การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 811 หวีหนึ่งอันที่เปลี่ยนชีวิต
เขาใช้สายตามองไปทั่วห้องและเดินผ่านหน้ามุ้งที่ต้วนชิงหมิงนอนอยู่
ชายชุดดำยิ้มโดยไม่ส่งเสียง จากนั้นเดินออกไปเปิดหน้าต่างแล้วกระโดดออกไปอย่างเงียบเชียบ
ในมือของเขานั้นถือร่างของบ่าวใช้น้อยที่สลบไสล ตัวอ่อนระทวยอยู่ในมืออย่างแนบแน่น
หากเยวี่ยเจียกับต้วนชิงหมิงเห็นบ่าวใช้น้อยตกอยู่ในสภาพแบบนี้ คงต้องตกใจตะลึงยกใหญ่ เพราะบ่าวใช้น้อยคน
นี้ก็คือคนที่นำของมาให้ชิวหนิงเมื่อบ่าย แต่บัดนี้ในมือของนางกลับว่างเปล่าไปแล้ว
เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายทั้งหมดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ มีใครบางคนได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง และได้ช่วย
เปลี่ยนแปลงผลที่จะเกิดขึ้นไปมาก โดยสาเหตุของเรื่องทั้งหมดมาจากบ่าวใช้น้อยที่นำถุงผ้าใบนั้นมาให้20
หน้าต่างที่แง้มอยู่ครึ่งบานถูกปิดลงอย่างสนิท ภายในห้องจึงกลับมาสงบเงียบอย่างเดิม เรากลับไม่เคยมีผู้ใด
ปรากฏตัวในห้องนี้มาก่อน
ในคํ่าคืนนี้จะต้องเป็นคํ่าคืนที่เงียบสงบ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะหลับฝันดี!
อย่างน้อยสำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว คํ่าคืนนี้ช่างเป็นคํ่าคืนที่ยืดยาวเสียเหลือเกิน!
เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนมองทุกอย่างอยู่ห่างๆ สายตาของเขาปรากฏความขัดเคืองที่มีต่ออั้นเยวี่ย
ทันใดนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ได้หันไปพูดกับด้านข้าง “ลั่วสุ่ย… อั้นเยวี่ยกลับมาหรือยัง?”
ลั่วสุ่ยจึงต่อจากข้างหลัง “เรียนองค์ชาย อั้นเยวี่ยเพิ่งจะกลับมาโดยพาตัวใครคนหนึ่งกลับมาด้วย ตอนนี้กำลังเค้น
สืบอยู่ขอรับ!”
อั้นเยวี่ยรับหน้าที่ดูแลต้วนชิงหมิงไม่ใช่หรอกหรือ? ทำไมเขาถึงพาคนกลับมาได้? คนคนนั้นเป็นใคร? เค้นสืบไป
ทำอะไร?
เหยียนหลิ่งอวี๋มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในใจ แต่กลับพูดเพียงว่า “ประเดี๋ยวเจ้าให้อั้นเยวี่ยมาพบข้าหน่อย!”
การที่ให้อั้นเยวี่ยต้องลงมือเค้นสืบด้วยตัวเอง คนคนนั้นจะต้องพิเศษเป็นอย่างมาก สงสัยคืนนี้อั้นเยวี่ยจับกบเข้า
กับเรื่องใหญ่เข้าแล้ว!
หลังจากนั้นไม่นาน อั้นเยวี่ยก็มาหาด้วยใบหน้าที่ฉงนงงงวย เมื่อเขาเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋จึงเกิดขึ้นว่า “องค์ชาย ฝัง
นู้นมีความเคลื่อนไหวแล้ว”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบกลับด้วยเสียงเรียบนิ่งเพียงว่า “เรื่องนั้น ข้ารู้แล้ว!”
อั้นเยวี่ยไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรมากนัก เขาแค่ส่ายหัวและเอ่ยว่า “องค์ชายต้องรู้เรื่องก่อนหน้าอยู่แล้ว… แต่สิ่งที่
คาดคิดไม่ถึงคือ อีกฝั่ายเลือกคนลงมือ แต่กลับเป็นคนที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย!”
