การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 816 อาจื๋อ
ลุงหวางคนเฝั้าประตูจวนเห็นชิงตั๋วและต้วนชิงหมิงเดินออกไป ก็รีบยืนต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม “ฮูหยิน คุณหนูใหญ่
วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบจอหงวนจะไปว่ามีชื่อคุณชายใหญ่ใช่ไหมขอรับ?”
ต้วนชิงหมิงพูดยิ้มๆ “ใช่แล้ว วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบ พวกเรากับอวี้เอ๋อร์จะไปดูด้วยกัน”
ลุงหวางจึงรีบรับว่า “คุณชายใหญ่เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง การสอบได้หนึ่งในสามคงมิใช่เรื่องยาก อย่างนั้นฮู
หยินกับคุณหนูใหญ่ หากกลับเร็วได้ พวกกระผมและบ่าวใช้จะได้ดื่มฉลองให้คุณชายใหญ่ขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงจึงสัพยอกกลับไป “ลุงหวางวางใจได้ ขอเพียงอวี้เอ๋อร์สอบได้หนึ่งในสาม ต้องได้ดื่มฉลองกันถ้วนหน้า
แน่นอน แต่ถ้าสอบไม่ติด ลุงหวางต้องเป็นคนออกเงินค่าดื่มฉลองนะ……”
ทางด้านต้วนอวี้ที่ได้ยินต้วนชิงหมิงเอาการสอบของเขามาเดิมพันกับลุงหวาง จึงพูดอย่างเอือมระอา “ค่าอาหารสุ
ราให้อวี้เอ๋อร์เป็นคนออกก็ได้ แต่ท่านพี่อย่าได้เอาการสอบมาเป็นหลักเดิมพันเลย”
การสอบจอหงวนในครั้งนี้ หากต้วนอวี้ติดหนึ่งในสามจะสามารถได้ครองรักกับสตรีที่สัญญาเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ต้วน
อวี้จึงสอบอย่างเต็มความสามารถที่มี
ต้วนชิงหมิงยิ้มเก้อเขินยกมือขึ้นเกาหัว พลางเอ่ยว่า “อวี้เอ๋อร์วางใจได้ ผลสอบถูกติดไว้อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะ
สอบได้หรือสอบไม่ได้ มองปราดเดียวก็เห็นหมดแล้ว”
ต้วนอวี้รีบก้มหน้าด้วยไม่รู้จะเถียงกลับต้วนชิงหมิงอย่างไรดี
ลุงหวางเห็นพี่น้องคู่นี้เถียงกันไปเถียงกันมา พลันหัวเราะชอบใจเสียงดัง
นี่เป็นครั้งแรกที่ชิงตั๋วได้พา00และต้วนชิงหมิงออกมาข้างนอก จึงรู้สึกดีใจอยู่มิน้อย เพราะต้วนชิงหมิงบอกให้ลุง
หวางไปเตรียมที่นั่งในรถม้าเพิ่มอีกหนึ่งที่ เพื่อจะได้พาชิงตั๋วไปดูผลสอบของต้วนอวี้
เมื่อมาถึงลานกว้างที่ประกาศผลสอบ บรรดาบัณฑิตทั้งหลายต่างยืนกันเต็มไปหมดจนแน่นถนัดตา
ต้วนอวี้กระโดดลงจากรถม้าหันมาพูดกับต้วนชิงหมิงว่า “ท่านพี่ ที่นี่คนเยอะมาก เบียดเสียดกันเหลือเกิน ท่านพี่
กับท่านแม่ไปนั่งรอที่ร้านนํ้าชาที่อยู่แถวนี้เถอะ ข้าไปดูแล้วเดี๋ยวจะกลับไปบอก!”
ต้วนชิงหมิงเปิดม่านหน้าต่างออกมอง บรรดาบัณฑิตต่างยืนคนไม่มีที่ว่าง นางจึงหันไปปรึกษาชิงตั๋วก่อนจะเห็นด้
วกับสิ่งที่ต้วนอวี้แนะนำ
เมื่อเห็นต้วนอวี้ที่รูปร่างเล็กจะเดินเข้าไปในกลุ่มบัณฑิต ต้วนชิงหมิงได้ตะโกนออกไป “อวี้เอ๋อร์ ระวังตัวด้วย!”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับและพาชวนเอ๋อร์เด็กรับใช้หายเข้าไปในฝูงชน
จากนั้นต้วนชิงหมิงได้หันหน้ามามองชิงตั๋วเอ่ยว่า “ท่านแม่ พวกเราไปนั่งรอที่ร้านนํ้าชาแถวนี้ รออวี้เอ๋อร์กลับมา
กันเถอะ!”
