การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 803 ต้วนเจิ้งออกหน้าปกปั้อง
ลองคิดดูเชวียหนิงหรานและต้วนชิงหมิงเป็นสหายคนสนิท ในหลายเหตุการณ์ทั้งสองคนมีหลายสิ่งหลายอย่างที่
เหมือนๆ กัน สิ่งสำคัญที่สุดคือสายตาของต้วนชิงหมิงสามารถอ่านความคิดของต้วนอวี้และเชวียหนิงหรานได้อย่างทะลุ
ปรุโปร่ง
ด้านต้วนอวี้ก็รู้ว่ามิอาจปิดบังต้วนชิงหมิงได้มิด เพราะนางเป็นถึงพี่สาวแท้ๆ และเอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก จึงไม่มี
ทางทำร้ายเขา ดังนั้นเรื่องระหว่างต้วนอวี้กับเชวียหนิงหรานนั้น ถ้าต้วนชิงหมิงรู้มากเท่าไหร่ก็เป็นผลดีกับพวกเขามาก
เท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมต้วนอวี้ถึงไม่ปิดบังต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย
ต้วนเจิ้งคิดดูแล้วก็เห็นด้วย คุณหนูรองจวนเชวียเป็นสหายคนสนิทของต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้คิดอยากได้นางเป็น
ภรรยา มีหรือที่จะรอดพ้นสายตาไปได้
ต้วนเจิ้งพยักหน้ารับทราบพร้อมกับถามขึ้น “นั่นก็ใช่ คุณหนูรองจวนเชวียเป็นสหายคนสนิทท้องลูก หากมีเรื่อง
ใดนางก็ต้องบอกเป็นธรรมดา… เพียงแต่พ่อรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดอวี้เอ๋อร์ต้องสอบจอหงวนให้ได้เพื่อคุณหนูรองจวนเชวีย
ด้วย?”
ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ให้ต้วนเจิ้งได้ฟังเลย เขาอาจไม่ได้ให้ความใส่ใจกับบุตรชายบุตรสาวเท่านที่ควร
ในเมื่อพูดออกมาแล้ว ต้วนเจิ้งก็อยากทราบให้กระจ่างแจ่มแจ้ง
ต้วนชิงหมิงจึงตอบว่า “เรียนท่านพ่อ หนิงหรานกับลูกเป็นสหายคนสนิท ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ อวี้เอ๋อร์กับ
หนิงหรานพบเจอหน้ากันบ่อยครั้งจนเกิดความรู้สึกดีต่อกัน เรื่องนี้เดิมทีลูกก็มิทราบมาก่อน แต่สุกท้ายอวี้เอ๋อร์ได้มา
สารภาพกับลูก โดยบอกอย่างจริงจังว่าจะแต่งหนิงหรานเป็นภรรยา… แต่คุณลุงเชวียกลับเสนอเงื่อนไขว่าอวี้เอ๋อร์ต้อง
สอบจอหงวนติดหนึ่งในสาม ถึงจะยอมเห็นด้วยกับงานแต่งงานในครั้งนี้เจ้าค่ะ!”
ต้วนเจิ้งพลันโมโหขึ้นมาเมื่อได้ฟัง “สอบจอหงวนติดหนึ่งในสาม หนึ่งในสามเชียวหรือ? เชวียหย่งเฉียงเห็นว่าการ
สอบติดหนึ่งในสามเป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปากอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนเจิ้งเริ่มแสดงความเป็นเดือดเป็นร้อนไม่ยุติธรรมแทนบุตรชายแล้ว
ต้วนชิงหมิงจึงพูดยิ้มๆ ออกมา “เรียนท่านพ่อ เรื่องนี้นั้นอวี้เอ๋อร์เป็นคนตกปากรับคำด้วยตัวเขาเอง แรกเริ่ม
เดิมที ลูกคิดว่าอวี้เอ๋อร์พูดไปในความเป็นเด็กน้อย คงไม่ได้จริงจังอะไร แต่หลังจากนั้นอวี้เอ๋อร์ได้อ่านตำราเตรียมสอบ
อย่างหนัก จุดนี้ลูกรู้ถึงความตั้งใจของอวี้เอ๋อร์เป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งพยักหน้ารับทราบ “เรื่องที่ว่ามานี้เป็นอย่างไรกันแน่ หมิงเอ๋อร์ลองเล่าให้พ่อฟังให้ละเอียดอีกหน่อย นี่
เป็นเรื่องใหญ่ไปทั้งชีวิตของอวี้เอ๋อร์จะล้อเล่นไม่ได้!”
