การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 776 ความสุขจากการได้รับและสูญเสีย
สิ่งที่หลิวยวนทำมาทั้งหมด สรุปได้ประโยคสั้นๆ ได้ว่า ต้วนชิงหมิงเป็นสตรีที่ในชาตินี้เขาปรารถนาอยากได้มา
ครองคู่กัน
ด้านตู้ชิงหรวนจำหลิวยวนได้แม่นยำ ทุกครั้งที่ชุนถาวนึกถึงสายตาของหลิวยวน พลันมีความเศร้าใจที่พรั่งพรูขึ้น
มา เนื่องจากนางเห็นความทุกข์เศร้าในแววตาของหลิวยวนออกมา
ดังนั้นตู้ชิงหรวนจึงรู้ได้ว่าหลิวยวนผู้นี้รักต้วนชิงหมิงจากใจจริง
แต่หลังจากที่ต้วนชิงหมิงถูกพิษนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เคยปรากฏตัวมาดูนางเลย เดิมทีตู้ชิงหรวนนึกว่าเขาไร้หัวจิต
หัวใจ ทว่านึกไม่ถึง เขาวางงานทุกอย่างทิ้งลง เพื่อเดินทางไปถํ้าหายาแก้พิษให้ต้วนชิงหมิงต่างหาก จากที่ต้วนอวี้เล่ามา
ช่วงนี้ข้างกายของต้วนชิงหมิงมีแต่คนผลัดเปลี่ยนดูแลตลอด ทำให้อีกฝั่ายที่คิดทำร้ายนางมิอาจพรากชีวิตไปได้
ในสายตาของตู้ชิงหรวนเห็นหลิวยวนและเหยียนหลิ่งอวี๋ทำเพื่อต้วนชิงหมิงในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ยามที่หลิวยวนหันมองต้วนชิงหมิง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและย้อนแย้ง ความรักและการตัดใจ
สายตานั้นเหมือนคนที่ยืนอยู่หน้าผาด้วยจิตใจที่ระคนไปด้วยสุขและทุกข์
สายตานั้นของหลิวยวนทำให้ตู้ชิงหรวนสงสารจับใจ แต่กลับนึกชมอยู่มิน้อย การรักใครสักคนหากทุ่มเทมากเกิน
ไป สุดท้ายอาจทำให้อีกฝั่ายอึดอัดจนหายใจหายคอแทบไม่ออก
ความรักแบบนั้นเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ยิ่งทุ่มเทไปมากเพียงไร ย่อมต้องการการตอบแทนกลับมากขึ้น
เท่านั้น
และยิ่งปรารถนาให้อีกฝั่ายตอบแทนกลับมากแค่ไหน มักทำให้อีกฝั่ายแทบไม่กล้าสู้หน้า ไม่ว่าต้วนชิงหมิงหรือ
ใครก็ตามล้วนแล้วแต่ไม่กล้าสู้หน้าเหมือนนางเช่นกัน
ในเวลานี้ ภาพแววตาขององค์ชายสามที่สูงศักดิ์ได้ปรากฏขึ้นในมโนทวารของตู้ชิงหรวน สายตาที่เขามองต้วนชิง
หมิงนั้นไม่เคยลอกแล่กหรือเปลี่ยนไปทางใดเลย
พูดให้ชัดเจนแจ่มแจ้งก็คือแววตาเหยียนหลิ่งอวี๋ที่มองต้วนชิงหมิง เป็นเหมือนแสงตะวันอันอบอุ่นสาดแสงส่องไป
ท่ามกลางความมืดมิดให้สว่างไสวไปทั่ว นับจากนั้นมาแสงตะวันอันอบอุ่นได้กลายเป็นสิ่งที่ปรารถนาของเขา… แน่นอน
ว่า ต้วนชิงหมิงได้เป็นความปรารถนานั้นของเหยียนหลิ่งอวี๋โดยไม่รู้ตัว
หากมองในด้านของฐานะ ต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนดูเหมาะสมกันมากกว่า แต่ตู้ชิงหรวนรู้ว่าความรักนั้น มาเมื่อใด
ไปเมื่อใดได้เสมอ มันอาจมาในตอนที่เราตั้งตัวหรือไม่ทันได้ตั้งตัวเสมอ ซึ่งไม่มีใครบอกได้เลยว่ามันจะมาและจากไปเมื่อ
ใด
ตู้ชิงหรวนได้กลายเป็นผู้ดูแลจัดการจวนต้วนไปแล้ว จึงต้องรับหน้าที่ดูแลทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไปโดยปริยาย
ในฐานะแม่เลี้ยงคนใหม่ของต้วนชิงหมิง หลังจากนางได้ฟืนสติขึ้นมา ตู้ชิงหรวนอยากทราบว่าหัวใจของต้วนชิงห
มิงหันเหไปหาใครระหว่างบุรุษสองคนนี้
เพราะว่าตู้ชิงหรวนจะได้พยายามสุดความสามารถ ในการช่วยเหลือทุกวิถีทางเพื่อให้ต้วนชิงหมิงได้แต่งงานกับ
คนที่นางรักจากใจจริง ตู้ชิงหรวนยังหวังว่าต้วนชิงหมิงจะได้รับความสุขไปตลอด อย่าได้เหมือนนางที่ต้องระหกระเหิน
และคลาดความสุขในชีวิตไป
ตอนนี้เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงเงียบงัน ตู้ชิงหรวนถึงได้เข้าใจว่าระหว่างสองคนนั้น คนที่ต้วนชิงหมิงให้ใจไปคงจะเป็น
เหยียนหลิ่งอวี๋!
