การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 828 แม่เลี้ยงและลูกเลี้ยง
ตู้ชิงหรวนส่ายหน้าปฏิเสธ “ตั้งแต่ที่ชุนถาวอาการดีขึ้น วันๆ ก็เอาแต่ยุ่งทำนู้นทำนี่ ไม่มีเวลามาช่วยจับชีพจร
ตรวจดูอะไรให้หรอก ตอนนี้อาการแม่ดีขึ้นบ้างแล้ว ความอยากอาหารกลับมาบ้าง จะจับชีพจรไปทำไมกัน?”
ตู้ชิงหรวนทำหน้าแปลกใจราวกับว่าอาการที่นางเป็นไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร
“ท่านแม่บอกว่าทานอาหารไม่ค่อยลงมิใช่หรือ ให้พี่ชุนถาวมาตรวจดูหน่อยแล้วกัน” ต้วนชิงหมิงแนะนำ
ดูท่าแล้ว ตู้ชิงหรวนคงยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวนาง ทว่าต้วนชิงหมิงกลับคาดเดาแล้วว่าตู้ชิงหรวนจะต้อง
มีข่าวดีอย่างแน่นอน
ตู้ชิงหรวนเห็นชุนถาวกำลังยุ่งอยู่ จึงพูดเสียงตํ่าขึ้นมา “ชิงหมิงไม่รู้หรือว่า ทุกครั้งที่ชุนถาวมาจับชีพจรไม่เคย
บอกว่าแม่อาการดีมาก่อนเลย ถ้าไม่สั่งยามาให้ดื่มมากมาย บ้างก็มักบอกว่าดูแลร่างกายได้ไม่ดี บ้างก็บอกให้พักผ่อน
มากๆ … ลูกคิดว่าแม่จะยอมให้จับชีพจรอย่างนั้นหรือ!”
ชั่วพริบตาเดียว สีหน้าของตู้ชิงหรวนซีดเซียวจนผิดสังเกต ใครที่เห็นจะต้องตกอกตกใจกันทั้งนั้น
ต้วนชิงหมิงรู้มาว่าแม่เลี้ยงใหม่มีนัสัยเหมือนเด็กน้อย นางกลัวหนาว กลัวร้อน และกลัวพบหมอ!
จากนั้นตู้ชิงหรวนจึงพูดต่อไปว่า “ช่วงนี้แม่ทานอะไรไม่ค่อยลง มิกล้าให้ชุนถาวจับชีพจรหรอก ดังนั้นจึงเรียกให้
ลูกมาเพื่อจะไปหาท่านหมอข้างนอกด้วยกัน”
ต้วนชิงหมิงชะงักไปชั่วขณะและตอบยิ้มๆ “ได้เลยท่านแม่ วันนี้อากาศดีลูกจะไปเป็นเพื่อนเองเจ้าค่ะ”
สองแม่ลูกกำลังสนทนากัน ชุนถาวที่เดินเข้ามาเหลือบมองสำรับอาหารที่ถูกวางเรียงรายบนโต๊ะ “คุณหนู อาหาร
เช้าบ่าวได้เตรียมตามความชอบและปริมาณที่พอเหมาะ เหตุใดถึงไม่ทานละเจ้าคะ?”
ตู้ชิงหรวนตอบด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม “ข้าจะออกไปข้างนอกกับชิงหมิง เจ้าวางใจได้ ข้าจะทานเดี๋ยวนี้แหละ!”
ชุนถาวจึงหันมาพูดกับต้วนชิงหมิงว่า “คุณหนูใหญ่ช่วยโน้มน้าวคุณหนูของบ่าวให้ทานอาหารก่อนออกไปข้าง
นอกด้วย มิอย่างนั้นอีกประเดี๋ยวจะไม่มีเรี่ยวแรงเดินเหินเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงจึงหันไปพูดกับชิวหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ชิวหนิงนำโจ๊กชามนี้ไปอุ่นในห้องครัวหน่อย แล้วหยิบลูกเหม
ยมาสี่ห้าผลมาด้วย”
ชิวหนิงรับคำแล้วเดินไปยกชามโจ๊กออกไปที่ห้องครัว
ชุนถาวเกิดสงสัยว่าต้วนชิงหมิงสั่งให้หยิบลูกเหมยมาทำไม “ชิงหมิงจะเอาลูกเหมยมาให้ใครทานเอ่ย?”
ต้วนชิงหมิงตอบด้วยรอยยิ้ม “ที่ท่านแม่ไม่ค่อยอยากอาหาร เพราะอาจมาจากอากาศที่แห้ง ส่งผลต่อความอยาก
อาหาร ชิงหมิงเลยให้ชิวหนิงไปหยิบลูกเหมยมาด้วย!”