ชิงตั๋วเห็นฝูงชนแน่นจนไม่มีที่ว่าง พลันพูดอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ “อีกประเดี๋ยวอวี้เอ๋อร์จะกลับมาหาพวกเราใช่
ไหม?”
“ท่านแม่วางใจได้ เดี๋ยวชิงหมิงจะให้ลุงหวางไปรับเขา!” ต้วนชิงหมิงตอบ
ชิงตั๋วจึงพาต้วนชิงหมิงไปนั่งรอที่ร้านนํ้าชาใกล้เคียง ทว่าหลับมีผู้คนเต็มร้านไปหมด พวกนางจึงไปหาอีกหลายต่อ
หลายร้าน จนพบร้านที่ยังมีที่นั่งเหลืออีกไม่กี่ที่
ต้วนชิงหมิงจึงกระโดดลงจากรถม้า จากนั้นยื่นมือไปรับชิงตั๋ว “ท่านแม่ เดี๋ยวชิงหมิงท่านเอง!”
ชิงตั๋วจับมือของต้วนชิงหมิงก้าวลงมา พอมองเข้าไปในร้านนํ้าชาก็เห็นรถม้าจอดอยู่ด้านข้างเต็มไปหมด นางจึง
พูดขึ้นว่า “ชิงหมิง วันนี้ผู้คนเยอะเสียเหลือเกิน!”
“การสอบจอหงวนสามปีจัดเพียงครั้งเดียว หากสอบได้ชื่อจะติดตัวไปตอลดชีวิต ทุกคนจึงต่างตื่นเต้นรอคอยผลอ
ย่างใจจดใจจ่อ” ต้วนชิงหมิงหันกลับมายิ้มตอบ
ชิงตั๋วพยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริงอย่างที่ชิงหมิงว่า แต่เป็นเรื่องกินข้าวยากสำหรับอวี้เอ๋อร์ที่อายุน้อยแค่นี้ กลับต้อง
เผชิญหน้ากับแรงกดดันอย่างหนักแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอกท่าดูท่านแม่ อวี้เอ๋อร์อายุแปดปีแล้วเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว” ต้วนชิงหมิงพูดไปพลางหันมองไปทางที่ต้
วนอวี้เข้าไป
ชิงตั๋วแอบถอนหายใจและเดินเข้าไปในร้านนํ้าชา พร้อมคิดว่าเด็กน้อยอายุแปดปีเท่านั้น กลับต้องมาสอบแข่งขัน
ที่มีความกดดันมากที่สุดเช่นนี้เชียวหรือ
ทั้งสองคนเดินขึ้นไปด้านบนของร้านนํ้าชา ทันใดนั้นมีเสียงแหลมพูดดังขึ้น “ข้าบอกแล้วยังไงว่าเจ้าเป็นคนสาด
นํ้าชาก็ต้องเป็นคนสาดนํ้าชา แต่เจ้ากลับไม่ยอมรับ… ข้าคิดไม่ถึงว่าที่นี่จะเลี้ยงเสี่ยวเอ้อแบบนี้ไว้ด้วย”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นเห็นสตรีที่ใส่ชุดกระโปรงสีแดงสด มือหนึ่งสั้นระริกมองดูชุดด้วยใบหน้าที่โกรธเคือง พร้อม
กับต่อว่าเสี่ยวเอ้อด้วยอารมณ์โกรธจัด!
