การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 826 เหลือเพียงความระลึกถึง
หลังจากนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เงยหน้าขึ้น ใช้สายตาที่ใสแจ๋วเปล่งประกายจับจ้องไปที่ดวงตาคู่นั้นของต้วนชิงหมิง
ภายใต้แสงตะวันรำไรที่สาดส่องเข้ามาโดยมีม่านกางกั้น แสงรำไรได้สะท้อนไปกระทบหน้าด้านข้างของเหยียน
หลิ่งอวี๋ แม้ร่างกายจะซูบผอมแต่ความเค้าโครงความหล่อเหลายังคงอยู่
ต้วนชิงหมิงมิอาจกล้าสบตาดวงตาที่ดึงดูดคู่นั้น ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋กลับใช้มันจับจ้องไปที่นาง จนต้วนชิงหมิงรู้สึก
จิตใจวูบไหวทำสิ่งใดไม่ถูก นางได้แต่ฝืนฉีกยิ้มออกมาส่งให้เหยียนหลิ่งอวี๋ โดยไม่กล้าเอ่ยคำใด
เหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่จับจ้องไปที่ต้วนชิงหมิง ไม่พูดไม่จา ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับเขากำลังเฝั้ารอคำตอบที่รอมา
แสนนาน หากยังมิได้รับรู้คำตอบนั้น เขาคงเสียใจและโกรธเคือง
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงดึงดันไม่หันมองไปทางอื่น ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงกลับนึกขึ้นมาได้ ไม่ว่าเมื่อใดที่นางกับเหยียน
หลิ่งอวี๋อยู่ใกล้ชิดกัน ถ้าไม่เสแสร้งแกล้งเป็นคนดี ก็คงตั้งใจรอโอกาสเอาคืน ในเมื่อก่อนนั้น นางยังไม่เข้าใจนิสัยใจคอเหยี
ยนหลิ่งอวี๋จึงมิกล้าเข้าไปใกล้ชิดมากนัก แต่ตอนนี้ นางเลือกอยู่ข้างเหยียนหลิ่งอวี๋แล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องคิดหาเรื่อง
ไม่เป็นเรื่องมาคอยบั่นทอนกัน
บรรยากาศที่เช่นนี้ หากทำผิดต่อเขาก็คงยากจะให้อภัยตัวเองได้ ต้วนชิงหมิงจึงล้มเลิกต่อปากต่อคำกับเขา แต่
นางเลือกจะพูดยิ้มๆ “เอาล่ะเหยียนหลิ่งอวี๋ คบคนเช่นไร เป็นคนเช่นนั้น… เพราะว่าเจ้ามีความสามารถมาก ดังนั้นข้าก็
เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองเช่นกัน… เจ้าวางใจได้ ข้าเชื่อมั่นในตัวเองอยู่แล้ว”
เดิมทีต้วนชิงหมิงตั้งใจสัพยอกเหยียนหลิ่งอวี๋ให้ยิ้มออกมา แต่เอาเข้าจริง เขากลับก้มหน้าจับมือนางไว้แน่น ไม่
เอ่ยวาจาใดออกมา
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋อิดโรยนั่งพิงไปทางหน้าต่าง ต้วนชิงหมิงจึงขยับตัวเข้าไปให้เขาพิงอย่างสบาย ก่อนขยับตัว
ใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมกับจับมือนางไว้แน่นเหมือนกลัวนางจะหายตัวไป
เหยียนหลิ่งอวี๋แอบสังเกตเห็นทุกสิ่งที่นางทำ จากนั้นยิ้มออกมาพร้อมกับเอื้อมมือไปคว้าต้วนชิงหมิงเข้ามาไว้ใน
อ้อมกอด
นางที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ไถลเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา ปลายจมูกของนางโดนเข้าไปที่หน้าอกของเหยียนหลิ่งอ
วี๋จนเจ็บไปหมด ต้วนชิงหมิงสังเกตเห็นเสื้อผ้าเดิมที่เขาสวมใส่อยู่เป็นประจำ กลับดูหลวมใหญ่เกินตัวไปมาก นางรู้สึก
เสียใจจนเอื้อมมือเข้าไปกอดเอวเหยียนหลิ่งอวี๋
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่หลับตาอยู่พลันยิ้มมุมปากออกมา “ทางยังอีกไกล เจ้าก็พักผ่อนเถอะ… กลับไปแล้วคงมีเรื่อง
วุ่นวายรออยู่อีก”
ต้วนชิงหมิงแอบอิงในอ้อมอกของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้กลิ่นหอมขจรขจายจากร่างกายของเขา จนนางเคลิบเคลิ้ม
ครุ่นคิดแต่สิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่… ข้าไม่มีทางยอมให้สองคนนั้นสมหวังแน่นอน!