“อีกฝั่าย” ที่อั้นเยวี่ยอ้างถึงนั้น หมายถึงต้วนชิงหมิงนั่นเอง
เนื่องจากช่วงนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างล้วนวนเวียนอยู่กับต้วนชิงหมิง ดังนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋จึงให้อั้นเยวี่ยไปเฝั้าดู
แลต้วนชิงหมิง เพราะขอเพียงต้วนชิงหมิงไม่เป็นอะไร เหยียนหลิ่งอวี๋จึงจะวางใจรับมือกับทุกสิ่งได้!
เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยตอบ “นั่นก็ไม่เห็นมีอะไรน่าแปลก คนพวกนั้นต้องการเล่นงานข้า คิดเหรอว่าจะง่ายดายอย่าง
ที่คิดไว้……”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยายามเปลี่ยนเรื่องที่สนทนา โดยเลือกที่จะเอ่ยถึงอั้นเยวี่ยขึ้นแทน “อั้นเยวี่ยบอกข้ามสิ ว่าเกิด
เรื่องอะไรขึ้น?”
อั้นเยวี่ยยักไหล่ผายมือ “เรื่องนี้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ถึงกับยาก… ง่ายตรงที่ต้วนอวี้หรานให้บ่าวใช้น้อยหน้าแปลก นำถุง
ผ้าไปให้หัวหน้าบ่าวใช้ของต้วนชิงหมิง จากนั้นคุณหนูรองก็ใช้โอกาสนี้เป็นข้ออ้างว่ามีหัวขโมยเข้าไปขโมยของนาง จำ
ต้องรื้อค้นทุกเรือนให้หมด!”
เหยียนหลิ่งอวี๋เลิกคิ้วขึ้นมาพร้อมกับเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ต้วนอวี้หรานผู้นี้กลัวว่าชีวิตจะสงบเกินไป
จึงต้องสร้างเรื่องขึ้นมา
ทว่าความคิดของเหยียนหลิ่งอวี๋มิได้อยู่ที่เรื่องเล็กน้อยพวกนี้ เขาจึงพูดเข้าประเด็น “แล้วเรื่องยากละ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ดูเหมือนจะรู้แล้ว แต่เขารอให้อั้นเยวี่ยเป็นคนเอ่ยปากเล่าออกมาเองจะดีกว่า… หลายวันมานี้ อั้น
เยวี่ยไม่มีเวลาว่างที่จะเฝั้าดูแลต้วนชิงหมิง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ห่วงใยนาง เพราะอย่างน้อยที่สุด อั้นเยวี่ย
ได้ให้คนที่เขาไว้ใจมากที่สุดดูแลต้วนชิงหมิงแทน
สายตาของอั้นเยวี่ยชะงักลงไปครู่หนึ่ง เขาเอ่ยเสียงตํ่าออกมา “เรื่องยากก็คือบ่าวใช้น้อยคนนั้น… กลับเป็นคน
ของชิงตั๋ว”
คนของชิงตั๋วอย่างนั้นหรือ?
เรื่องนี้สำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว อั้นเยวี่ยรู้ว่าหมายความถึงสิ่งใด ชิงตั๋วผู้นั้นจัดการเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจนมีความดี
ความชอบ จนราชสำนักมองเขาเปลี่ยนไป แต่ไม่รวมคนของฮองเฮา เพราะเขาได้ไปขวางทางอำนาจ จนฝั่ายของฮองเฮา
อยากจะฉีกเนื้อเข้าออกเป็นชิ้นๆ
เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยเสียงเรียบขึ้น “เป็นคนที่ชิงตั๋วส่งมาอย่างนั้นหรือ?”
อั้นเยวี่ยพยักหน้ารับ “ดีที่ข้ากลับมาดูแลคุณหนูใหญ่จวนต้วนได้ทัน ข้ารู้สึกผิดสังเกตตั้งแต่ที่บ่าวใช้น้อยคนนั้น
เข้าๆ ออกๆ ลับๆ” ล่อๆ อยากนำถุงผ้านั้นให้หัวหน้าบ่าวใช้อย่างชิวหนิง แต่ด้วยไหวพริบปฏิภาณที่ว่องไวของชิวหนิง
นางเลือกที่จะปฏิเสธการรับ จากนั้นข้ารู้สึกถึงท่าทางการเดินที่น่าสงสัย จึงตัดสินใจลองทดสอบวรยุทธของนาง!”
เหยียนหลิ่งอวี๋คิดในใจว่าจะทดสอบกลยุทธ์ของบ่าวใช้น้อยคนนั้นไปทำอะไร?