เมื่อเป็นเช่นนั้นตู้ชิงหรวนได้แต่ถอนหายใจ เพราะคิดถึงสิ่งที่เขาทั้งสองคนต้องเผชิญในวันข้างหน้า
ต้วนชิงหมิงที่เห็นตู้ชิงหรวนถอนหายใจกลับหัวเราะขึ้นมา “ท่านแม่มาอยู่ชิงหมิงนานจนติดถอนหายใจจากชิงห
มิงไปแล้วหรือ?”
ตู้ชิงหรวนยิ้มมุมปากขึ้นมา “แม่มิได้เลียนแบบชิงหมิงเสียหน่อย… เพียงแต่รู้สึกเสียดายแทนต่างหาก”
ต้วนชิงหมิงถามขึ้น “ไม่ทราบว่าท่านแม่จะเสียดายอะไรแทนชิงหมิงเอ่ย?”
ตู้ชิงหรวนตอบกลับว่า “แม่ก็รู้สึกเสียดายแทนชิงหมิงนะสิ ชิงหมิงรู้นี่หน่าว่าใครรักเจ้าจริง แต่แค่ไม่อยากให้
ความสนใจต่างหาก”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ชะงักไป “ท่านแม่หมายความว่ายังไงเอ่ย?”
ตู้ชิงหรวนไปที่มือของต้วนชิงหมิงอย่างเบามือ “ตอนที่แม่ยังเด็กอยู่นั้น มักไปวัดไหว้พระท่านยาย ท่านยายมัก
เล่าเรื่องราวอยู่เรื่องหนึ่ง เดี๋ยวตอนนี้จะเล่าให้ชิงหมิงฟังแล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ากล่าวขึ้น “ลูกพึ่งหูฟังอยู่เลย ท่านแม่เล่ามาได้เลย!”
ตู้ชิงหรวนเริ่มเล่าเรื่องขึ้นอย่างช้าๆ วันหนึ่งขณะที่พุทธองค์กำลังก้าวพระบาทบนนาได้พบกับชาวนาคนหนึ่ง
ท่าทางของชาวนานั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ พุทธองค์จึงตรัสถามถึงสิ่งที่เขาปรารถนา ชาวนาได้ทูลกลับพุทธองค์ว่า
“กระบือที่กระผมเลี้ยงตายจากไปแล้ว และเมื่อไม่มีมันช่วยงาน กระผมจะไถพรวนดินทำนาอย่างไรได้ บ้านของกระผม
จะไม่มีอะไรทาน ทำให้ทุกคนที่เรือนต่างต้องอดตายในอีกไม่ช้าพ่ะย่ะค่ะ”
พุทธองค์ได้ฟังเช่นนั้น จึงแย้มโอษฐ์ตอบเขากลับไป “ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
ทันใดนั้น พุทธองค์ได้ประทานกระบือที่แข็งแรงตัวหนึ่ง ชาวนาที่ได้เห็นก็รีบคำนับขอบพระทัยอย่างดีใจ พุทธองค์
ก็ยินดีในความสุขของชาวนา ที่มีกลิ่นความสุขลอยล่องทั่วกาย
วันถัดมา พุทธองค์ได้เดินพระบาทไปเจอชายอีกคนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไร้เรี่ยวแรง พุทธองค์จึงตรัส
ถามขึ้นว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ชายคนนั้นจึงอธิบายให้ฟังว่า “เงินของกระผมถูกหลอกจนหมดแล้ว โดยที่เงินจำนวนนั้นเป็น
เงินที่ใช้เวลาหนึ่งปีอย่างยากลำบากกว่าจะมาได้พ่ะย่ะค่ะ… ท่านพ่อท่านแม่ ภรรยาและบุตรทั้งหลายได้นั่งรอกระผมอยู่
ที่บ้าน แต่เมื่อกระผมกลับไปด้วยร่างเปล่าเล่าเปือย พวกเขาจึงร้องไห้เสียใจพ่ะย่ะค่ะ”
พุทธองค์แย้มพระโอษฐ์อย่างเมตตา “ข้าช่วยเจ้าเอง!”