ต้วนชิงหมิงจึงเริ่มเล่าตั้งแต่ที่ต้วนอวี้ได้พบเชวียหนิงหรานตั้งแต่ครั้งแรก จนถึงเรื่องที่ต้วนอวี้ช่วยระบายความ
โกรธแทนเชวียหนิงหราน สุดท้ายเล่าถึงเรื่องการการถูกบีบบังคับให้ยอมรับข้อเสนอที่ยากอย่างการสอบจอหงวนให้ได้!
ขณะที่ต้วนชิงหมิงเล่าบรรยายเป็นฉากเป็นตอน ต้วนเจิ้งถึงกับอ้าปากค้าง นั่งฟังอย่างเงียบเชียบจนเอ่ยออกมาใน
ช่วงท้าย “หมิงเอ๋อร์ พวกเราสองพี่น้องปิดเรื่องนี้ได้มิดชิดเชียวนะ!”
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าต้วนเจิ้งกำลังตำหนิพวกเขา นางจึงได้แต่พูดขอโทษขอโพย “เรียนท่านพ่อ เรื่องนี้เป็นความผิด
ของลูกเองเจ้าค่ะ”
เรื่องความผิดนั้นเป็นของใครไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือจะแก้ไขปัญหาอย่างไร!
หากต้วนอวี้สอบจอหงวนได้หนึ่งในสาม จวนเชวียต้องทำตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ เคยยกหนิงหรานให้กับต้วนอวี้
แต่ถ้าต้วนอวี้สอบไม่ได้หนึ่งในสามก็เท่ากับไร้วาสนากับเชวียหนิงหราน
พูดตามตรง หลานเชวียหนิงหรานเป็นที่ถูกใจของต้วนเจิ้งมิน้อย หากได้นางมาเป็นสะใภ้ของบุตรชาย ต้วนเจิ้ง
พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ติดอยู่ตรงที่ต้วนอวี้จะสอบได้หนึ่งในสามหรือไม่ต่างหาก
เป็นที่รู้กันว่าการสอบจอหงวนครั้งหนึ่ง จะมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมทดสอบ ส่วนต้วนอวี้นั้นมีเพียง
ความจำที่เป็นเลิศ แต่ไม่รู้ว่ายังมีความสามารถอื่นใดเป็นพิเศษอีก เขาเป็นเพียงเด็กน้อยอายุไม่กี่ปี การที่จะสอบได้
คะแนนโดดเด่นกว่าคนอื่นที่เตรียมตัวอย่างหนักมาหลายปีหรือเป็นสิบๆ ปี ดูท่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
ถ้ามิอาจสอบได้หนึ่งในสาม เขาก็มิอาจแต่งกับเชวียหนิงหรานได้ ถึงตอนนั้นต้วนอวี้อาจไปละอาละวาดที่จวนเชวี
ยก็เป็นได้
ในจุดนี้ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น
ต้วนเจิ้งพูดขึ้นว่า “หมิงเอ๋อร์ เรื่องนี้ลูกคิดเห็นว่ายังไง?”
