การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 781 ชายสองคนที่ไม่สบอารมณ์
ชิวหนิงต่างเคารพบุรุษทั้งสองคนเบื้องหน้าของนาง แต่บัดนี้นางกลัวทั้งสองจะตีกันขึ้น
เป็นที่รู้ว่าทั้งสองคนต่างทำตัวเชื่อฟัง นอบน้อม ปฏิบัติตามกฏเมื่ออยู่กับต้วนชิงหมิง
แต่ถ้านางไม่อยู่ด้วยทั้งสองคนก็กลับเป็นคนละคน จนเหมือนไม่มีใครยอมใคร พร้อมจะบุกชนโดยไม่สนสิ่งขวาง
หน้า
ส่วนชิวหนิงเลือกที่จะหนีเอาตัวรอดไม่อยากรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อชิวหนิงมาส่งเรียบร้อยแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋ก้าวเดินไปด้านหน้าต้วนอวี้โดยไม่อิดออด
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อยากหาเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยต้วนอวี้ไปง่ายๆ
เมื่อเวลายํ่าคํ่า ต้วนอวี้ยืนเท้าสะเอว พูดอย่างดุดันใส่หน้า “เหยียนหลิ่งอวี๋ ที่วังหลวงของเจ้าไม่มีข้าวให้ทานหรือ
ยังไง ทำไมต้องมาทานข้าวที่จวนต้วนข้าด้วย?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบเสียงเรียบ “ในวังหลวงไม่มีอาหารอร่อยเหมือนที่ท่านพี่เจ้าทำยังไงล่ะ ข้าจึงต้องมา!”
วัตถุดิบที่ห้องเครื่องในวังหลวงต่างเป็นของชั้นเลิศทั้งนั้น ทว่าไม่มีความอบอุ่นและคึกตักของผู้คน
แม้จัดให้มีคนมากมายแต่นั่นก็เป็นเพียงแบบแผน ไร้ชีวิตจิตใจ สิ่งแบบนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋เกลียดอยู่ไม่น้อย
พอต้วนอวี้ได้ยินพลันเดือดดาาลขึ้นมา “โอ้โหเหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าก็ช่างกล้า… ห้องเครื่องปรุงอาหารไม่ได้เรื่อง เจ้า
กลับมองว่าท่านพี่ของข้าเป็นแม่ครัวห้องเครื่องใช่ไหม? เจ้าอย่าลืมไปสิ อาหารเหล่านั้นท่านพี่ตั้งใจทำเพื่อให้ข้า เจ้านี่
หน้าหนาหน้าทนเสียจริงมาทานอาหารโดยไม่จ่ายเงิน ที่วังหลวงมีอาหารเพียบพร้อมไม่ทาน มาแย่งเด็กน้อยอย่างข้า
ทานข้าว!”
พอเหยียนหลิ่งอวี๋ปรายตามองต้วนอวี้จึงเอ่ยขึ้น “เจ้าทานคนเดียวหมดอย่างนั้นหรือ?”
อาหารที่ต้วนชิงหมิงทำทั้งหมดเป็นปริมาณที่พอดีกับสองคน แม้ปริมาณไม่มาก แต่อาหารหลากหลายจาน โดย
เฉาพะอย่างยิ่งปลานึ่ง ซึ่งเป็นอาหารธรรมดาทั่วไปที่ทุกคนทานกันเป็นประจำ แต่พอทานเข้าปากไปกลับมีรสชาติที่ยอด
เยี่ยมไม่เหมือนใคร
ต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ทานพืชผักเป็นหลัก ดังนั้นอาหารเนื้อสัตว์ที่มีก็เพียงปลานึ่งและผัดปรุงเนื้อสัตว์
ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ปริมาณอาหารกลับไม่ได้น้อย อย่างที่ต้วนอวี้พูดออกมา
ต้วนอวี้กล่าวอย่างโมโห “ถ้าข้าทานไม่หมด ข้าก็จะโยนให้หมาไป!”