ผู้คนในร้านนํ้าชาเต็มไปหมด จนทางเดิน บันได้ต้องค่อยๆ เสียดแทรกตัวไป ต้วนชิงหมิงกับชิงตั๋วเดินต่อไปไม่ได้
เนื่องจากติดสตรีคนนั้นที่กำลังหยุดยืนต่อว่าเสี่ยวเอ้อ
เสี่ยวเอ้อคนนั้นอายุยังน้อยอยู่ พอถูกสตรีชุดแดงต่อว่าอย่างรุนแรง ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจ
ต้วนชิงหมิงมองปราดเดียวพบว่าเสื้อผ้าของเสี่ยวเอ้อ เปียกโชกเป็นวงกว้างไม่แพ้กันมีนํ้าหยด “ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง” ลงที่
พื้น
ต้วนชิงหมิงหันไปพูดกับสตรีคนนั้นด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน “คุณหนูท่านนี้ช่วยหลีกทางให้หน่อยได้ไหม ให้ท่านแม่
ของข้าได้เดินขึ้นไปหน่อยเถอะ!”
สตรีที่เลือดขึ้นหน้าคนนั้น หันขวับมาตอบอย่างไม่ต้องคิด “จะขึ้นไปทำไม? ไม่เห็นหรือเสื้อผ้าของข้าเปียกโชก
หมดแล้ว?”
ต้วนชิงหมิงได้ยินนํ้าเสียงก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมา ก่อนจะชะงักไปชั่วขณะเมื่อสตรีคนนั้นหันหน้ากลับมามอง
พอนางเห็นต้วนชิงหมิงก็พูดอย่างประหลาดใจ “ชิงหมิง เป็นเจ้าเองเหรอ?”
ต้วนชิงหมิงเห็นแล้วมิใช่ใครอื่น ที่แท้เป็นคุณหนูอาจื๋อที่พบในงานเลี้ยงวันเกิดขององค์หญิงจิ่นซิ่วในวังหลวงนี่เอง
อาจื๋อเห็นต้วนชิงหมิงพลันลืมเรื่องนํ้าที่เปียกโชกใส่เสื้อผ้าจนสิ้น นางรีบคว้ามือต้วนชิงหมิงพูดด้วยความดีใจ “ชิง
หมิงเป็นยังไงบ้าง? ข้าไม่ได้พบเจ้านานเหลือเกิน…”
อาจื๋อเป็นคนที่ตรงไปตรงมา พูดจาโผงผาง “ใช่แล้วชิงหมิง ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เจ้าปั่วยหนัก ตอนนี้ดีขึ้นบ้าง
หรือยัง… อีกอย่างช่วงนี้ไม่เห็นเจ้าออกมานอกจวนเลย อันที่จริง ข้าก็อยากไปพบเจ้าแต่ท่านพ่อไม่อนุญาต ข้าจึงคิดว่า
เดี๋ยวจะนัดอาหงไปหาเจ้าพร้อมกัน”
เดิมทีอาจื๋อตั้งใจยืนจัดการเสี่ยวเอ้อคนนี้ไม่ไปไหนทั้งนั้น แต่ต้วนชิงหมิงกลับยกมือขึ้น พูดขัดจังหวะ “อาจื๋อเอา
ไว้ก่อน… พวกเราเดินขึ้นข้างบน อย่าขวางทางคนอื่นเลยดีไหม?”
อาจื๋อเพิ่งรู้สึกตัวว่านางยืนขวางทางขึ้นลงตรงบันได นางจึงรีบตอบทันที “ได้ๆๆ ชิงหมิงตามข้ามา ข้ามีเรื่องจะ
พูดกับเจ้ามากมายเหลือเกิน!”
ชั่วพริบตาเดียว อาจื๋อเห็นชิงตั๋วที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างต้วนชิงหมิง จึงถามอย่างสงสัย “ท่านนี้คือ… ฮูหยินต้วน?”
อาจื๋อจำได้คลับคล้ายคลับคลา ต้วนชิงหมิงพูดว่าขอทางให้ “นางกับท่านแม่” ดังนั้นท่านแม่ที่นางอ้างถึงคงต้อง
เป็นฮูหยินต้วนท่านนี้อย่างแน่นอน
เรื่องที่ต้วนเจิ้งแต่งงานรับฮูหยินคนใหม่เข้าเรือน เป็นที่รู้กันไปทั่วเมืองหลวง ได้ยินมาว่าวันนั้นเกิดเรื่องขึ้นนิด
หน่อยด้วย ดูท่าแล้วสตรีที่ยืนอยู่ข้างต้วนชิงหมิงจะต้องเป็นแม่เลี้ยงคนใหม่ต้วนชิงหมิงเป็นแน่!
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว ท่านนี้คือท่านแม่ของข้าเอง!”
