การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 777 เรื่องราวและชีวิต
“มีอยู่วันหนึ่ง พุทธองค์ได้เสด็จมายังวัดศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นควันธูปที่ลอยไปทั่วบริเวณ
ผู้คนเข้าออกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ระหว่างที่พุทธองค์กำลังจะเสด็จกลับได้ทอดพระเนตรเห็นใยแมงมุมนั้น พุทธ
องค์จึงหยุดถามแมงมุมขึ้น ‘เจ้ากับเราพบกันล้วนมีบุพกรรมต่อกัน ข้าขอถามเจ้าเสียคำถาม หลายพันปีมานี้ที่ได้บำเพ็ญ
ตนมานั้น เจ้าได้เห็นสัจธรรมใดบ้าง?’”
แมงมุมได้เห็นพุทธองค์ก็ดีใจเป็นล้นพ้น รีบทูลกลับพุทธองค์ไป “สิ่งที่พระองค์ได้ถามมานั้น แมงมุมที่ตํ่าต้อย
อย่างกระหม่อมได้เรียนรู้คือ ‘ความไม่สมหวัง’ และ ‘การสูญเสีย’ ขอรับ” จากนั้นพุทธองค์ได้พยักพระพักตร์และเสด็จ
จากไป
หลังจากนั้นแมงมุมก็ยังบำเพ็ญตนอยู่บนคานในวัดศักดิ์สิทธิ์ จนมีจิตใจเข้าทางพุทธมากขึ้นไปอย่างมาก อยู่มาวัน
หนึ่ง พุทธองค์ได้เสด็จมาที่วัดศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง และเอ่ยพระโอษฐ์ถามขึ้น “เจ้ายังสบายดีอยู่ใช่ไหม คำถามเมื่อพันปีก่อน
จนถึงตอนนี้เจ้าเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิมไหม?”
แมงมุมรีบตอบกลับทันที “กระผมก็ยังคิดว่าสิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือ ‘ความไม่สมหวัง’ และ ‘การสูญเสีย’ ขอรับ”
พุทธองค์จึงตรัสตอบ “เจ้าลองพิจารณาให้ดีเถิด คราวหน้าเราจะกลับมาถามเจ้าใหม่”
จนกระทั่งเวลาผันผ่านไปอีกหนึ่งพันปี เกิดลมพัดใหญ่พัดเอานํ้าค้างไปติดอยู่บนใยแมงมุม เมื่อมันเห็นนํ้าค้างที่ใส
สดและวาวแวว พลันเกิดความรู้สึกชอบใจขึ้น ทุกๆ วันหลังจากนั้น แมงมุมก็ตั้งหน้าตั้งตารอนํ้าค้างอย่างมีความหวัง
ด้วยรู้สึกว่าสามพันปีที่ผ่านมานี้ สองสามวันนี้เป็นวันที่มีความสุขมากที่สุด
ทันใดนั้น ลมขนาดใหญ๋ได้พัดขึ้นมาอีกครั้ง หอบเอานํ้าค้างจากไป แมงมุมรู้สึกว่ามันขาดหายบางอย่างไปในพริบ
ตา
ในเวลานี้ พุทธองค์ได้เสด็จมาถามแมงมุมขึ้น “ในหนึ่งพันปีที่ผ่านมานี้ เจ้าได้พิจารณาคำถามเป็นอย่างดีแล้วใช่
ไหม สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือสิ่งใด?”
