การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 827 ตู้ชิงหรวนหาหมอ
ความผันผวนในราชสำนักนั้น ชาวบ้านตาดำๆ มิอาจรับรู้ได้ แต่การปรากฏตัวของไทเฮาและฮองเฮาในเวลานี้
ทำให้ฝั่ายของนางกลับมามีอำนาจอีกครั้ง มีเพียงคนที่เจ้าสังเกตหูตาไวเท่านั้น จะรับรู้ถึงการแปนเปลี่ยนแต่ไม่รู้ว่าการ
เปลี่ยนไปในทิศทางใด
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น แม้คนที่สมัผัสได้ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม ราชสำนักในเวลานี้หัวหน้าอัครเสนาบดีที่
เพิ่งแต่งตั้งถูกย้ายไปอยู่กรมอาญา ส่วนอัครเสนาบดีฝั่ายซ้ายที่คอยสนับสนุนเหยียนหลิ่งอวี๋ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ส่ง
ผลให้อำนาจขององค์ชายสามไม่มีหูตาและอำนาจในราชสำนัก ขุนนางทุกผู้คนจึงสัมผัสได้ว่าจะต้องเกิดเรื่อง
เปลี่ยนแปลง
ในราชสำนักไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็จะไม่ส่งผลต่อชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนสามารถใช้ชีวิตตาม
ปกติ ทำงานหาเลี้ยงชีพต่อไปได้
สายลมที่หนาวเย็นเริ่มพัดผ่านเข้ามาในเมืองหลวง จนทุกคนสังเกตได้ถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในช่วง
หลายปีมานี้
ส่วนต้วนเจิ้งก็ยังใช้ชีวิตอยู่เป็นปกติ เข้าไปประชุมในราชสำนักและกลับมาอยู่กับตู้ชิงหรวนกับต้วนชิงหมิง
พอต้วนอวี้ออกไปนอกเมืองแล้วก็ไม่ได้รับข่าวคราวใดกลับมา ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋หลังจากที่ไปวังหลวงก็ไร้
ข่าวสารเช่นกัน ในระหว่างที่ทั้งสองคนไม่อยู่เป็นเวลานาน ต้วนชิงหมิงก็เริ่มใจคอไม่ดี
ถึงแม้รู้ว่าต้วนอวี้ไปครั้งนี้ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่ ถึงแม้จะรู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะต้องปกปั้องนาง แต่สำหรับต้วนชิง
หมิงแล้ว ได้เกิดความรู้สึกไม่สงบขึ้นมา จนกลายเป็นความกระวนกระวายในใจอย่างหนัก
ในเช้าตรู่ของวันนี้ หลังจากต้วนชิงหมิงตื่นขึ้น ชุนถาวก็มาหาถึงเรือนแล้ว!
หลังจากที่ชุนถาวพักรักษาตัวอยู่หลายเดือน ขาที่เป็นแผลได้มีเนื้อใหม่เติมเต็มเข้ามาในแผล จนตอนนี้นาง
สามารถจับดาบฝึกกระบวนยุทธ์ได้ แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าง่ายกว่าปกติ ทว่าไม่ได้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากเท่าไหร่
เมื่อชุนถาวเดินเข้ามาในเรือนก็ได้ส่งเสียงเรียกต้วนชิงหมิงค่อนข้างดัง “คุณหนูใหญ่ตื่นหรือยังเอ่ย?”
ต้วนชิงหมิงที่กำลังทานอาหารเช้าอยู่ในห้อง รีบวางตะเกียบในมือลง คว้าผ้ามาเช็ดปาก
ชุนถาวผู้นี้มีลักษณะเด่นอยู่อย่างหนึ่งคือเสียงพูดจะแหบแห้ง โดยที่เสียงนั้นมักนำตัวเข้ามาในห้องก่อนตัวเสียอีก
ด้านเยวี่ยเจียที่ได้ยินเสียงชุนถาวแอบหัวเราะคิกคักออกมา “พี่ชิวหนิงยังคงพูดเสียงดังด้วยเสียงแหบแห้งเหมือน
เดิมเลย ข้าว่ารอให้พี่ชุนถาวหายดังเดิม เสียงก็คงกลับมากังวานและทรงพลังดังเดิม”
ชิวหนิงที่ยืนฟังอยู่จึงตำหนิไปว่า “เจ้าก็ยังจะกล้าพูดอีก ข้าเชื่อว่าเจ้ากับพี่ชุนถาวก็ไม่ได้แตกต่างกัน แค่ยืน
ตะโกนเรียกชื่อก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งจวนแล้ว!”