ในช่วงก่อนหน้านี้ ต้วนอวี้ได้เสาะหาคนมีวรยุทธให้กับต้วนชิงหมิง แต่สุดท้ายต้วนชิงหมิงก็ให้คนมีวรยุทธดูแลต้
วนอวี้แทน โดยให้เหตุผลว่าเขาชอบออกไปนอกจวนบ่อยครั้ง หากมีคนที่สามารถต่อสู้ปกปั้องเขาได้ ต้วนชิงหมิงถึงจะ
วางใจได้หน่อย
พอเหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยถึงต้วนชิงหมิง เขาก็ย้อนนึกถึงแววตาที่อ่อนโยนของนาง จนพูดเสียงอ่อย “บ่าวใช้น้อยคน
นั้นแปลงตัวเข้ามาที่เรือนของนางใช่ไหม?”
อั้นเยวี่ยพยักหน้าแทนคำตอบ “ใช่แล้ว… เดิมทีถ้าคิดว่าบ่าวใช้น้อยคนนั้นเป็นคนของคุณหนูรอง ที่ถูกส่งมาเล่น
งานคุณหนูใหญ่โดยเฉพาะ… แต่หลังจากที่แอบเฝั้าสังเกต บ่าวใช้น้อยคนนั้นมิได้ให้ถุงผ้าไปสำเร็จ นางจึงอุ้มถุงผ้านั้น
แอบเดินตามชิวหนิงออกไปด้วย……”
เมื่ออั้นเยวี่ยเล่ามาถึงตรงนี้แล้ว สายตาของเขาเปียมด้วยความฉงนงงงวยขึ้นมา
พฤติกรรมและท่าทางของบ่าวใช้น้อยคนนั้น ดูแล้วช่างน่าแปลกอย่างบอกไม่ถูก
นางตามติดชิวหนิงโดยบอกว่าต้องเอาของที่เยวี่ยหวาฝากมาให้กับชิวหนิงให้จงได้ แต่ว่าชิวหนิงเป็นคนที่ระวัง
ตัวอย่างมาก นางจึงไล่บ่าวใช้น้อยคนนั้นกลับไป แทนที่บ่าวใช้น้อยคนนั้นยอมไปแต่โดยดี นางกลับอุ้มถุงนั้นเดินไปเดิน
มา ราวกับว่ากำลังจ้องหาคนที่พอตีสนิทได้!
โชคดีตรงที่ บ่าวใช้ในเรื่องของต้วนชิงหมิงแม้จะไม่ค่อยประสีประสา แต่พวกนางกลับยึดกฏในเรือนต้วนชิงหมิงอ
ย่างเคร่งครัด ซึ่งนั่นก็คือทำให้มาก พูดให้น้อย!
ถึงกระนั้นบ่าวใช้น้อยคนนั้นก็ยังเดินเวียนไปวนมา อั้นเยวี่ยพี่เฝั้ามองอยู่นานจึงเกิดความสงสัยขึ้นมา ฉะนั้นเมื่อมี
บ่าวใช้คนหนึ่งกำลังถือถาดที่วางกานํ้าชาอยู่ผ่านมาพอดี เขาจึงหยิบหินก้อนน้อยและใช้วรยุทธดีดใส่บ่าวใช้ที่ถือถาด
กานํ้าชาจนเกือบล้มควํ่าคะมำหงาย สาดนํ้าชาใส่ตัวบ่าวใช้น้อยคนนั้น
เมื่อมีภัยอันตรายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน บ่าวใช้น้อยคนนั้นได้คว้ากานํ้าชาไว้โดยไม่มีนํ้าชากระเซ็นออกมาแม้แต่
หยดเดียว มิหนำซํ้ายังคว้าบ่าวใช้มิให้ล้มควํ่าคะมำหงายได้อย่างทันท่วงที
เหยียนหลิ่งอวี๋ฟังที่อั้นเยวี่ยเล่าเหตุการณ์มา ก็ได้แต่พยักหน้ารับทราบ และปล่อยให้อั้นเยวี่ยเล่าต่อไป
อั้นเยวี่ยจึงเล่าต่อไปว่า “ต่อจากนั้น คุณหนูรองที่ชื่อต้วนอวี้หรานได้พาบ่าวใช้บุกเข้ามารื้อค้นเรือนของต้วนชิงห
มิง แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไป… ด้วยความไม่ยอมของคุณหนูใหญ่ต้วนชิงหมิง ข้าก็ได้ติดตามพวกนางไปรื้อค้นเรือนของต้
วนอวี้หรานกลับคืนบ้าง ผลคือไม่พบอะไรเหมือนกัน จนกระทั่งข้าจะกลับไป ทันใดนั้น ข้าได้เห็นบ่าวใช้น้อยคนนั้นมี
ท่าทางผิดปกติ นางนำถุงผ้าที่ยืนกอดมาตลอดโยนใส่มุมกำแพงในเรือนต้วนอวี้หราน ปรากฏว่าถูกบ่าวใช้ของคุณหนู
ใหญ่พบเข้า!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ฟังอย่างตั้งใจถึงกับเงยหน้าขึ้นมาด้วยความแปลกใจ… บ่าวใช้น้อยคนนั้นกำลังแอบช่วยเหลือต้วน
ชิงหมิง?