ทันใดนั้น พุทธองค์เสกประทานเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง เพื่อให้ครอบครัวนี้ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
อีกครั้ง ชายคนนั้นขอบรีบคำนับขอบพระทัยอย่างดีใจและขอตัวกลับ พุทธองค์ก็ยินดีในความสุขของชายคนนั้น พร้อม
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความสุขลอยล่องทั่วกาย
วันถัดมา พุทธองค์ก็ได้พบกับนักกวีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง นักกวีผู้นั้นอายุน้อย หล่อเหลา และมีความสามารถรอบ
ด้าน เขามีภรรยาอยู่คนหนึ่งที่อ่อนโยนและโฉมงาม ทั้งดูแลนักกวีเป็นอย่างดี แต่เขากลับรู้สึกไม่มีความสุขแม้แต่น้อย
พุทธองค์จึงตรัสถามนักกวีขึ้น “เป็นอะไรไป? เจ้าไม่มีความสุขอย่างนั้นหรือ? ข้าพอจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง?”
นักกวีทูลตอบพระพุทธองค์ “กระผมมีเกือบทุกอย่าง เพียงแต่ขาดไปสิ่งหนึ่ง พระองค์พอจะช่วยกระผมได้บ้าง
ไหม?”
พุทธองค์ทรงตอบว่า “ได้สิ เพียงเจ้าพูดสิ่งที่ปรารถนามา ข้าจะเนรมิตมาให้เจ้า”
นักกวีมองพระพุทธองค์ด้วยใบหน้าดีอกดีใจ “กระผมต้องการความสุขพ่ะย่ะค่ะ”
คนที่มีเพียบพร้อมเกือบทุกอย่าง กลับกระหายต้องการความสุข สิ่งนี้ทำให้พุทธองค์ต้องใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่นานนัก พุทธองค์ได้ตรัสขึ้น “ข้าเข้าใจแล้วว่าเจ้าปรารถนาสิ่งใด!”
จากนั้นพุทธองค์ได้เสกให้สิ่งที่เขามีทั้งหมดมลายหายวับไปกับตา ไม่เพียงความสามารถของนักกวี ใบหน้าอัน
หล่อเหลา แม้แต่ทรัพย์สินและชีวิตของภรรยาล้วนมิอาจหวนกลับคืนมาได้ หลังจากพุทธองค์ให้ตามสิ่งที่เขาปรารถนาก็
ก้าวพระบาทต่อไป
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน พุทธองค์เดินทางกลับมาพบนักกวีคนนั้นได้พบว่าเขาหิวโหยใกล้เจียนตาย เสื้อผ้าชายรุ่งริ่ง
ท่าทางเหลือลมหายใจอีกไม่มากแล้ว พุทธองค์เห็นท่าทางของนักกวีเช่นนั้น พระองค์จึงแย้มสรวลขึ้น เสกให้สิ่งที่เขาเคย
มีกลับมาทั้งหมด ทำเอานักกวีดีอกดีใจเป็นล้นพ้น ร้องออกมาด้วยความดีใจ
หลังจากนั้น พุทธองค์ทรงเดินจากไปด้วยความพอพระทัย แล้วก้าวพระบาทจากไป
หลายวันต่อจากนั้น พุทธองค์เสด็จไปเยี่ยมนักกวี ภรรยาและเขาได้เข้ามากราบแทบพระบาทพุทธองค์เป็นการ
ขอบพระคุณในความเมตตากรุณา เพราะเขาเคยสูญเสียจึงรับรู้ถึงคุณค่าของการมีอยู่ ว่ามีความสุขมากมายเพียงใด
เรื่องราวที่ตู้ชิงหรวนเล่าให้ฟังนั้นไม่ได้ยืดยาวมากนัก ต้วนชิงหมิงจึงฟังอย่างตั้งใจ และเมื่อเรื่องเล่าจบลงต้วนชิงห
มิงได้ครุ่นคิดก่อนยิ้มออกมา “ท่านแม่กำลังจะบอกชิงหมิงเป็นเหมือนนักกวีคนนั้น ที่ไม่รู้จักให้ความสำคัญกับคนที่อยู่
เบื้องหน้า จึงไม่ได้สัมผัสได้ถึงความสุขใช่ไหมเอ่ย?”