แมงมุมยังแอบนึกถึงกานลู่ ก่อนทูลกลับพุทธองค์ไปว่า “ในใต้หล้านี้สิ่งที่คุณค่ามากที่สุดคือ ‘ความไม่สมหวัง’
และ ‘การสูญเสีย’ ขอรับ”
พุทธองค์ตอบเสียงเรียบ “อย่างนั้นก็ดี ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนี้ เราจะให้เจ้าได้ไปเรียนรู้ทุกอย่างที่คนคนหนึ่งจะต้อง
พบเจอแล้วกัน”
จากนั้นแมงมุมได้กลับไปเกิดในตระกูลขุนนาง และเป็นคุณหนูที่ตระกูลรํ่ารวยอู้ฟูั่ ท่านพ่อท่านแม่จึงตั้งชื่อให้นาง
ว่า “จูเอ๋อร์” เผลอพริบตาเดียว จูเอ๋อร์อายุถึงสิบหกปีแล้ว การเป็นสตรีที่อรชร งดงาม ทำให้หัวใจของบุรุษต่างหวั่นไหว
ยามได้พบเห็น
มีอยู่วันหนึ่ง จักรพรรดิตัดสินใจจัดงานเลี้ยงที่ห้องหลังสวนดอกไม้ ให้กับคนที่สอบจอหงวนได้ ในห้องจัดงานนั้นมี
สตรีจำนวนมาก รวมไปถึงจูเอ๋อร์และองค์หญิงฉางเฟิงซึ่งเป็นองค์หญิงคนเล็กขององค์จักรพรรดิ คนที่สอบจอหงวนได้
ต่างร่ายบทกวีแสดงการเฉลิมฉลอง บรรดาสตรีในงานต่างหลงใหลเคลิบเคลิ้ม เว้นเสียแต่จูเอ๋อร์ที่ไม้ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือ
หึงหวงแต่อย่างใด เรื่องจากนางรู้ว่าพุทธองค์ได้ประทานงานแต่งไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
หลายวันหลังจากนั้น ท่านพ่อท่านแม่ของจูเอ๋อร์ไปไหว้พระที่วัด ซึ่งบังเอิญไปเจอท่านพ่อท่านแม่ของกานลู่โดย
บังเอิญ หลังจากที่ไหว้พระเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ของทั้งสองฝั่ายได้ไปพูดคุยกัน จูเอ๋อร์กับกานลู่จึงเดินไปคุยที่
ระเบียงทางเดินของวัด จูเอ๋อร์ดีใจที่สุดที่ได้พบบุรุษที่นางอยากอยู่ด้วยมาโดยตลอด แต่กานลู่ก็ไม่ได้ใช้โอกาสสองต่อสอง
นี้บอกความรู้สึกรักใคร่นางออกมา
จูเอ๋อร์จึงพูดกับการลู่ว่า “เจ้ายังจำใยแยงมุมที่วัดศักดิ์สิทธิ์ เมื่อสิบหกปีก่อนได้ไหม?”
กานลู่พูดอย่างแปลกใจ “แม่นางจูเอ๋อร์ หน้าตางดงาม เป็นที่รักของคนที่พบเห็น แต่ความคิดของแม่นางช่างลํ้า
เลิศไปหน่อยกระมัง”
จูเอ๋อร์กลับถึงเรือนพร้อมกับคิดในใจ พุทธองค์จัดให้นางได้แต่งกับกานลู่ เหตุใดพระองค์มิให้เขาจำเรื่องเหล่านั้น
ได้ เหตุใดกานลู่ถึงไม่มีความรู้กับนางแม้แต่น้อย?
จากนั้นเพียงไม่กี่วัน จักรพรรดิได้ออกพระราชโองการ ให้กานลู่ที่สอบจอหงวนได้อันดับหนึ่งแต่งงานกับองค์หญิง
ฉางเฟิง ส่วนจูเอ๋อร์แต่งกับองค์รัชทายาทจื่อฉ่าว เมื่อข่าวนี้ได้ถึงหูจูเอ๋อร์ นางคิดไม่ถึงว่าพุทธองค์จะทำแบบนี้กับนางได้
หลายวันต่อมา นางไม่กินไม่นอน ครุ่นคิดอย่างร้อนใจ ถึงชีวิตที่มีอันตรายคืบคลานใกล้เข้ามา องค์รัชทายาทมา
หานางและผลักนางลงไปบนเตียง ยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูนาง “วันนั้นในงานเลี้ยงสอบจอหงวน ใบบรรดาคุณหนูทั้ง
หลาย ข้าตกหลุมรักเจ้าตั้งแต่แรกพบ จึงขอร้องให้เสด็จพ่อพระราชทานงานสมรสนี้ให้ หากเจ้าคิดสั้น ข้าก็ไม่มีความ
จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว คงหยิบดาบประจำตัวแทงตัวจนตายตามไป”
ในขณะนั้นเอง พุทธองค์ได้ส่งกระแสจิตถามจูเอ๋อร์ “แมงมุมเอ๋ย เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่ากานลู่กลับชาติมาเกิดที่นี่
ด้วยเหตุอันใด เขามาที่นี่เพราะองค์หญิงเฉิงเฟิงเป็นบุพกรรมนำมาพานพบ จึงต้องแต่งกับองค์หญิงเฉิงเฟิง เขาได้
พบพานเจ้าเพียงช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ส่วนองค์รัชทายาทจือฉ่าวในตอนนี้ อดีตได้เป็นต้นหญ้าอ่อนที่คอยจ้องมองเจ้า
มานนกว่าสามพันปี ปฏิพัทธ์ต่อเจ้ามาสามพันปี แต่เจ้าไม่เคยเหลียวมองแม้แต่หางตา… เจ้าแมงมุม เราขอถามเจ้าอีกครั้ง
สิ่งใดที่สำคัญที่สุดในชีวิต?”
