การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 779 ข้ากินไม่มาก
อั้นเยวี่ยเป็นคนไม่เข้าตามตรอกออกตามประตู ดูท่าทางของเขาแล้วเป็นคนหน้าหนาพอใช้ได้ ตามจีบสตรีที่รูป
งามไปทั่ว แต่ถ้าเขามาคิดเกินเลยกับต้วนชิงหมิงแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่มีทางปล่อยให้เขามีความคิดนั้นนานไปได้
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเอ่ยปากพูด ถลึงตาโตจ้องไปที่อั้นเยวี่ย ทว่าเขากลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
อั้นเยวี่ยเงยหน้ามองท้องฟั้า โดยไม่คิดหันมองคนที่ใช้เขามาเฝั้าพี่น้องจวนต้วน แล้วจะให้เขารีบๆ จากไปซะ
เขาจึงพูดตะกุกตะกักขึ้นมาว่า “ข้าช่วยดูแลคุณหนูใหญ่ต้วนตั้งนาน อย่างน้อยก็มีคุณงามความดีอยู่บ้างเหมือน
กัน… ข้าตัดสินแล้วต้องกินอาหารเย็นที่นางเตรียมไว้ให้แล้วค่อยจากไป”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตาเหลือกโตเต็มสองข้าง “เจ้าพูดอะไร? พูดใหม่อีกครั้งสิ!”
อั้นเยวี่ยยักไหล่ผายมือพูดอย่างไม่แยแส “ข้าพูดว่าข้าจะต้องได้กินอาหารเย็นที่คุณหนูต้วนทำ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋กัดฟันกรอดๆ มองไปที่อั้นเยวี่ย จากนั้นถีบเขาจนเกือบตกลงจากกำแพง… ชิชะ คนที่เหยียนหลิ่งอ
วี๋ยังไม่เคยได้ทานข้าวร่วมกับนางแม้แต่มื้อเดียวมาก่อน อั้นเยวี่ยเจ้าเป็นใครกัน ถือดีจะทานข้าวกับนาง
อั้นเยวี่ยถูกถีบแต่ไม่ได้ตกลงมาจากกำแพง ด้วยเขาเหลือบเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ทำท่าทำทางจะลงมือ จึงเบี่ยงตัวไป
นิดหน่อยให้โดนถีบแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น ตอนนี้อั้นเยวี่ยหันมายิ้มให้เหยียนหลิ่งอวี๋ “เหยียนหลิ่งอวี๋ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ถ้า
เจ้ามีความสามารถจริง ก็ลงไปที่เรือนของต้วนชิงหมิงกับข้า มิอย่างนั้น ข้าจะลงไปก่อนแล้วกัน!”
อั้นเยวี่ยพูดจบลงก็ทำท่าทำทางเตรียมกระโดดลงไปข้างล่าง
พอเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ยินรีบกัดฟันกรอดๆ “เจ้ากล้าอย่างนั้นรึ……”
“ข้ากล้าไม่กล้า ไม่ขึ้นอยู่กับเจ้าสักนิด!” อั้นเยวี่ยตอบอย่างไม่สนใจ
อั้นเยวี่ยพูดไปพลางทำท่าทำทางเตรียมกระโดดลงไปข้างล่าง แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับรวดเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง และ
พออั้นเยวี่ยกระโดดลงมาข้างล่าง เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ผายมือให้เขากลับไปได้แล้ว
อั้นเยวี่ยถูกเหยียนหลิ่งอวี๋ตัดหน้าลงถึงพื้นก่อน เขาจึงจำต้องจากไปอย่างไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่นัก และก่อน
จากไปเขาแอบยิ้มกนะหยิ่มในใจ… ที่แท้เหยียนหลิ่งอวี๋ก็นํ้าลายสออยากทานอาหารฝีมือของคุณหนูใหญ่ต้วน แต่เขากลับ
เลือกไม่พูดออกมา ปล่อยให้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นหมาหวงก้าง
อั้นเยวี่ยเงยหน้ามองท้องฟั้าและเปร่ยเสียงเรียบ “เหยียนหลิ่งอวี๋เจ้าใช้ได้เลย ต้องให้ข้าลองแหย่ก่อน เจ้าถึงจะ
หวงก้าง ความกล้าหาญและความใจกล้าของเจ้าไปไหนหมดแล้ว?”