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเอ่ยว่า “ถ้าเจ้าทำเช่นนั้น ท่านพี่ของเจ้าจะโมโหและรู้สึกเปลืองของอย่างไร้ประโยชน์”
ต้วนอวี้โบกมือให้เหยียนหลิ่งอวี๋ “ครั้งนี้ช่างมันเถอะ ครั้งหน้าไม่ต้องมาแย่งอาหารข้าอีกแล้ว จำเอาไว้!”
เหยียนหลิ่งอวี๋พูดอย่างไม่แยแส “อาหารเจ้าไม่ใช่คนทำ ท่านพี่ของเจ้ายังไม่ว่าอะไรเลย เจ้าจะขี้งกไปทำไม…”
จากนั้นผ่านไปครู่หนึ่ง เหยียนหลิ่งอวี๋จึงพูดต่อไปว่า “ถ้าเจ้าเต็มใจไปทานอาหารที่วังหลวง ข้าไม่มีทางทำแบบเจ้า
หรอก แต่จะเลือกต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่!”
ต้วนอวี้ได้ฟังแล้ว รีบเอ่ยอย่างโมโห “ใครจะไปสนใจอาหารไม่อร่อยในวังหลวงของเจ้าด้วย”
ภาพความทรงจำในวังหลวงของต้วนอวี้เป็นพื้นที่ต้องห้าม เขากลัวว่าหากเข้าไปวังหลวงอีกครั้ง อาจโดนพิษจน
ตายได้ ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจเข้าไปในวังหลวงอีกเลย
เหยียนหลิ่งอวี๋ยักไหล่ผายมือ “เจ้าดูเอาแล้วกัน เจ้ายังบอกว่าอาหารในวังหลวงไม่อร่อย ข้าก็เบื่อที่จะต้องทาน
แล้ว ดังนั้นขอเพียงมีเวลา ข้าจะต้องหาโอกาสมาทานข้าวที่นี่ เจ้าฟังเข้าใจแล้วใช่ไหม?”
ต้วนอวี้ลืมตาอ้าปากค้างมองเหยียนหลิ่งอวี๋ จนผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ยกมือขึ้นมาตีหน้าผาก พูดอํ้าอึ้งว่า “อั๊ยย่ะ
เด็กอย่างข้าไม่เคยเจอคนหน้าด้านหน้าทนแบบนี้มาก่อนเลย!”
เหยียนหลิ่งอวี๋มิอยากต่อปากต่อคำกับต้วนอวี้อีกแล้ว เขาเลือกฉีกยิ้มเอ่ยอย่างเย็นชาเพียงหนึ่งประโยค “สิ่งที่เจ้า
ไม่เคยได้เห็นมันมีอีกมาก… หน้าองค์ชายอย่างข้าไม่ได้หน้าด้านหน้าทนอย่างเจ้าเสียหน่อย!”
การต่อปากต่อคำกับเด็กน้อยมิใช่เรื่องถนัดของเหยียนหลิ่งอวี๋ เขาทำให้ต้วนอวี้โกรธจนลมออกหู หน้านิ่วคิ้วขมวด
จนพูดมิออกและเตรียมจากไป
แต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับเลือกเดินจากไปโดยปล่อยให้ต้วนอวี้ยืนอยู่ที่เดิม ต้วนอวี้กำหมัดแน่น ตะคอกเสียงไป
ทางที่เหยียนหลิ่งอวี๋เดินจากไป “เจ้าไปตายซะเถอะ!”