คำพูดประโยคนี้ของต้วนเจิ้งแฝงความนัยลึกซึ้ง… ข้อแรก ต้วนเจิ้งอยากทราบว่าต้วนชิงหมิงมีความคิดเห็น
อย่างไรกลับการที่ต้วนอวี้ชอบคุณหนูรองจวนเชวีย ข้อสอง สอบถามถึงความมั่นใจของต้วนอวี้ว่าจะสามารถสอบติดหนึ่ง
ในสามได้ไหม ข้อสาม หากต้วนอวี้มิอาจแต่งกับคุณหนูรองจวนเชวียจะทำอย่างไร
ต้วนชิงหมิงรู้ว่ามิอาจตอบคำถามไปเรื่อยเปือยได้ นางจึงคิดอย่างถี่ถ้วนก่อนตอบ “อันที่จริง คำถามที่ท่านพ่อ
ถามมานั้น ลูกได้เคยคิดใคร่ครวญมาอย่างหนัก อวี้เอ๋อร์จะสอบได้หนึ่งในสามไหม อวี้เอ๋อร์จะได้แต่งกับเชวียหนิงหราน
ไหม เชวียหย่งเฉียงจะยอมยกเชวียหนิงหรานให้ต้วนอวี้ไหม……”
เห็นทีต้วนเจิ้งและต้วนชิงหมิงต่างคิดไปในทำนองเดียวกัน คงมีเพียงความพยายามเท่านั้นที่จะสามารถทำได้
สำเร็จ
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นสบตาต้วนเจิ้ง พร้อมพูดอย่างจริงจัง “ลูกคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วท่านพ่อ ต่อให้มานั่งกังวล
กระวนกระวาย กลัวนู้นกลัวนี่ มิสู้เราลองลงมือทำอย่างเต็มที่เสียก่อน ผลลัพธ์จะออกมาว่าสอบได้หนึ่งในสามหรือไม่นั้น
ค่อยว่ากันทีหลัง… ถ้าอวี้เอ๋อร์ทำได้จริง จวนเชวียก็มิกล้าผิดคำสัญญา……”
ถึงตอนนั้นจวนเชวียอยากผิดสัญญาที่ให้ไว้ ต้วนชิงหมิงที่แหละที่จะไม่มีทางยอม!
การแต่งงานระหว่างจวนต้วนและจวนเชวียต้องเกิดขึ้น เพื่อความสุขของน้องชายแล้ว ต้วนชิงหมิงไม่มีทางยอมให้
เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น
คำพูดเหล่านี้ ต้วนชิงหมิงมิได้เอ่ยปากพูดให้ต้วนเจิ้งฟัง แค่คิดอยู่ในใจเท่านั้น
ต้วนเจิ้งฟังต้วนชิงหมิงพูดออกมาเพียงครึ่งเดียวก็หยุดพูดไปจึงอดแปลกใจไม่ได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนเจิ้งแอบยิ้มขึ้นมา ดูท่าแล้วบุตรสาวและเขามีความตั้งใจปกปั้องต้วนอวี้เหมือนกัน ขอ
เพียงต้วนอวี้ชอบเชวียหนิงหรานขึ้นมาจริงๆ พวกเขาก็พร้อมที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง
ต้วนเจิ้งไอกระแอ่มขึ้นมา พูดอย่างขึงขัง “หมิงเอ๋อร์กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?”
ต้วนชิงหมิงถูกต้วนเจิ้งพูดขึ้นมาขัดความคิด จนนางเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ต้วนเจิ้ง ต้วนชิงหมิงจึงพูดด้วยรอยยิ้ม
อย่างสบายใจ “ลูกไม่ได้คิดอะไร ลูกแค่หวังว่าถ้าอวี้เอ๋อร์สอบติดหนึ่งในสามจริง คนจวนเชวียอยากผิดสัญญาละก็ ลูกจะ
ไม่มีทางยอมวางมือง่ายๆ เจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งหัวเราะเสียงดังออกมาทันที… บุตรสาวของเขาช่างกล้าพูดเกินตัวเสียจริง!
ต้วนเจิ้งหันมาพูดอย่างจริงจัง “ลูกเอ๋ย พ่อขอบอกละไรให้อย่างหนึ่ง ท่านพ่อท่านแม่ของเชวียหนิงหรานมิใช่
ธรรมดา แผนการของพวกเขามากมาย ดังนั้นถึงตอนนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกต้องพิจารณาให้ดีก่อนลงมือทำ”
ต้วนชิงหมิงยืนขึ้นเบื้องหน้าต้วนเจิ้ง พูดเสียงเย็นชา “ท่านพ่อท่านแม่ของเชวียหนิงหรานเป็นอย่างไร… ถ้าพวก
เขามีคาถึงจริง ย่อมดูออกว่าอวี้เอ๋อร์อของพวกเราไม่ธรรมดา ถ้าพวกเขามองไม่ออกก็ถือว่าตาไม่ถึง พวกเราก็ไม่จำเป็น
ต้องเสียดายคนมีความรู้จอมปลอมเลยเจ้าค่ะ”
ทันใดนั้น ต้วนเจิ้งตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยิน
ในใต้หล้าแห่งนี้คงมีเพียงต้วนชิงหมิงที่ไม่กลัวใครหน้าไหน ถึงกล้าต่อว่าท่านอาจารย์ขององค์จักรพรรดิว่าเป็นคน
มีความรู้จอมปลอม
ต้วนเจิ้งดูเหมือนคิดบางอย่างอยู่ และในที่สุดก็หัวเราะออกมา “หมิงเอ๋อร์ สรุปแล้วพ่อหวังว่าลูกจะพิจารณาให้ดี
ก่อนลงมือทำ!”