หลังจากเจ้าแมงมุมได้ทราบเรื่องราวความจริงของบุพกรรม พลันเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นทันที
นางทูลตอบพุทธองค์ไปว่า “ในโลกใบนี้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดมิใช่ ‘ความไม่สมหวัง’ และ ‘การสูญเสีย’ อีกแล้ว แต่
เป็นการเห็นความสุขที่อยู่เบื้องหน้าได้ต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงตอบ พุทธองค์ถอนจิตกลับไป จูเอ๋อร์จึงได้สติขึ้นเห็นองค์รัชทายาทจือฉ่าวกำลังจะปลิดชีพ นางจึงรีบ
เข้าไปคว้าดาบประจำตัวออกมา โผเข้าสวมกอดองค์รัชทายาทแนบแน่นไปแทน…
ในที่สุดเรื่องราวที่ต้วนชิงหมิงเล่ามาก็จบลงอย่างรวดเร็วไม่ยืดยาว นางมองไปที่ตู้ชิงหรวนยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ท่านแม่ ในโลกใบนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดขึ้นอยู่กับว่าเราไขว่คว้าความสุขเบื้องหน้าได้หรือไม่ต่างหาก ท่านแม่ว่าไหม?”
ตู้ชิงหรวนใช้สายตาฉงนใจมองไปยังต้วนชิงหมิงอยู่นาน ก่อนคิดในใจว่า… ต้วนชิงหมิงที่หัวรั้นแบบนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่
จะต้องพบเจอความยากลำบากเสียก่อน จึงจะเข้าใจว่าทุกอย่างในโกใบนี้เปลี่ยนแปลงจนยากทำความเข้าใจได้หมด
ตู้ชิงหรวนมิกล้าพูดสิ่งใดต่อไปอีกแล้ว นางได้แต่ลูบมือต้วนชิงหมิงอย่างอ่อนโยน พูดเสียงอ่อนโยนว่า “ชิงหมิง
แม่แค่อยากให้เจ้าไตร่ตรองให้มากกว่านี้… หวังว่าเจ้าจะจำได้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ แม่กับพ่อจะอยู่ข้างกายเจ้าเสมอ”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังพลันยิ้มออกมา “ชิงหมิงจำได้ขึ้นแล้วท่านแม่!”
นางเข้าใจความหมายที่ตู้ชิงหรวนต้องการสื่อ แต่นางเข้าใจขึ้นไปอีกว่าในโลกนี้ เรื่องไม่สมหวังและการสูญเสีย
เป็นสิ่งไม่ควรให้ความสำคัญมากนัก สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด ควรเป็นคนในครอบครัวที่ยอมทำทุกอย่างได้โดย
ไม่มีเงื่อนไข
ดังนั้น ต้วนชิงหมิงไม่มีทางปล่อยให้สิ่งอื่นใด มาบดบังคนในครอบครัวที่นางรักมากที่สุด
ต้วนชิงหมิงกับตู้ชิงหรวนนั่งคุยกันในห้องของชุนถาวอยู่นานสองนาน ก่อนจะกลับไปด้วยกัน
ชุนถาวเห็นทั้งสองคนกำลังจะจากไปก็รู้สึกไม่อยากให้จากไป นางมองไปที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยขึ้น “คุณหนูใหญ่ กลับ
ไปแล้วอย่าลืมบ่าวนะเจ้าค่ะ หากคุณหนูมีเวลาก็มาเยี่ยมบ่าวบ้างนะเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงสัพยอกกลับไปว่า “หากพี่ชุนถาวกล้าเรียกชิงหมิงว่า ‘ชิงหมิง’ เหมือนเดิม ละก็ ชิงหมิงไม่เพียงจะให้
บ่าวใช้มาพูดคุยเป็นเพื่อน ชิงหมิงเองก็จะหาเวลามาเยี่ยมด้วยเหมือนกัน”
ชุนถาวหันมองตู้ชิงหรวน แต่นางกลับเบือนหน้าไปทางอื่น แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
ชุนถาวพูดกระซิบกระซาบ “เอาอย่างนี้แล้วกัน ต่อหน้าคนอื่นจะเรียกว่าคุณหนูใหญ่ หากอยู่ส่วนตัวจะเรียกชื่อ
ตรงๆ แล้วกัน อย่างนี้ได้ไหม?”
ต้วนชิงหมิงแอบยกนิ้วก้อยขึ้นแทนคำสัญญา “ได้ ตกลงตามนั้น!”