ต้วนชิงหมิงจึงออกแรงบีบมือของตู้ชิงหรวนกลับและพูดออกมาว่า “ชิงหมิงรู้สึกว่าตอนนี้ก็มีความสุขดี… มีน้อง
ชาย มีท่านแม่และท่านพ่ออยู่ข้างกายก็มีความสุขมากๆ แล้ว”
“ชิงหมิงแต่ว่าท่านพ่อและน้องชาย มิอาจอยู่กับชิงหมิงไปได้ตลอดทั้งชีวิต เข้าใจในจุดนี้ไหม?” ตู้ชิงหรวน5ถาม
ขึ้น
สีหน้าของต้วนชิงหมิงกลับชะงักลงชั่วขณะ พร้อมกับคิ้วที่ขมวดขึ้น “ในใจของชิงหมิง ความสุขของคนใน
ครอบครัวสำคัญที่สุด”
“มานี่ชิงหมิง เดี๋ยวแม่จะบอกอะไรให้ฟัง เรื่องที่เล่าไปเมื่อครู่เป็นนักบวชที่วัดเล่าให้ฟังตอนไปไหว้พระ ในตอน
นั้นนักบวชได้เอ่ยถามขึ้นว่าเรื่องนี้ต้องการบอกอะไร แม่จึงตอบท่านกลับไปว่าเรื่องนี้ต้องการบอกให้เรารู้จักเห็นคุณค่า
ของสิ่งที่มีอยู่……”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเข้าใจ ตู้ชิงหรวนจึงพูดต่อไปว่า “แต่นักบวชได้บอกแม่ว่า แท้จริงแล้วเรื่องนี้ต้องการให้เรา
รู้จักรับมาและปล่อยวางลงได้”
ต้วนชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนคิดบางอย่างขึ้นได้ นางจึงหันไปยิ้มให้ตู้ชิงหรวน “ท่านแม่ล้อเล่นชิงหมิงอีกแล้ว
เรื่องนี้ไม่น่าเกี่ยวกับรู้จักรับและปล่อยวาง… แต่น่าจะเป็นเรื่องที่มีความสุขและไม่มีความสุขมากกว่า!”
ตู้ชิงหรวนมองยิ้มๆ ให้ต้วนชิงหมิงโดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
ต้วนชิงหมิงหันมองตู้ชิงหรวนด้วยแววตาเป็นประกาย “ท่านแม่ ชิงหมิงก็มีเรื่องเล่าเหมือนกันที่จะเล่าให้ท่านแม่
ฟัง?”
นางได้ทีจึงเล่าขึ้นมาว่า “เรื่องนี้ไม่ได้ฟังจากนักบวชเล่า แต่อ่านมาจากหนังสือคิดว่าเนื้อหาไม่เลวเลย จึงจดจำมา
ได้”
จากนั้นนางก็เล่าว่า “เรื่องนี้ชื่อว่า ความไม่สมหวังกับการสูญเสีย”
ตู้ชิงหรวนพยักหน้ารอฟัง
ต้วนชิงหมิงจึงเล่าขึ้น “เมื่อก่อนนานแสนนานมาแล้ว มีวัดแห่งหนึ่งที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ทุกวันผู้คนจำนวนมาก
ต่างไปจุดธูปกราบไหว้ ควันลอยไปทั่วบริเวณ คานในห้องของวัดศักดิ์สิทธิ์มีแมงมุมมาสร้างใย และทุกวันแมงมุมได้กลิ่น
ธูปควันที่มีใครมากราบไหว้ ทำให้มันมีจิตใจเข้าหาทางสายพุทธ หลังจากที่ผ่านกาลเวลาที่เนิ่นนานกว่าพันปี จิตใจของ
แมงมุมนั้นได้เปลี่ยนเข้าไปทางพุทธมากกว่าเดิม”