ทันใดนั้น ต้วนอวี้นึกขึ้นได้ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ชอบทานอาหารฝีมือต้วนชิงหมิง อย่างนั้นครั้งหน้าเขาจะใส่ของ
บางอย่างที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่ทำให้ร่างกายไม่สบายให้เหยียนหลิ่งอวี๋ทานเข้าไป ดูสิว่าจะตกหลุมพลางไหม?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ในใจของต้วนอวี้ค่อยโล่งไปมาก เขาเริ่มวางแผนเพื่อรอให้เหยียนหลิ่งอวี๋มาติดกับจะได้เล่นงานให้
สาแก่ใจ
ถึงตอนนั้นต้วนอวี้ไม่มีทางนึกได้เลยว่าเหยียนหลิ่งอวี๋รู้ทันกับดักเขาแล้ว ในครั้งหน้าต่อให้ต้วนอวี้ใส่ยาลงไปใน
อาหารหวังให้เหยียนหลิ่งอวี๋ทาน สุดท้ายคนที่จะได้ทานกลับต้องเป็นต้วนอวี้เสียเอง
ต้วนอวี้ที่ทานอาหารผสมยาเข้าไปแล้ว จนต้องรีบวิ่งเข้าไปถ่ายหนักในห้องนํ้าอยู่หลายรอบหลายคราว
แต่ตอนนี้เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้น ต้วนอวี้จึงได้แต่กัดฟันกรอดๆ มองเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างโมโห
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ยินต้วนอวี้ตะโกนสุดเสียงไม่พอใจออกมา เขาก็เดินแสยะยิ้มจากไป
การที่เขาจากไปแต่โดยดีนั้นไม่ใช่ว่าจะกลัวแต่อย่างใด ในความจริง เขากำลังมีเรื่องสำคัญที่ต้องรีบทำ
ในช่วงเวลานี้ จักรพรรดิเซี่ยเหยียนได้ประชวรขึ้นมา จนกระทั่งฝั่ายต่างๆ เริ่มอยู่ไม่นิ่งกันแล้ว
ชิวตั๋ว เหยียนหลิ่งรุ่ยและเหยียนหลิ่งเจวี๋ยต่างไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร จนงานอภิเษกขององค์หญิงอวี้หลัวถูก
เลื่อนขึ้นมาให้เร็วขึ้น
พูดตามความจริงแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนเหยียนหลิ่งอวี๋ยอมปฏิเสธที่จะแต่งองค์หญิงอวี้หลัวมาเป็นชายา เพราะ
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา แต่การแต่งงานของบรรดาองค์ชายกลับถูกกำหนดไว้โดยจักรพรรดิเพียงผู้เดียว ซึ่งนั่นเป็น
เหมือนราชโองการที่มิอาจปฏิเสธได้ ต้องทำตามเพียงเท่านั้น
แต่หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ได้พบกับต้วนชิงหมิง เขาก็เปลี่ยนความคิดจนอยากรับนางเป็นชายาเอก และไม่ว่า
ผู้ใหญ่จะพยายามกีดกันหรือทัดทาน ก็ดูเหมือนมิอาจเปลี่ยนใจเขาได้แม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋จึงไม่คิดอยากแต่งกับองค์หญิงอวี้หลัว
เหยียนหลิ่งอวี๋แค่อยากจัดการองค์หญิงอวี้หลัวด้วยสารพัดวิธี ทว่ามาถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เอาออกมาใช้ ไม่ใช่ว่าเขา
ไม่อยาก แต่เพราะหากจัดการทั้งที่ต้องจัดการให้ถึงต้นตอ พลิกกระดานหมากทิ้งให้ทุกอย่างล้มเลิกถึงเป็นการตัดทุก
อย่างทิ้ง
เพราะฉะนั้นหากกระดานหมากนี้ที่องค์หญิงอวี้หลัววางแผนไว้พังไม่เป็นท่า นางก็ไม่มีเหตุผลใดจะพัวพันตามติด
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้อีก
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ออกจากจวนต้วนไป ต้วนอวี้เดินกลับเรือน ได้มีเงาสตรีในชุดดำแอบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด จ้อง
เขม็งตาเป็นมันใส่พวกเขา ราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตก็มิปาน
จากนั้นนางได้พูดอย่างเลือดเย็น “พวกเจ้าอย่าคิดได้ใจไป… ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไปอย่างแน่นอน!”
