเท้ามาหาหลังจากทราบว่าชุนถาวได้สติขึ้นมาแล้ว
แน่นอนว่าต้วนชิงหมิงไม่ได้มาที่นี่เพียงคนเดียว นางมาพร้อมกับตู้ชิงหรวนและต้วนอวี้
พวกเขาทั้งสามกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ในห้องของตู้ชิงหรวน ทันทีที่ทราบว่าชุนถาวได้สติขึ้นมาแล้ว ก็รีบมาหาใน
ทันที
หลังจากเสียงพูดของต้วนชิงหมิงสิ้นสุดลง ก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นตามมา “นางเป็นเหมือนลิงน้อย เจ้าไม่ให้
นางขยับเขยื้อน ข้ากลัวว่ามือเท้าของนางอยากง่อยเปลี้ยไปได้… ฮ่าๆๆ ๆ ชิงหมิงไม่ต้องไปสนใจนางหรอก ดูสิว่านางจะ
ร้อนใจได้มากขนาดนั้นกันเชียว”
ต้วนชิงหมิงตอบยิ้มๆ “ท่านแม่พูดอย่างก็ไม่ถูก พี่ชุนถาวร้อนใจจนเกิดเป็นอะไรไปก็เป็นเพราะท่านแม่นี่แหละ
อีกอย่างงานในจวนต้วนมีมากมาย ขาดการช่วยเหลือของพี่ชุนถาว ท่านแม่ก็ต้องขึ้นหลายเท่าตัวนะสิ”
ด้านชุนถาวเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นตู้ชิงหรวนกับต้วนชิงหมิงจับมือเดินเข้ามาในห้อง ตามมาด้วยต้วนอวี้ที่สีหน้า
เรียบเฉย ราวกับสองคนข้างหน้าพูดเรื่องใด เขาก็ไม่ยินเสียงและไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยแม้แต่น้อย
พออันเอ๋อร์เห็นตู้ชิงหรวนและต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาในห้อง ก็รีบกุลีกุจอไปหยิบเก้าอี้มาสามตัว พร้อมเชิญให้เจ้า
นายทั้งสามคนนั่งลง จากนั้นรีบไปรินนํ้าชาอย่างร้อนรน
เยวี่ยเจียรีบเดินเข้ามายิ้มตรงหน้าอันเอ๋อร์ “เดี๋ยวข้าช่วยเจ้าเอง!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเยวี่ยเจียทำให้อันเอ๋อร์ค่อยผ่อนคลายลงไปมิน้อย นางรีบย่อตัวลง “ขอบคุณพี่เยวี่ยเจียมำก”
เยวี่ยเจียอมยิ้มจางๆ “ขอบคุณอะไรกันเล่า การปรนนิบัติเจ้านายเป็นหน้าที่ของพวกเรา เจ้าทำหรือช้าทำก็ไม่ได้
แตกต่างอะไรกันเลย”
ประโยคนี้ทำเอาอันเอ๋อร์ชะงักจนพูดไม่ถูก
คำพูดที่ไพเราะใครก็พูดได้ ทว่าคำพูดของเยวี่ยเจียทำให้อันเอ๋อร์เข้าใจหน้าที่ของนางเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เยวี่ยเจียเป็นคนมืไม้ไวทำอะไรรวดเร็วคล่องแคล่ว ไม่นานนักชาก็ชงเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นให้นางยกนํ้าชาที่เข้ม
ข้น และร้อนเย็นไม่เท่ากันไปให้เจ้านายตามที่นางบอก
พอเห็นท่าทางที่ไม่กระโตกกระตากของเยวี่ยเจีย ในใจของอันเอ๋อร์พรั่งพรูความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกขึ้นมาเต็มไป
หมด
เมื่อก่อนนางคิดว่าการเป็นบ่าวใช้ตัวน้อย ที่ไม่ได้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์เป็นสิ่งที่น่าน้อยเนื้อตํ่าใจ แต่หลังจากได้
เห็นเยวี่ยเจีย จึงได้รับรู้ว่าแม้จะเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ท่วาสิ่งสำคัญกลับอยู่ที่รู้จักเพียงพอ และตั้งใจทำหน้าที่ที่ได้รับมอบ
หมายให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณเจ้านายไปพร้อมๆ กัน
หลังจากเยวี่ยเจียชงนํ้าชาเป็นที่เรียบร้อยก็เดินกลับไปยืนด้านหลังต้วนชิงหมิงดังเดิม ไม่ว่าต้วนชิงหมิงต้องการสิ่ง
ใด นางพร้อมที่จะช่วยเหลือในทันที
แท้จริงแล้ว หลังจากที่ตู้ชิงหรวนเดินเข้าประตูมาในห้อง ได้ตั้งใจส่งเยวี่ยเจียกลับไปให้ต้วนชิงหมิง เยวี่ยเจียใน
เวลานี้เป็นบ่าวใช้ขั้นสองในเรือนต้วนชิงหมิง นางไม่สนใจตำแหน่งอะไรในสายตา สนใจเพียงขอกลับไปรับใช้อยู่ข้างกายต้
วนชิงหมิงก็พอใจมากที่สุดแล้ว
ต้วนชิงหมิงเดินเข้าไปข้างเตียงของชุนถาว เผยรอยยิ้มให้กับนาง “พี่ชุนถาว ข้าหายดีเป็นปกติแล้ว… ยังต้องให้พี่
จับชีพจรดูอีกไหม?”