สองคนนั้นที่เหยียนหลิ่งอวี๋กล่าวถึงไม่ต้องบอกก็ทราบดีว่าหมายถึงใคร อีกทั้งคำพูดที่บอกว่า “พวกเขามีงานที่
ต้องไปทำ” แท้จริงแล้วต้องการบอกต้วนชิงหมิงอ้อมๆ ในช่วงนี้สิ่งที่เขาเจอมาช่างลำบากแสนสาหัสไม่น้อย
เพียงแต่ว่าในตอนนั้น ต้วนชิงหมิงยังไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋สื่อเป็นนัยออกมา จนเวลาผ่านล่วงเลยมา
นาน นางถึงได้รู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ได้เตรียมพร้อมทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี และเตรียมทางหนีทีไล่เรียบร้อยหมดแล้ว
เพียงแต่ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงหลับใหลอยู่ในอ้อมอก เหยียนหลิ่งอวี๋ที่หลับตามอตลอดก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
นางใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวเขาไว้ มืออีกข้างกุมมือเขาอยู่
ต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ระมัดระวังมาโดยตลอด ทั้งยังปกปั้องคนที่นางให้ความสำคัญอีกด้วย นางเป็นคนที่ฉลาด
เฉลียวและยืดหยัด เมื่อมีเปั้าหมายที่ชัดเจนก็จะยอมพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่ท้อถอย
นี่จึงเป็นสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋รู้จักในตัวของต้วนชิงหมิง ในตัวของนางเป็นเหมือนเงาเขาในสมัยอดีต ไม่ยอมรับทุก
อย่างโดยปกปิดไม่ให้อีกฝั่ายรู้ความในใจ
บัดนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เห็นความอ่อนโยนจากในตัวของนางแล้ว ทำให้ความเหนื่อยล้าและเรื่องวุ่นวายทั้งหมด
พลันมลายหายไปในพริบตา
ความอ่อนโยนแบบนี้คือการให้เรารู้จักปล่อยมือนั่นเอง
เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งชายตามองไปที่ต้วนชิงหมิงโดยไม่กล้าขยับเขยื้อนตัว เพื่อให้นางได้พักผ่อนให้เต็มทีเสียหน่อย
ต้วนชิงหมิงที่อยู่ในภวังค์แห่งนิทราได้ขมวดคิ้วเข้าหากัน มือของนางกุมมือเขาแนบแน่นขึ้น แขนอีกข้างโอบเอว
เขาแน่นตามไปด้วย หัวของนางหันซ้ายขวาไปมาราวกับกำลังค้นหาที่ที่สามารถพักใจได้
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบออกแรงจับแขนทั้งสองข้างของนางให้มากกว่า เอ่ยเสียงแผ่วเบาข้างหูนาง “ไม่เป็นไรแล้ว ไม่มี
อะไรแล้ว ข้าอยู่ที่นี่”
ต้วนชิงหมิงถึงได้ผ่อนคลายลงมา เพียงแต่มือทั้งสองยังคงออกแรงอยู่ ก่อนขยับตัวเข้ามาในอ้อมกอดเหยียนหลิ่งอ
วี๋เหมือนกำลังมองหาที่อบอุ่นหลบความหนาวเย็น
ในที่สุด เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงได้ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมา
ใครเป็นคนพูดว่าสตรีที่กลัวความหนาวเหน็บ จิตใจจะเยือกเย็นไปด้วย หากเป็นเช่นนั้น ความอบอุ่นในกายของ
เขาก็สามารถช่วยคลายความหนาวเหน็บในตัวต้วนชิงหมิงได้
รถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า จู่ๆ ได้หยุดลง พร้อมกับเสียงลั่วสุ่ยที่หันมากระซิบ “องค์ชาย เมืองหลวงได้ส่ง
จดหมายมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้ารอประเดี๋ยว!” เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบเสียงตํ่า
จากนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ขยับตัวต้วนชิงหมิงอย่างระวังไปนอนบนที่นั่งอันอ่อนนุ่ม แล้วหยิบผ้าห่มผืนบางคลุม
ตัวนาง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหลังของนางเพื่อให้ผ่อนคลายมากขึ้นและเดินเปิดประตูรถม้าออกไปดู
“ลั่วสุ่ย เจ้าต้องไปกับข้า เดี๋ยวให้อั้นเยวี่ยไปส่งนางกลับจวน… จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ ต้องปกปั้องนางให้ดีที่สุดเท่าชีวิต
และห้ามให้คนที่หมายเล่นงานได้โอกาสลงมือ เข้าใจไหม?” เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยเสียงเบา
ลั่วสุ่ยยกมือประสานรับคำสั่ง ก่อนจากไปเขาได้เอ่ยถามอย่างห่วงใยขึ้นมา “คุณชาย เรื่องต่อจากนี้ จะไม่บอกคุณ
หนูต้วนหรือพ่ะย่ะค่ะ… คุณชายไม่กลัวนางเข้าใจผิดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อยๆ เอ่ยเสียงเบาขึ้นมา “เข้าใจผิดดีกว่าเอาชีวิตไปทิ้งแล้วกัน… ลั่วสุ่ย
นางบอกว่าเชื่อมั่นในตัวข้า เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว……”
ลั่วสุ่ยไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด อยู่ๆ เหยียนหลิ่งอวี๋กลับอ่อมแอ่มออกมา “ไม่เป็นไรหรอก ต้องไม่เป็นอะไร… ต่อ
ให้นางไม่ได้อยู่ข้างกายข้า ข้าก็ต้องคอยปกปั้องนางจากภยันตรายทั้งปวง”
ยอมทรยศทั้งใต้หล้า มิยอมผิดต่อใจเจ้า
นี่คือสัจจะวาจาที่เหยียนหลิ่งอวี๋เคยลั่นไว้ เขาทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่กลัวเกรงสิ่งใดอีกต่อไป
ต้วนชิงหมิงที่นอนสลบไสลอยู่ในรถม้าถูกเหยียนหลิ่งอวี๋กดจุด จนมิรับทราบเรื่องราวที่เขาพูดคุย และเตรียมจาก
ไปในไม่ช้า ความสุขที่ได้เคียงข้างกำลังใกล้หมดลงเต็มที จนเขาเองก็ตั้งตัวรับไว้ไม่ทัน
ในเวลานี้ ความฝันในหัวของต้วนชิงหมิงมีเพียงรอยยิ้มของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ปรากฏขึ้นมา ทั้งสองได้สบตากันด้วย
ความชื่นมื่น โดยที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดอย่างจริงจังว่า “ยอมทรยศทั้งใต้หล้า มิยอมผิดต่อใจเจ้า”
ยอมทรยศทั้งใต้หล้า มิยอมผิดต่อใจเจ้า!!!