แต่ว่านางทำแบบนั้นด้วยเหตุผลอันใด? ทำไมนางถึงต้องช่วยต้วนชิงหมิง? นี่เป็นคำสั่งของชิงตั๋ว? หรือนางมี
แผนการใดอื่นอยู่ในใจอีก?
พูดได้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงหาคำตอบให้กับสิ่งบ่าวใช้น้อยคนนั้นทำไม่ได้
อั้นเยวี่ยยังคงเล่าต่อไปว่า “เมื่อข้าเห็นบ่าวใช้น้อยคนนั้นโยนถุงผ้าเป็นที่เรียบร้อย จึงจับตัวนางกลับไปทันที!”
“อย่างนั้นเมื่อครู่นี้ ข้าเค้นอะไรออกมาได้บ้าง?” เหยียนหลิ่งอวี๋ถามขึ้น
อั้นเยวี่ยผายมือ พูดอย่างเสียดาย “ไม่ได้อะไรเลย… เพราะ้าถามได้เพียงไม่กี่คำถาม นางก็ขาดใจต่อหน้าต่อตา!”
“นางตายแล้ว?” เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้ว
“ใช่แล้ว นางตายไปแล้ว!” อั้นเยวี่ยพยักหน้ารับ
“แล้วรู้หรือไม่ นางใช้ยาพิษใด?” เหยียนหลิ่งอวี๋ถามอย่างสงสับ
“ข้ามั่นใจว่านางไม่ได้กินยาพิษ เพราะตอนที่ข้าจับนางมานั้น ได้ความหายาพิษที่ซ่อนไว้ในปากของนางแล้ว!”
ถ้านางไม่ได้ซ่อนไว้ใต้ลิ้นแล้วจะซ่อนยาพิษไว้ตรงไหน ได้ หรือว่าในตัวของบ่าวใช้น้อยคนนั้นจะมียาพิษที่สามารถ
ปิดชีพให้ตายในฉับพลันอยู่ติดตัว?
เหยียนหลิ่งอวี๋หันมองอั้นเยวี่ย เป็นการบอกว่าให้เล่าสิ่งที่เค้นมาได้ทั้งหมดให้เขาฟังต่อไป
อั้นเยวี่ยจึงเล่าต่อไป “ข้าได้เรียกให้ลั่วสุ่ยมาช่วยเรียบร้อยแล้ว ส่วนสาเหตุการตายของบ่าวใช้น้อยคนนั้น ข้ารู้สึก
เสียใจที่ทำหน้าทีได้ไม่รอบคอบ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบ ด้วยเสียงที่เรียบเฉย “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า หากนางอยากจะตายจริง ย่อมหาวิธีการร้อยแปด
จนได้ ที่เจ้าไม่มีทางยับยั้งได้!”
อั้นเยวี่ยถึงกับนิ่งเงียบโดยพูดไม่ออก
“ใช่แล้ว บ่าวใช้น้อยคนนั้นเดินอยู่ในเรือนต้วนชิงหมิง อยู่นานสองนาน ไม่ได้ทิ้งสิ่งใดหลงเหลือไว้เลยหรือ?” เหยี
ยนหลิ่งอวี๋ถามขึ้น
สิ่งของที่เหยียนหลิ่งอวี๋ถามขึ้นนี้ หมายถึงของที่จะใช้ให้ร้ายต้วนชิงหมิง!