จากนั้นนางหันไปพูดกับชิงตั๋ว “ท่านแม่ นี่คืออาจื๋อ… เป็นสหายของชิงหมิงเอง!”
นี่เป็นครั้งแรกที่อาจื๋อพบหน้าชิงตั๋ว จึงยังไม่ทราบนิสัยใจคอของอีกฝั่าย นางจึงก้มหน้าทำความเคารพ “อาจื๋อ
คารวะฮูหยินต้วน”
ชิงตั๋วเป็นคนตรงไปตรงมา เมื่อเห็นท่าทางอาจื๋อก็แอบชอบอยู่มิน้อย นางจึงถามอย่างชอบใจ “อาจื๋อเป็นสหาย
คนสนิทของชิงหมิงอย่างนั้นหรือ?”
อาจื๋อหน้าแดงระเรื่อขึ้นมากำลังจะอ้าปากตอบพอดี ต้วนชิงหมิงกลับพูดตัดหน้าขึ้น “อาจื๋อ คนมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ
แล้ว พวกเราหาที่นั่งให้ได้ก่อนแล้วค่อยพูดคุยแล้วกัน”
อาจื๋อจับมือต้วนชิงหมิงเดินไปทางที่เป็นห้องส่วนตัว พร้อมกับพูดว่า “ตามมาเถอะ… ที่นี่เราได้จองโต๊ะไว้แล้ว ไม่
ต้องกลัวจะไม่มีที่นั่ง!”
ต้วนชิงหมิงหันมองเห็นชิงตั๋วพยักหน้าอนุญาต นางจึงพูดขึ้นว่า “อย่างนั้นรบกวนอาจื๋อด้วย!”
อาจื๋อจึงบอกอย่างซื่อๆ “อะไรกัน! รบกวนไม่รบกวนอะไรกัน พวกเราสนิทกันขนาดนี้แล้ว… มาๆๆ พวกเราเข้าไป
ข้างในกันเถอะ”
อาจื๋อพาต้วนชิงหมิงเดินขึ้นไปถึงชั้นที่สามโดยไม่หยุดพัก
เมื่อก้าวขึ้นมาถึงชั้นสาม ต้วนชิงหมิงตาลุกเป็นวาวเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ในความวิจิตรงดงาม
ตามทางเดินชั้นสามมีหน้าต่างเปิดออกกว้างเป็นระยะ ระหว่างทางเดินมีไม้ประดับราคาสูงลิ่บลิ่ววางเรียงราย อีก
ทั้งพื้นยังใช้ไม้ปูสอดประสานให้ความรู้สึกสงบนิ่ง ราวกับอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบ
ต้วนชิงหมิงพบว่าชั้นสามนี้มีคนขึ้นมาน้อยมาก โดยที่แต่ละคนจะไม่ส่งเสียงพูดคุยเสียงดัง แม้แต่เสี่ยวเอ้อที่ยกนํ้า
ชาอาหาร ต่างก้าวย่างอย่างเบาเท้า ด้วยกลัวว่าจะส่งเสียงดังรบกวนแขก
ห้องที่อาจื๋อจองเอาไว้นั้นเป็นห้องที่อยู่ริมด้านในสุด สามารถมองเห็นบรรยากาศภายนอกได้ทั่ว ที่สำคัญกำแพงที่
ถูกสร้างในแต่ละห้องสามารถเก็บเสียงได้ดีเยี่ยม ราวกับว่าเสียงภายนอกมิอาจเข้ามารบกวนได้แม้แต่น้อย
ภายในห้องกว้างขวางมาก ไม่ประดับอะไรมากนัก มีเพียงคนชงชาที่เตรียมชงชาต้อนรับ
ต้วนชิงหมิงมองเข้าไปในห้อง พร้อมกับถามอย่างแปลกใจ “อาจื๋อได้จองห้องนี้ไว้ตั้งนานแล้วหรือ?”
อาจื๋อเลือกถามกลับแทนการตอบ “ชิงหมิงรู้หรือไม่ว่าทำไมชั้นสามถึงมีที่ว่างเหลือ?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าแทนคำตอบ… ที่นี่ต้วนชิงหมิงไม่ได้มาบ่อยนัก จึงไม่ได้คุ้นเคยอะไร และไม่รู้จะตอบคำถา
มอาจื๋อย่างไรดี