เยวี่ยเจียหัวเราะชอบใจโดยไม่เถียงกลับสักคำเดียว ด้านต้วนชิงหมิงได้ลุกขึ้นยืนออกมารอที่หน้าประตู “พี่ชุนถาว
ทำไมมาเช้าแบบนี้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
โดยปกติแล้ว ชุนถาวมักรอให้ตู้ชิงหรวนทานอาหารเช้าให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนจึงค่อยหามา แต่วันนี้กลับมาแต่
เช้าตรู่ แสดงว่าอาจมีเรื่องเกิดขึ้น
ชุนถาวรีบก้าวเท้า “ตึง ตึง ตึง” เข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว จากนั้นคว้าถ้วยนํ้าชาที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถืออยู่ขึ้นมาดื่ม
รวดเดียวจนหมด จากนั้นหันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “อันที่จริงไม่มีอะไรหรอก ฮูหยินเรียกไปพบแค่นั้นเอง!”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็รีบพูดขึ้นมา “ท่านแม่มีเรื่องด่วนเหรอ?”
ชุนถาวยิ้มกรุ้มกริ่ม “เรื่องด่วนอะไรนั้น ชิงหมิงไปแล้วก็จะรู้เอง”
ต้วนชิงหมิงเห็นท่าทางยึกยักของชุนถาวก็อดส่ายหน้าเสียมิได้ “พี่ชุนถาวช่างทำให้คนร้อนใจใคร่รู้เสียจริง!”
ในครั้งก่อน ชุนถาวได้บอกนางว่าตู้ชิงหรวนเรียกพบเพราะมีธุระ ต้วนชิงหมิงจึงรีบไปหาอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่า
แค่เรียกไปดื่มนํ้าชาที่ตู้ชิงหรวนชงใหม่ๆ เท่านั้นเอง ส่วนครั้งก่อนก็ไม่ต้องพูดถึงหรอก ทุกครั้งที่นางรีบไปหา มักจะไม่มี
เรื่องเร่งด่วนเกิดขึ้นสักครั้ง
เอาเข้าจริงนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้วนชิงหมิงกระวนกระวายใจขึ้นมา กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับตู้ชิงหรวน
แต่กระนั้นต้วนชิงหมิงกลับไม่รับรู้ถึงความรู้สึกต้วนชิงหมิง และมักจะทำแบบนี้ในทุกๆ ครั้ง
เรื่องเด็กเลี้ยงแกะที่เล่าๆ กันมา ชุนถาวมักจะแสดงอยู่เป็นประจำจนเคยชินไปแล้ว แม้เช้าตรู่ของวันนี้ก็แสดงอีก
ชุนถาวตอบกลับต้วนชิงหมิง “พี่บอกได้แค่ว่าเป็นเรื่องดี!”
เป็นเรื่องดี? แต่มิอาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องดีอะไร?
ต้วนชิงหมิงจึงพูดอย่างจนปัญญา “รบกวนพี่ชุนถาวไปบอกท่านแม่ ว่าชิงหมิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจะรีบ
ไปพบ!”