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าต้วนเจิ้งปรารถนาดีกับนาง กลัวจะเสียเปรียบคนจวนเชวีย นางจึงตอบกลับไปว่า “ขอบคุณท่าน
พ่อมาก ลูกจะจดจำไว้เจ้าค่ะ”
ความสว่างภายในห้องค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ จนเริ่มมองภาพเบื้องหน้าไม่ชัดเจน เถี่ยเฟิงจึงเดินเข้ามาจุดโคมไฟ จน
ความสว่างเริ่มกลับมาจนมองภาพชัดเจนขึ้น
เถี่ยเฟิงกำลังจะถอยตัวเดินออกไป ทันใดนั้นเขาได้พูดขึ้น “นายท่าน ฮูหยินได้ให้บ่าวใช้มาเชิญขอรับ… นางมาได้
สักพักแล้วขอรับ”
ต้วนเจิ้งหันมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นโคมไฟถูกจุดขึ้น สีของท้องฟั้าเริ่มสลัวเข้าสู่ราตรี ต้วนเจิ้งยืนขึ้นหันมาพู
ดกับต้วนชิงหมิง “ไปกันเถอะ ท่านแม่ของลูกคงเตรียมอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว”
ต้วนชิงหมิงตอบรับ “เจ้าค่ะ” ด้วยความดีใจ รีบจับมือต้วนเจิ้งหมายเดินไปที่เรือนของตู้ชิงหรวน
ต้วนเจิ้งกับต้วนชิงหมิงเพิ่งเดินออกจากห้องหนังสือไป ก็เห็นบ่าวใช้ที่มาจากเรือนตู้ชิงหรวนยืนรออยู่ด้านนอก
เถี่ยเฟิงยกมือขวางมิให้นางเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นต้วนเจิ้งเดินออกมา บ่าวใช้ก็รีบทำความเคารพทันที “บ่าว คารวะ
นายท่าน คารวะคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงพูดเสียงเรียบ “ลุกขึ้นเถอะ… ท่านแม่ส่งเจ้ามาใช่ไหม?”
บ่าวใช้ตอบกลับว่า “เรียนคุณหนู ใช่แล้วเจ้าค่ะ… ฮูหยินได้เตรียมอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้คุณชายใหญ่รอ
อยู่ที่นั่นแล้ว จึงให้บ่าวมาเรียนเชิญนายท่านและคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างอ่อนโยน “ตอนนี้เจ้ากลับไปของท่านแม่ อีกประเดี๋ยวนายท่านไปถึง!”
บ่าวใช้พยักหน้ารับคำ ก่อนขอตัวเดินจากไปอย่างว่องไว
ต้วนชิงหมิงเห็นบ่าวใช้เดินจากไปแล้ว นางจึงหันมายิ้มให้ต้วนเจิ้ง “ท่านพ่อ ตอนนี้ท่านแม่กำลังรอท่านพ่ออยู่นะ
เจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งยกมือขึ้นลูบหัวของต้วนชิงหมิง จากนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร
ต้วนชิงหมิงเป็นเด็กที่รู้เรื่องรู้ความมากกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ต้วนเจิ้งทั้งดีใจระคนความรู้สึกผิดและเสียใจ
ที่ไม่ได้ดูแลบุตรชายบุตรสาวเท่าที่ควร ตอนนี้ต้วนชิงหมิงพูดออกมาเช่นนี้ ทำให้หัวใจของต้วนเจิ้งทั้งซาบซึ้งดีใจผสม
ความทุกข์เข้าไปในขณะเดียวกัน