ชุนถาวหัวเราะออกมา “คนที่สามารถรักษาพิษในร่างของคุณหนูใหญ่ได้ ต้องมีวิชาการแพทย์ที่สูง ในเมื่อคนนั้น
สามารถรักษาคุณหนูใหญ่ให้หายได้ ชุนถาวก็ไม่เป็นกังวลใดอีกแล้ว”
“แต่ข้าอยากให้พี่ชุนถาวช่วยมาตรวจชีพจรให้นี่หน่า ถึงจะได้วางใจเต็มที่!” ต้วนชิงหมิงยิ้มๆ
หลังจากสิ้นเสียงลง ต้วนชิงหมิงยื่นมือไปให้ชุนถาวช่วยนางจับชีพจร
ชุนถาวมิอาจปฏิเสธได้ จึงจับชีพจรตรงข้อมืออยู่ครู่หนึ่ง นางถามอย่างแปลกใจขึ้น “พิษได้ถูกขับออกหมดแล้ว
ไม่เหลือผลข้างเคียงใดอีกเลย ดูท่าแล้วคงเพราะเป็นการใช้วิธีรักษาแบบหนามยอกเอาหนามบ่ง เพื่อให้ทุกอย่างกลับสู่
ภาวะปกติ… เพียงแต่วิธีนี้ให้ผลเด่นชัด แต่ต้องคำนึงถึงปริมาณพิษที่ใช้ ความรุนแรงและอีกหลายอย่าง… คุณหนูใหญ่
บอกชุนถาวมาตามตรงเถอะ ว่าไปเชิญท่านหมอคนไหนมารักษาให้เอ่ย?”
ท่านหมอในเมืองหลวง แม้ชุนถาวไม่ได้รู้จักทุกคน ทว่าก็คุ้นหน้าคาดตามาไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นท่านหมอในเมือง
หลวงที่มาดูอาการ ตอนที่ต้วนชิงหมิงปั่วยหนักบ้างก็จนปัญญารักษา บ้างบอกต้องหายาที่หายากบางชนิดมาเป็นส่วน
ผสม แต่วันแล้ววันเล่า ต้วนชิงหมิงได้แต่นอนอยู่บนเตียงอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีทีท่าจะได้สติฟืนกลับคืนมา
บัดนี้ ต้วนชิงหมิงหายดีอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ ดังนั้นชุนถาวคาดเดาว่าต้วนชิงหมิงต้องไปเชิญหมอเทวดามา
รักษา จึงได้ถอนพิษร้ายแรงออกจากร่างกายได้
ต้วนชิงหมิงยิ้มมุมปาก “ใช่หมอเทวดาหรือไม่ข้าไม่รู้เลย แต่หมอท่านนั้นเป็นท่านอาจารย์ของอวี้เอ๋อร์… แต่
อย่างไรก็ตาม ข้ารู้ว่าการถอนพิษสำเร็จในครั้งนี้ อวี้เอ๋อร์ออกแรงไปไม่น้อยทีเดียว!”
ชุนถาวหันมองต้วนอวี้ด้วยความฉงนใจ “คุณชายใหญ่มีท่านอาจารย์ประจำตัวด้วยเหรอเจ้าคะ? บ่าวไม่เคยได้ยิน
ได้ฟังมาก่อนเลย!”
ต้วนอวี้รู้สึกหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา เมื่อชุนถาวยิงคำถาม ต้วนชิงหมิงออกหน้าชื่นชม เขาทำท่าทำทางครุ่นคิด
ยกมือขยี้จมูกและตอบเสียงเรียบนิ่ง “อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก ในตอนนั้นท่านอาจารย์มาหาที่จวนต้วนพอดี
บอกว่าจะรับเป็นลูกศิษย์ แต่ข้าไม่เห็นด้วย จนเวลาผ่านไปความอดทนอดกลั้นของท่านอาจารย์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้ง
ยังมาตามติดชีวิตไปทุกหนทุกแห่ง บอกต้องให้ข้าเป็นลูกศิษย์ให้จงได้… พอดีกับที่ท่านพี่พิษกำเริบขึ้น ข้าจึงไปตามจับงู
เผือกและดักซุ่มจับค้างคาวในถํ้ากับท่านอาจารย์!”