การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 778 แขกที่ไม่รับได้รับเชิญอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 778 แขกที่ไม่รับได้รับเชิญอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋
ด้านตู้ชิงหรวนได้ยินชุนถาวกับต้วนชิงหมิงถกเถียงเรื่องใครเอาเปรียบใคร จนต้องส่ายหน้าอมยิ้ม “เอาล่ะ พวก
เจ้าสองคนจะพูดกันจบไหมเนี่ย หากบอกว่าใครเอาเปรียบใครต้องเป็นชุนถาวแน่นอน เพราะนางตัวใหญ่กินที่มากกว่า!”
หลังสิ้นเสียงลง ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงกับตู้ชิงหรวนหันมาโบกมือจากลาชุนถาว กลับไปเรือนของใครของมัน
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงกลับเรือนแล้ว ได้เรียกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปเตรียมวัตถุดิบทำอาหาร จากนั้นเริ่มทำอาหารเย็นให้
ต้วนอวี้
อันที่จริง ต้วนอวี้ชอบทานพืชผักมากกว่าเนื้อสัตว์ โดยเฉาะทำอาหารสุกๆ ดิบๆ เขามักจะไม่คีบทาน เขายังชอบ
อาหารที่ทำจากเห็ดหอม เห็ดหูหนูดำ ยังชอบทานเนื้อปลา กุ้งและปู
แต่ว่าต้วนอวี้กำลังอยู่ในวัยเติบโต ดังนั้นระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำลังปรุงอาหารให้ต้วนอวี้ มักให้ความสำคัญกับ
การผสมอาหารที่มีทั้งพืชผักและเนื้อสัตว์อย่างเหมาะสม เพื่อให้เขาได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับช่วงวัย
หลังจากต้วนชิงหมิงกลับถึงเรือนแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า พับแขนเสื้อขึ้น รีบเดินไปที่ห้องครัว
เมื่อชิวหนิงได้เห็นจึงรีบเข้าไปห้ามต้วนชิงหมิงเอาไว้ “คุณหนู ร่างกายของคุณหนูยังไม่หายดี จะออกแรงทำ
อาหารแบบนี้ไม่ได้… แม้บ่าวจะทำอาหารรสชาติไม่อร่อยเท่าคุณหนู แต่เชื่อว่าคุณชายใหญ่คงพอทานได้… คุณหนูพัก
ผ่อนก่อนเถิด ให้บ่าวเป็นคนทำเองเถอะเจ้าค่ะ”
ฝีมือการทำอาหารของชิวหนิงนับว่าไม่เลว แต่ต้วนชิงหมิงอยากลงมือทำอาหารเพื่อให้ต้วนอวี้ด้วยตัวนางเอง
มากกว่า เพราะนางรู้ว่าต้วนอวี้ทำอะไรเพื่อนางมากมาย จึงต้องเอ็นดูน้องชายผู้นี้ให้มาก เพื่อตอบแทนที่เขาทำเพื่อนาง
ทุกๆ อย่าง
เมื่อเห็นชิวหนิงมาโน้มน้าวให้นางพักผ่อน ต้วนชิงหมิงก็ยิ้มแย้มแจ่มใส “ชิวหนิง ฝีมือการทำอาหารของเจ้าไม่เลว
เลย แม้ข้าก็ยังเทียบเจ้าไม่ได้เลย แต่ว่าข้ายังอยากทำให้อวี้เอ๋อร์ทานมากกว่า……”
ชิวหนิงตอบอย่างจนปัญญา “อย่างนั้น คุณหนูก็อย่าหักโหมมากเกินไป บ่าวจะคอบช่วยเหลืออยู่ข้างๆ แทนดี
ไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าอนุญาต
ชิวหนิงจึงรีบหอบฟืนมาก่อไฟ และเริ่มเตรียมวัตถุดิบต่อ
มือไม้ของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ทำอะไรว่องไว นางไม่เพียงหยิบเห็ดหอม เห็ดหูหนูดำ กุ้ง ปลาแล้ว ยังหยิบผักสดสีเขียวที่
เด็ดมาใหม่อีกมาก
ตั้งแต่ที่ต้วนอวี้ย้อนเวลากลับมาในยุคโบราณ เขาชอบพืชผักที่เขียวสดที่นี่ทั้งหมด
ในระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำชับให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เด็ดผัด นางก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบอย่างอื่น เพื่อช่วยเตรียมอาหารเย็น
ที่หลากหลายให้ต้วนอวี้
อาหารจานแรกที่ต้วนชิงหมิงทำก็คือปอเปียะทอด
แปั้งปอเปียะมีวัตถุดิบไม่มาก ใช้เพียงฟองเต้าหู้ หน่อไม้ แครอท เห็ดหูหนูดำ แตงกวา และมีไข่ไก่สดอีกสองสาม
ฟอง
ในฤดูกาลนี้วัตถุดิบย่อมเสาะหาได้ง่ายดาย ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้วนอวี้ชอบปอเปียะรสชาตินี้ เพราะไม่มีเนื้อสัตว์
ไม่มีไขมันสัตว์ ทานแล้วกรุบกรอบหอมหวาน
ต้วนชิงหมิงนำหน่อไม้เข้าไปต้มในหม้อสักพักหนึ่ง เพื่อช่วยกำจัดพิษในหน่อไม้ให้ออกมา
เมื่อหน่อไม้สุกแล้ว เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ตักมันใส่ลงไปในนํ้าเย็น ส่วนต้วนชิงหมิงก็เจรียมวัตถุดิบต่อไป
นางหยิบแตงกวาหั่นเป็นเส้นบางเฉียบ ใส่เกลือคลุกเคล้าไปเล็กน้อยและปล่อยทิ้งไว้สักพัก
จากนั้นนำฟองเต้าหู้สดมาหั่นเป็นทรงสี่เหลี่ยมวางไว้ด้านข้าง และหันมานำแครอท เห็ดหูหนูและหน่อไม้ที่ต้มเมื่อ
ครู่มาหั่นซอยละเอียดเป็นเส้นบางๆ
แครอทสีส้ม หน่อไม้ขาว และเห็ดหูหนูดำ ถูกจัดวางบนจานดูแล้วมีสีสันหลากหลาย เป็นที่ดึงดูดสายตา
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อาหารเหล่านี้เป็นฝีมือของต้วนชิงหมิงเอง แม้แต่ชิวหนิงก็แค่ช่วยจุดฟืนและเตรียมวัตถุดิบนิด
หน่อยเท่านั้นเอง
หลังจากเตรียมวัตถุดิบเรียบร้อย ก็เตรียมกะทะสำหรับผัด จุดไฟ เทนํ้ามัน จากนั้นค่อยใส่หน่อไม้ แครอทและ
เห็ดหูหนูดำผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ระหว่างผัดอยู่นั้นไม่สามารถใส่เกลือและพริกไทยดำโดยเด็ดขาด เมื่อผัดจนพอสมควรแล้ว ค่อยเติในํ้ามันเข้าไป
อีกหน่อย นำแตงกวาที่ซอยแล้วบีบนํ้าออก ใส่เข้าไปผัดครู่เดียวแล้วยกออกจากเตา `
ภายในห้องครัวเล็กพลันเต็มไปด้วยกลิ่นหอมลอยอบอวลไปทั่ว
ต้วนชิงหมิงเทวัตถุดิบที่ผัดเรียบร้อยแล้วใส่ลงจาน จากนั้นหยิบฟองเต้าหู้ขึ้นมาหนึ่งแผ่น คีบวัตถุดิบที่ผัด
เรียบร้อยแล้วใส่ลงไปไม่มากไม่น้อย จากนั้นทาไข่ไก่ดิบที่ตีแล้วตรงมุมของฟองเต้าหู้แล้วห่อพัน ทั้งชิวหนิง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
และต้วนชิงหมิงช่วยกันทำ ไม่นานนักฟองเต้าหู้ก็ถูกใช้ห่อเป็นปอเปียะจนเต็มจาน
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดยิ้มๆ “ครั้งก่อนคุณชายใหญ่กินปอเปียะทอดอย่างมีความสุข เอาแต่ร้องอยากทานอีก จนขอร้อง
ให้คุณหนูทำบ่อยๆ มื้อนี้คุณชายใหญ่จะต้องจนอิ่มหมีพีมันแน่นอน”
ชิวหนิงยิ้มออกมา “ใช่แล้วๆ ฝีมือของคุณหนูนั้น บ่าวแค่ดมก็นํ้าลายสอขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะขึ้นมา “ปอเปียะเป็นอาหารที่อวี้เอ๋อร์ชอบทานมากที่สุด จึงตั้งใจทำในปริมาณสามคนทาน ดู
สิคราวนี้เขาจะทานจนอิ่มไหม!”