เหยียนหลิ่งอวี๋กลับเลือกหันชะเง้อมองเข้าไปในเรือน
แสงตะวันที่ใกล้ลาลับขอบฟั้าค่อยๆ สาดแสงที่ทองอร่ามกระทบห้องครัวเล็กๆ ที่มีควันคลุ้งจากการประกอบ
อาหาร ในสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋มันเป็นความงามที่เกินไปบรรยาย
ภายในเรือนต่างเงียบงัน มีเพียงเสียงต้วนชิงหมิงสั่งใ้บ่าวใช้ทำนู้นทำนี่ และเสียงผ่าฟืนดังอยู่ตลอด
สายลมพัดผ่านเข้าไปในห้องครัวเล็กๆ จนควันได้มลายหายไปอย่างเชื่องช้า และเป็นครั้งแรกที่เขาสูดควันจากการ
ทำอาหารจนสำลักออกมา
เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ หลับตาลงอย่างไม่รีบไม่ร้อน
ในเวลานี้ ชิวหนิงได้หอบฟืนที่ผ่าเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเดินเข้าไปในห้องครัว พลันเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ยืนอยู่ที่ลาน
ของเรือน
ชิวหนิงจึงรีบกุลีกุจอวิ่งเข้าไปยืนเบื้องหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ แสดงความเคารพ “องค์ชายสามมาที่นี่ได้อย่างไรเจ้า
คะ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋โบกมือให้นางอย่าได้ส่งเสียงดังขึ้นมา ชิวหนิงจึงรีบเอาปากประกบกันให้สนิท แล้วหอบฟืนเข้าไป
ในห้องครัว
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่อยู่ในห้องครัว เหมือนได้ยินเสียงชิวหนิงพูดอะไรบางอย่าง จึงถามขึ้นว่า “ชิวหนิง เจ้าคุยกับใคร
นะ?”
“ไม่ได้คุยกับใครทั้งนั้นแหละ ข้าเห็นแค่ดูว่าคุณชายใหญ่มาที่นี่หรือยัง!” ชิวหนิงรีบตอบ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “อ่อ” ออกมาแล้วช่วยงานต่อ
ชิวหนิงหน้าระเรื่อขึ้น แต่นางก็เลือกไปหาไม้มาตัดเป็นฟืนต่อ
ด้วยความสงสัยเหยียนหลิ่งอวี๋จึงเดินไปยืนด้านข้างของห้องครัวเพื่อดูสถานการณ์
เทียนในห้องครัวไม่ได้ถูกจุดขึ้น มีเพียงแสงจากเตาที่ใช้ประกอบอาหารต่างหาก ทำให้เห็นต้วนชิงหมิงกำลังง่วน
อยู่กับการทำอาหาร
ต้วนชิงหมิงพับแขนเสื้อขึ้นสูง รวบผมเกล้าเป็นจุกเดียว ไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับ การแต่งตัวที่เรียบง่ายของนาง
ที่ไม่ได้บรรจงประณีตเหมือนยามปกติ เป็นภาพที่เขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน ให้ความรู้สึกว่านางเป็นสตรีที่อ่อนโยนและ
โอบอ้อมอารี
ไม่รู้ว่าเคยฟังจากใครมากันที่บอกว่า จะรุ้ได้อย่างไรว่าสตรีคนหนึ่งอ่อนโยนหรือไม่นั้น ให้ดูว่านางทำอาหารด้วย
ความใส่ใจประณีตมากแค่ไหนก็ดูออก
สตรีที่อ่อนโยนมักใส่ใจทุกรายละเอียดในการทำอาหารทุกขั้นตอน เพื่อให้คนที่ได้ทานสัมผัสได้ถึงความใส่ใจและ