เมื่อต้วนชิงหมิงกำลังจะเดินจากไป ชุนถาวได้เบือนปากถามขึ้น “ชิงหมิง ได้ยินว่าวันนี้ตอนเย็นจะเข้าไปทำ
อาหารเย็นด้วยตัวเองใช่ไหม?”
ห้องครัวในเรือนของต้วนชิงหมิงแทบไม่ค่อยได้ใช้เลย อย่างมากก็แค่อุ่นโจ๊กกับอาหารนิดหน่อย
ตอนนี้ตู้ชิงหรวนเดินเข้าไปในห้องครัวในเรือนต้วนชิงหมิง พร้อมกับออกเงินซ่อมแซมปรับปรุง เพื่อวันข้างหน้า
ยามที่นางหิวและอยากทำอาหารเองก็สามารถทำได้ทันที
ในความเป็นจริง ทุกครั้งที่ต้วนชิงหมิงลงมือทำอาหารเอง ต้วนอวี้มักนํ้าลายสอ และหาทุกวิถีทางเพื่อให้ต้วนชิงห
มิงทำอาหารให้เขาทาน
จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง ต้วนชิงหมิงได้ตำหนิต้วนอวี้ “หากเจ้าอยากทานมากขนาดนั้น ก็ย้ายครัวไปที่เรือนของเจ้าเองได้
เลย”
พอต้วนอวี้ได้ยินก็รีบโบกมือปฏิเสธ “อย่าทำกระนั้นเลย… อย่างแรกน้องไม่มีฝีมือทำอาหารเหมือนท่านพี่ ต่อให้มี
ก็ไม่มีเวลาลงมือทำเอง… ท่านพี่ก็รู้นี่หน่า อวี้เอ๋อร์ต้องอ่านตำราเตรียมสอบ และใช้พลังจนหมด จำต้องเติมพลังงาน ส่วน
ห้องครัวใหญ่ของจวนต้วนทำแล้วไม่อร่อยเท่าท่านพี่นี่หน่า”
ต้วนชิงหมิงรู้อยู่แก่ใจดี ต้วนอวี้ตั้งใจพูดเอาใจนาง แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาก็เป็นความจริง ห้องครัวใหญ่ของจวนต้
วนที่ต้องดูแลทุกชีวิตในจวน พร้อมกับอาหารสามมื้อ การที่เด็กน้องอย่างต้วนอวี้ที่กำลังกินกำลังนอนนั้น อาจได้รับสาร
อาหารที่ไม่เพียงพอ
นับจากนั้นเป็นต้นมา ต้วนชิงหมิงมักคิดหาทุกวิถีทางช่วยเพิ่มสารอาหารให้ต้วนอวี้ และทุกครั้งต้วนอวี้มักแบ่ง
อาหารดีๆ ให้กับต้วนชิงหมิงครึ่งหนึ่งเสมอ ตอนนี้ต้วนชิงหมิงก็เพิ่มมีนํ้ามีนวล หลังจากอาหารที่ต้วนอวี้แบ่งให้เสมอ
เมื่อชุนถาวได้ยินเรื่องการทำอาหารที่เรือนต้วนชิงหมิง ดูเหมือนชุนถาวก็นํ้าลายสอขึ้นมา
ชุนถาวหันมองต้วนชิงหมิงอย่างวิงวอน “ชิงหมิงคนดี วันนี้ทำอะไรกินแบ่งมาให้ชุนถาวทานด้วยได้ไหม?”
ทางด้านตู้ชิงหรวนปรายตามองชุนถาว จนนางรีบพูดขึ้น “คุณหนูใหญ่วางใจได้ ชุนถาวไม่กินโดยเปล่าประโยชน์
รอให้ชุนถาวดีขึ้นกว่านี้ จะไปช่วยคุณหนูแบกนํ้าผ่าฟืนได้ไหมเจ้าคะ?”
ชุนถาวยิ้มออกมา “เรื่องแบกนํ้าผ่าฟืนไม่ต้องหรอก เอาอย่างนี้แล้วกัน หากพี่ชุนถาวดีขึ้นก็หาเวลามาคุยกับชิงห
มิงแล้วกัน”
ชุนถาวกะพริบตาปริบๆ “ถ้าอย่างนั้นพี่ก็เอาเปรียบชิงหมิงละสิ”
ต้วนชิงหมิงตอบกลับว่า “พี่ชุนถาวจะสรุปเรื่องนี้เร็วไม่ได้ อีกอย่างอย่าได้รีบร้อนไป สุดท้ายใครเอาเปรียบใครก็
ยังไม่รู้ได้!”