ชุนถาวจึงรีบหันไปกวักมือให้ชิวหนิงและบ่าวใช้ที่ยืนรับใช้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นนางก็กลับตัวเดินจากไป
ต้วนชิงหมิงเดินเข้าไปในห้องนอน นั่งให้ชิวหนิงช่วยสางและเกล้าผม
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงมีอาการเหนื่อยล้าเหมือนคนพักผ่อนไม่เพียงพอ ชิวหนิงก็พูดอย่างห่วงใย “คุณหนูดูจะ
เหน็ดเหนื่อยอยู่มาก อย่างนั้นอย่าเพิ่งรีบไปเลยดีไหมเจ้าคะ? ให้บ่าวไปบอกฮูหยินให้ยกโทษให้ดีไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงพรวดลืมตาขึ้นมาในฉับพลัน “ช่างเถอะ อย่าทำแบบนั้นเลย ข้ากลัวท่านแม่มีเรื่องต้องการพบหน้าข้า
จริงๆ”
ในช่วงนี้ต้วนเจิ้งมักไม่อยู่ที่จวน ต่อให้อยู่ก็มักจะกลับดึกดื่น ด้วยราชสำนักมีการประชุมที่ท้องพระโรงจนดึกดื่น
จนต้วนเจิ้งมักแสดงสีหน้าไม่สู้ดี แม้แต่ตู้ชิงหรวนที่คอยอยู่ปรนนิบัติก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
ในเวลานี้จึงมีเพียงต้วนชิงหมิงที่พอจะคลายความกังวลและทุกข์ใจต้วนเจิ้งได้ ดังนั้นตู้ชิงหรวนอยากเรียกนางมา
พบเพื่อแนะนำวิธีช่วยเหลือ
ชิวหนิงที่เห็นต้วนชิงหมิงยืนกรานจะไปพบให้ได้ ก็ไม่ได้เหนี่ยวรั้งอะไรต่อไป
ชิวหนิงได้เกล้าผมเป็นจุกให้ต้วนชิงหมิงด้วยความว่องไวและประณีต ส่วนเยวี่ยเจียรีบจัดแจงเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ต้วน
ชิงหมิง
เนื่องจากช่วงนี้นางพักผ่อนไม่ค่อยดี เหมือนมีเรื่องในใจอยู่เสมอ ดังนั้นสีหน้าจึงดูซีดขาวจนผิดหูผิดตา ด้วยเหตุนี้
เยวี่ยเจียจึงเลือกเสื้อด้านบนเป็นสีแดง ส่วนด้านล่างเป็นกระโปรงยางชมพูอ่อนดูแล้วให้ความสดใสดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
เมื่อเสื้อผ้าหน้าผมทำเรียบร้อยแล้ว ต้วนชิงหมิงยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “เยวี่ยเจีย ทำไมเช้า
เลือกสีให้ข้าละ?”
“เรียนคุณหนู เสื้อผ้าชุดนี้ช่วยขับให้ผิวที่ดูซีดขาวให้ดูเหมือนเป็นปกติมากที่สุด มิอย่างนั้นบ่าวกลัวว่าฮูหยินเห็น
เข้าสภาพปกติเข้า อาจรู้ว่าคุณหนูมีเรื่องกระวนกระวายใจเจ้าค่ะ” เยวี่ยเจียอธิบายยืดยาว
ต้วนชิงหมิงคิดๆ ดูแล้วเห็นว่าเยวี่ยเจียพูดได้มีเหตุมีผลจึงไม่ได้ว่าอะไร และพาชิวหนิงไปหาตู้ชิงหรวนที่เรือน
ด้านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยุ่งอยู่กับการนำเสื้อกันหนาวออกมาทำความสะอาด จึงไม่มีเวลาจะไปไหนได้ ส่วนชิวจวี๋ก็เป็น
ลูกมือช่วยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อีกแรง ในตอนนี้จึงเหลือเพียงชิวหนิงและเยวี่ยเจียที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย ต้วนชิงหมิงให้เยวี่ยเจี
ยอยู่เฝั้าเรือน โดยพาชิวหนิงไปด้วยเพียงคนเดียว
เมื่อต้วนชิงหมิงมาถึงเรือนของตู้ชิงหรวน ตู้ชิงหรวนเอาแต่ชะเง้อมองหาด้วยความร้อนใจ พอต้วนชิงหมิงก้าวข้าม
ประตูเรือนเข้ามา ดวงตาของนางก็ลุกวาวด้วยความหวัง “ชิงหมิงรีบมานี่มีเข้า!”
ต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “พี่ชุนถาวรีบไปหาชิงหมิงตั้งแต่เช้าตรู่ บอกว่าท่านแม่ธุระต้องการพบ
ชิงหมิงเลยรีบมาหาท่านแม่… พอเห็นท่านแม่สบายดีค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย!”
ตู้ชิงหรวนได้ยินดังนั้นก็รีบหันไปตำหนิชุนถาวด้วยสายตา “เจ้านะเจ้า อายุปูนนี้แล้วยังทำตัวเป็นเด็กน้อยอยู่เลย
สงสัยพูดเกินความจริงจนชิงหมิงถึงกับตกอกตกใจเลย!”