พิถีพิถันจากใจ
ตอนนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงแม้ยังไม่ได้ลิ้มรสอาหาร แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและความอดทนในการทำ
อาหารทุกจานอย่างตั้งใจ
อาหารที่ทำอย่างประณีตและใส่ใจ หากได้ลิ้มรสเข้าปาก ต้องเป็นรสชาติที่ยอดเยี่ยมมากแน่ๆ
เหยียนหลิ่งอวี๋คิดแล้วก็รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
ทางด้านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลังต้วนชิงหมิง กำลังทำตามที่นางสั่งโดยนำปอกต้นหอม ขิง กระเทียมบรรจงใส่
ลงไปในกะทะ จากนั้นก้มตัวดูความแรงของไฟ
ซึ้งที่กำลังนึ่งของบางอย่างถูกวางอยู่ด้านข้าง ในเวลานี้ นํ้าเดือดขึ้นแล้ว กลิ่นหอมจึงโชยออกมาจากซึ้งแพร่ไปทั่ว
ห้อง จนท้องร้องครืดคราด
เหยียนหลิ่งอวี๋สังเกตเห็นอาหารจานหลักและอาหารว่าง ล้วนเป็นฝีมือของต้วนชิงหมิงทั้งสิ้น นางเริ่มเตรียม
วัตถุดิบใส่ลงไปในกะทะเตรียมผัดต่อ
อาหารจานแรงที่นางผัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วคือ พริกผัดไก่เส้น ที่หอมหวลชวนยั่วนํ้าลายให้สอออกมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนหลิ่งอวี๋มองอาหารทั่วไปที่แสนธรรมดาแล้วมีนํ้าลายสออยากพุ่งตัวเข้าไปทาน
ชิวหนิงหอบฟืนเดินผ่านเข้าไปในห้องครัว โดยมีเหยียนหลิ่งอวี๋เปิดทางให้ พอเห็นต้วนชิงหมิงกำลังง่วนอยู่กับการ
ทำอาหาร ก็ลังเลใจว่าควรหรือไม่ควรที่จะบอกเรื่องนี้กับนาง ทางด้านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หันหน้ากลับมาเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ยืน
อยู่ ถึงกับตกใจจนสะดุ้งโหยง แต่ดีที่ชิวหนิงส่งสายตาให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงเงียบลง
ขอเพียงต้วนชิงหมิงยุ่งอยู่กับทำอาหาร นางก็จะไม่ทันสังเกตเห็นเขายืนอยู่ด้านนอกประตูห้องครัว
นางยุ่งอยู่กับก้มตัวมองดูแรงไฟ และบรรจงใส่หัวหอม ขิง กระเทียมลงในกะทะ เพื่อเตรียมผัดอาหารจานต่อไป
แล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋มองอยู่นานสองนาน ก่อนก้าวเท้าเดินเข้ามาเงียบเชียบ เพราะว่าเขาเห็นเตาไฟใกล้มอดดับแล้ว
โดยที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และชิวหนิงไม่ทันรู้ตัว เขาจึงหยิบฟืนท่อนหนึ่งโยนเข้าไปในเตา
ในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงจึงเอ่ยขึ้น “ชิวหนิง เจ้าไปหาจานมาครอบอาหารจานนี้ที อย่าให้หกเลอะเทอะล่ะ อีกอย่าง
ไปบอกชิวจวี๋ให้เรียนคุณชายใหญ่ว่าอาหารเย็นพร้อมแล้ว!”