ชิวหนิงมองไฟที่ถูกจุดและนำกะทะตั้งเตา จากนั้นใส่นํ้ามันลงไปแล้วหยิบปอเปียะลงไปทอด พลิกลับไปกลับมา
จนฟองเต้าหู้เป็นสีเหลืองทอง กลิ่นหอมโชยไปทั่ว
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตักปอเปียะขึ้นจากกะทะจัดเรียงไว้บนจานอย่างสวยงาม
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับชิวหนิงต่างยิ้มมองกับอาหารที่ต้วนชิงหมิงทำอย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนที่นางจะล้างไม้ล้างมือก่อน
เตรียมอาหารจานถัดไป
กลิ่นหอมอบอวลลอยโชยไปทั่ว จนเตะเข้ากับจมูกของบุรุษที่แอบอิงอยู่ข้างกำแพง บุรุษทั้งสองคนปล่อยให้แสง
ตะวันทองอุไรสาดส่องมาที่พวกเขา
ทั้งสองคนเป็นคนที่รับผิดชอบดูแลปกปั้องต้วนชิงหมิง ซึ่งนั่นก็คืออั้นเยวี่ยและเหยียนหลิ่งอวี๋ที่แอบลับๆ ล่อๆ มา
ชะเง้อชะแง้หาต้วนชิงหมิง
ในเวลานี้ ทั้งสองคนยังคงยืนพิงกำแพงอยู่พูดซุบซิบเสียงเบา และคอยระแวดระวังความปลอดภัยให้ต้วนชิงหมิง
แต่ยามที่เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อยู่ อย่างน้อยก็มีอั้นเยวี่ยที่คอยอยู่ดูแล โดยเหยียนหลิ่งอวี๋จะได้ตั้งใจออกไปจับงูพิษและ
ค้างคาวมาทำยาถอนพิษได้สำเร็จ
ตอนนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋กลับมาแล้วจึงสามารถเข้ามาสอดส่องต้วนชิงหมิงได้ทุกเวลา ดังนั้นอั้นเยวี่ยเห็นว่าเขาทำ
ภารกิจที่องค์ชายสามมอบหมายได้สำเร็จลุล่วง
อย่างไรก็ตาม อั้นเยวี่ยก็มีงานที่สำคัญของเขาที่ต้องทำ จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องคอยปกปั้องต้วนชิงหมิงที่มีคนมาดูแล
แทนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น สตรีผู้นี้กับน้องชายของนางไม่ใช่คนธรรมดา ในเมื่อปัญหาหลักได้รับการแก้ไขแล้ว เชื่อว่าการรับมือ
กับคนอื่นที่ลอบทำร้ายจะทำอะไรสองพี่น้องไม่ได้อีกแล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋รับข้อเสนอของอั้นเยวี่ยมาทำโดยไม่ต้องคิด
ภัยอันตรายของต้วนชิงหมิงได้กำจัดไปแล้ว ทว่าภัยอันตรายของเหยียนหลิ่งอวี๋ยังรอเขาอีกมากนัก ช่วงก่อนหน้า
นี้ เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการช่วยรักษาต้วนชิงหมิง ทำให้ละเลยสิ่งที่เขาต้องทำไปไม่น้อย บัดนี้ เขามีภารกิจใหม่ที่
อยากให้อั้นเยวี่ยช่วยโดยที่ไม่ต้องมานั่งต้วนชิงหมิงต่อไปแล้ว
*
หลังจากครั้งก่อนที่เกิดเรื่องขึ้นในวังหลวง องค์หญิงจิ่นซิ่วและองค์หญิงอวี้หลัวต่างเห็นหน้าคาดตาอั้นเยวี่ยเข้า
แล้ว ฐานะที่เขาเก็บไว้จึงเปิดเผยออกมา องค์หญิงทั้งสองต่างคิดหาวิธีจะเข้ามาเค้นถาม ว่าอั้นเยวี่ยมีความสัมพันธ์ใดกับ
เหยียนหลิ่งอวี๋
สิ่งสำคัญข้างกายของต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้มีอั้นเยวี่ยที่ชอบบริหารเสน่ห์ หากปล่อยให้เขาอยู่ที่จวนต้วนนาน
กว่านี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ย่อมไม่วางใจได้เต็มที่
อั้นเยวี่ยมองออกว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังครุ่นคิดว่าควรส่งคนมาที่นี่แทนอั้นเยวี่ยดีไหม
ถึงแม้ความสัมพันธ์ของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกับเหยียนหลิ่งรุ่ยพร้อมจะปะทะกันได้ทุกเมื่อ แต่เหยียนหลิ่งอวี๋คิดว่าคน
อย่างเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่มีทางปล่อยต้วนชิงหมิงไปง่ายๆ แม้องค์ชายชิงตั๋วเองก็ยังแอบปีนกำแพงส่องดูต้วนชิงหมิงอยู่
ประจำ
ระหว่างที่อั้นเยวี่ยและเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังพูดคุยกัน จู่ๆ กลิ่นหอมได้ลอยโชยมาดึงดูดอั้นเยวี่ย จนเขาต้องเอ่ย
ปากชม “หอมเหลือเกิน! ฝีมือการทำอาหารของคุณหนูใหญ่ไม่เลวเลยทีเดียว!”
ด้านเหยียนหลิ่งอวี๋ก็หันมองไปทางห้องครัวเล็กๆ ที่ต้วนชิงหมิงกำลังทำกับข้าว
อันที่จริง ห้องครัวเล็กในเรือนต้วนชิงหมิงแทบไม่ได้ทำอาหารเลย ตอนนี้กลับมาใช้โดยเหนือความคาดหมาย เหยี
ยนหลิ่งอวี๋ก็พลอยฉงนไปด้วย เพราะเขาเห็นต้วนชิงหมิงเดินเข้าไปในห้องครัว จนปั่านนี้ก็ยังไม่กลับออกมา
อั้นเยวี่ยหันมองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ด้านข้าง ทันใดนั้นได้ชี้ไม้ชี้มือพูดขึ้น “เห้อ! ไหนเจ้าลองว่ามาสิ ใครกันที่ทำให้
คุณหนูใหญ่ต้วนถึงกับต้องลงมาทำอาหารด้วยมือตัวเอง?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ เลือกตอบโดยไม่ตรงคำถาม “สรุปแล้วเจ้าจะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไป
ก็อยู่ตรงนี้ ห้ามไปไหนทั้งนั้น!”