พอสิ้นเสียงลง เงาสตรีชุดดำได้หายแวบไปในความมืดมิด ราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ที่นั่นมาก่อนเลย
ภายในห้องของต้วนชิงหมิงมีแสงไฟจุดสว่างไสวขึ้น ชิวหนิงเดินกลับมาถึงหน้าประตู ถอนหายใจเสียงเบาและก้าว
เดินเข้าไปในห้อง
เมื่อชิวหนิงก้าวเข้ามาในห้อง ต้วนชิงหมิงที่กำลังก้มหน้านั่งจิบชาก็เงยขึ้นถามว่า “ไปกันหมดแล้ว?”
นางกับลังพูดถึงเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนอวี้เอาแต่นั่งจ้องกัน พูดจาเสียดสีเหน็บแนบไปมา จนเกือบทะเลาะกันแล้ว
ชิวหนิงพูดเสียงอ่อยๆ “เห้อ คุณหนู องค์ชายสามกับคุณชายใหญ่ออกไปแล้ว ได้รับฝีปากกันอีกประเดี๋ยวก่อน
แยกย้ายกันกลับไปเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงตอบ “อ่อ” แล้วก้มชาจิบชาโดยไม่เอ่ยคำใดอีกเลย
ส่วนชิวหนิงก็ไปจัดการงานตามหน้าที่ประจำวัน เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินออกมาจากในห้อง นางเข้ามาบอกต้วนชิงหมิง
ว่าทุกอย่างที่จัดเตรียมไว้ในห้องด้านในเรียบร้อย พร้อมให้คุณหนูไปอาบนํ้าชำระร่างกาย
ต้วนชิงหมิงได้เอ่ยถามขึ้น “ใช่แล้ว ข้าอยากรู้ว่าระหว่างที่ข้าสลบไสลไปนั้น องค์ชายชิงตั๋วมาหาบ้างหรือไม่?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับชิวหนิงต่างสบตาตากัน “เรียนคุณหนู มาเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “วันนั้นที่เขามาได้พูดอะไรบ้างหรือเปล่า… ชิวหนิง เจ้าสองคนต้องเล่าออกมาให้
ละเอีย ดห้ามขาดตกบกพร่องแม้แต่จุดเดียว”
ชิวหนิงจึงเริ่มเล่าตั้งแต่ที่องค์ชายชิงตั๋วถูกปฏิเสธมิให้เข้าจวนต้วน จากนั้นเขาได้ปีนปั่ายกำแพงเข้ามาในลานที่
เรือนของคุณหนูต้วนชิงหมิง แล้วมาเคาะประตู ในห้องตอนนี้มีเพียงชิวหนิงที่กำลังเล่าเรื่องอย่างละเอียด โดยที่เซี่ยฉ่าว
เอ๋อร์ฟังอย่างตั้งใจและคอยเพิ่มเติมจุดที่ชิวหนิงขาดหายไป
หลังจากต้วนชิงหมิงได้ฟังแล้ว ก็ถามอย่างใคร่ครวญ “พวกเจ้าแน่ใจใช่ไหม เรื่องนี้มีเพียงพวกเจ้าสองคนที่รู้เรื่อง
ไม่มีใครอื่นในเรือนรู้อีกใช่ไหม?”
ชิวหนิงพยักหน้าตอบกลับ “เรียนคุณหนู พอบ่าวรู้ว่าองค์ชายชิงตั๋วเข้ามาในเรือน ก็แอบชะเง้อและออกไปดูว่ามี
ใครอยู่ข้างนอกหรือเปล่า จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครรู้ว่าองค์ชายชิงตั๋วมาที่เรือนของคุณหนูเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดและประมวลเหตุการณ์ ก่อนเอ่ยว่า “ทางฝังขององค์ชายชิงตั๋วก็ไม่มีผู้ใดรู้ใช่หรือไม่ ว่าเขามา
ที่จวนต้วนเหมือนกัน?”