เมื่อพรวดพูดออกมายืดยาวในคราวเดียว ต้วนชิงหมิงก็แอบสำลักควันจนไอคอกแคกขึ้นมา ชิวหนิงรีบยกชาแก้ว
หนึ่งส่งให้เหยียนหลิ่งอวี๋เพื่อยื่นให้ต้วนชิงหมิง ต้วนชิงหมิงมิได้ทันมองว่าเป็นใคร รีบรับเข้ามาดื่มรวดเดียวจนหมด จาก
นั้นนางก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง
ต้วนชิงหมิงหันหน้ากลับมา เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังก้มหน้าลงไปมองที่เตาไฟ
ไฟในเตาแลบออกมาให้เห็นใบหน้าด้านข้างของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ขาวเนียนและหล่อเหลาเอาการ
ต้วนชิงหมิงพลันชะงักขึ้นมาชั่วขณะ
เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้เป็นผีหรือเป็นคน เข้ามาในห้องครัวโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงแม้แต่น้อย
เขาเงยหน้าสบตากับต้วนชิงหมิง พูดอย่างจริงจัง “ข้าดูไฟเป็น… ข้าจะช่วยเจ้าดูอีกแรง ประเดี๋ยวให้ข้าร่วมทาน
อาหารเย็นด้วยก็พอ”
ต้วนชิงหมิงถึงกับชะงักขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงที่นุ่มนวลและน่าหลงใหลของเหยียนหลิ่งอวี๋มีหรือที่ต้วนชิงหมิงจะต้านทานได้
ต้วนชิงหมิงจึงเม้มปากขึ้น ก่อนพูดอย่างตกตะลึง “แต่ว่า ข้าไม่ได้เตรียมอาหารไว้เพื่อองค์ชายนะสิ!”
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นความจริง
เพราะว่าวัตถุดิบที่เตรียมไว้มีเพียงเพื่อนางกับต้วนอวี้ ส่วนที่เหลืออีกจานเป็นของชุนถาว ซึ่งนางไม่ได้เตรียมไว้ให้
แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋
เขารู้ว่าต้วนชิงหมิงพูดความจริงออกมาทั้งหมด เพราะว่าดูจากปริมาณวัตถุดิบที่นางเตรียม ทำอาหารทานได้
เพียงสองคน
สายตาของเขาพลันเศร้าสร้อยละห้อยหา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว “เจ้าวางใจได้ ข้าทานไม่
เยอะหรอก”
ดูท่าแล้วต้วนชิงหมิงมิอาจปฏิเสธได้จึงพูดอย่างจนปัญญา “ก็ได้ ถึงแม้อาหารจะไม่มาก แต่ข้าวสวยก็เพียงพอ
อยู่… พวกเราก็กินเท่าที่มีแล้วกัน”
พอเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังพลันดีอกดีใจขึ้นมา เขารีบพูดอีกครั้ง “เจ้าวางใจได้ ข้าทานไม่มากหรอก!”
ต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนหันกลับไปเรียกชิวหนิงเข้ามา เพื่อเชิญเหยียนหลิ่งอวี๋ไปนั่งจิบชาก่อน มิอย่าง
นั้นนางคงจะผัดอาหารจานต่อไปไม่ได้
แต่เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงดึงดันที่จะนั่งดูฟืนไฟให้กับนางโดยไม่ขยับตัวไปไหนทั้งนั้น
ต้วนชิงหมิงทำอะไรไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ายังอยากทานอาหารอยู่ไหม?”
หลังสิ้นเสียงคำถาม ดูเหมือนได้ผลชะงัก เหยียนหลิ่งอวี๋พรวดลุกขึ้นยอมเดินตามชิวหนิงออกไปอย่างว่าง่าย
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก้มหน้าดูไฟใต้เตา ต้วนชิงหมิงตรวจดูวัตถุดิบที่เตรียมไว้อีกครั้ง
ถึงแม้เหยียนหลิ่งอวี๋จะเอ่ยว่าทานไม่มาก ทว่าเขามาถึงเรือนแล้ว ไม่มีที่ไหนหรอกที่จะปล่อยให้แขกที่มาทานไม่
อิ่มหนำสำราญกลับไป