ชุนถาวเอาแต่ยิ้มด้วยความเก้อเขิน “วันนี้บ่าวไม่ได้โกหกเสียหน่อย คุณหนูมีเรื่องที่อยากปรึกษาพูดคุยมิใช่หรือ
เจ้าคะ?”
ตู้ชิงหรวนถลึงตาโตจ้องไปที่ชุนถาว แต่นางกลับหลบสายตาเดินไปยกนํ้าชามาให้ต้วนชิงหมิง
ต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาในห้องโถงพบว่าตู้ชิงหรวนแทบจะไม่ได้แตะอาหารเช้ามีโจ๊ก อาหารจานเล็กสองสามอย่าง
และจานผลไม้แม้แต่น้อย ซึ่งไม่แตกต่างจากสำรับอาหารของต้วนชิงหมิง
“ทำไมท่านแม่ถึงไม่ทานอาหารเช้า หรือว่ากำลังรอท่านพ่ออยู่เจ้าคะ?” ต้วนชิงหมิงถาม
“ท่านพ่อของลูกรีบไปประชุมที่ราชสำนักตั้งแต่ตะวันยังไม่สาง ทานอาหารเช้าไม่ต้องพูดถึงเลย” ตู้ชิงหรวนตอบ
จากนั้นนางได้ถามขึ้นอย่างกังวลใจ “ชิงหมิง หรือว่าในราชสำนักจะเกิดเรื่องขึ้น? หลายวันมานี้แม่เห็นท่านพ่อ
เอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวด เรากลับเจอปัญหาใหญ่ขึ้นอย่างไรอย่างนั้น”
ต้วนชิงหมิงได้ยินเช่นนั้น หัวใจก็เต้นรัวขึ้นมา “ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไป เรื่องใหญ่ในราชสำนัก ย่อมมีคนดูแล
จัดการ ท่านแม่ดูแลพักผ่อนร่างกายให้ดี อย่าให้ท่านพ่อได้เป็นกังวลในเรื่องนี้เลย”
ตู้ชิงหรวนพยักหน้ารับทราบ สีหน้าร้อนรนกระวนกระวายได้ผ่อนคลายลงมาบ้าง แต่ยังไม่ทันไร สีหน้าก็กลับมา
เป็นดังเดิม “แแต่แม่เห็นท่านพ่อดูมีเรื่องทุกข์ใจอย่างมาก จึงอดไม่ได้ที่จะพลอยทุกข์ใจไปด้วย!”
ต้วนชิงหมิงเดินเข้ามานั่งด้านข้าง และมองเข้าไปในดวงตา “ชิงหมิงรู้ว่าท่านแม่ร้อนรนใจ แต่ท่านแม่เคยคิดบ้าง
ไหม? ท่านแม่เป็นเช่นนี้ ท่านพ่อก็ร้อนรนใจไม่ต่างกัน… ดูอย่างตอนนี้ที่ท่านแม่ไม่ทานอาหารเช้า หากท่านพ่อรู้เข้าต้อง
เป็นห่วงอย่างหนักเลย!”
ตู้ชิงหรวนหันมองสำรับอาหารที่ถูกจัดวางเรียงรายถึงกับขมวดคิ้วขึ้น “แม่เห็นอาหารพวกนี้แล้วรู้สึกไม่อยาก
อาหารเลย!”
หนังตาของต้วนชิงหมิงกระตุกอยู่หลายครั้ง ก่อนรีบถามขึ้น “ท่านแม่รู้สึกว่าหายใจไม่ทั่วท้อง อยากอาเจียน เห็น
อาหารอะไรก็ไม่มีความอยากไปหมด ถ้าเห็นอาหารที่เลี่ยนก็อยากอาเจียนทันทีใช่ไหมเอ่ย?”
ตู้ชิงหรวนมองต้วนชิงหมิงด้วยความตกใจ “อาการเหล่านี้ลูกรู้ได้ยังไง?”
ต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นกุมขมับและพูดอย่างอดเสียมิได้ “ลูกอยากถามท่านแม่ พี่ชุนถาวไม่ได้จับชีพจรให้บ้างเลย
หรือเจ้าคะ?”