ลูกเหมยมีผลช่วยเรียกนํ้าย่อยให้อยากอาหาร แต่อาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป
เมื่อชุนถาวได้ยินก็พยักหน้ารับทราบแล้วไปทำงานที่ยังคั่งค้างต่อ
ด้านชิวหนิงที่เป็นคนทำอะไรว่องไว ไม่นานนักก็กลับมา ในมือถือจานลูกเหมยที่จัดเรียงไว้อย่างสวยงาม
ต้วนชิงหมิงหยิบลูกเหมยมาวางเบื้องหน้าตู้ชิงหรวน “ท่านแม่ไม่ต้องรีบร้อนทานโจ๊กหรอก มาทานลูกเหมยก่อน
เถอะ”
ตู้ชิงหรวนปรายมามองลูกเหมยสีดำแล้วใช้ไม้จิ้มเข้าปาก ความเปรี้ยวหวานแผ่ซ่านอยู่เต็มปาก นางบรรจงเคี้ยว
และคายเม็ดออกมา จากนั้นหยิบลูกเหมยถัดไปใส่ปากต่อ “อืม อร่อยใช้ได้!”
หลังจากนั้นต้วนชิงหมิงก็เลื่อนจานโจ๊กมาวางเบื้องหน้า “ท่านแม่รีบทานโจ๊กเร็วเข้า พวกเราจะได้รีบไปข้างนอก
กัน!”
อาจเป็นเพราะมีลูกเหมยรองท้องเรียกนํ้าย่อย จึงทำให้ตู้ชิงหรวนยอมทานโจ๊กได้ง่ายขึ้น
เมื่อต้วนชิงหมิงเห็นว่าข้างนอกสายมากแล้ว จึงพูดกับตู้ชิงหรวนว่า “ท่านแม่ ลูกเหมยพวกนี้ลูกได้ให้บ่าวใช้ไปห่อ
มาแล้ว พวกเราสามารถนั่งทานระหว่างทางได้ ตอนนี้พวกเรารีบไปกันเถอะ จะได้กลับมาทานอาหารกลางวันพร้อมกับ
ท่านพ่อ”
ตู้ชิงหรวนพยักหน้าเห็นด้วยที่จะได้ทานลูกเหมยระหว่างทาง จากนั้นต้วนชิงหมิงเข้าไปช่วยประคองนางด้วย
ความระมัดระวังเดินออกไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน
เนื่องจากชุนถาวมีงานที่ยังสะสางไม่เสร็จ ประกอบกับตู้ชิงหรวนก็ไม่อยากให้ชุนถาวรับรู้อาการที่ท่านหมอจะ
ตรวจดู จึงไม่ได้เรียกให้ติดตามไปด้วย
ต้วนชิงหมิงและตู้ชิงหรวนนั่งรถม้าไปร้านหมอที่ใหญ่และโด่งดังที่สุดในเมืองหลวง ที่นั่นมีท่านหมอมากมายที่
เก่งกาจและมีชื่อเสียงสามารถรักษาได้สารพัดโรค
เมื่อตู้ชิงหรวนและต้วนชิงหมิงไปถึงคนไข้มีไม่เยอะ เพราะค่ารักษาที่นี่ค่อนข้างสูง ชาวบ้านธรรมดาแทบจะไม่มี
ใครมาที่นี่เลย
ต้วนชิงหมิงประคองตู้ชิงหรวนเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงมุมร้าน ท่านหมอเริ่มจับชีพจรวินิจฉัยอาการ
ด้านข้างของทั้งสองคน มีสตรีวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบต้นๆ ที่ดูสูงศักดิ์ สวมอาภรณ์ที่ประณีต ประดับด้วย
อัญมณีเพชรพลอยเต็มศีรษะจนเต็มไปหมด ใบหน้าผลัดแปั้งและทาปากค่อนข้างหนา
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูตู้ชิงหรวน “ท่านแม่ให้ท่านหมอ ตรวจประเดี๋ยว
ก็เสร็จแล้ว”
ตู้ชิงหรวนสูดกลิ่นแปั้งหอมที่ทาเต็มตัวสตรีวัยกลางคนที่สูงศักดิ์เข้าเต็มปอดจนสำลักพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าฝืน
ไม่จามด้วยความทรมาน
จู่ๆ สตรีวัยกลางคนที่สูงศักดิ์ได้หันหน้าไปพูดกับคนที่นั่งด้านข้าง “เมื่อคืนหลังจากท่านพี่ของข้ากลับจวนมา ก็รีบ
จัดแจงงานสู่ขอกับราชเลขาฝั่ายขวานามว่าสื่ออิ้งฉาย ดูท่าแล้วอีกไม่กี่วันก็จะไปหมั้นหมาย!”
เสนาบดีกรมข้าราชการพลเรือนเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจและผลประโยชน์มากมาย ถึงแม้จะมีตำแหน่งที่ตํ่าอยู่ แต่
ถ้ามีคนคอยผลักดันก็สามารถเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็ว
สื่ออิ้งฉายผู้นี้เป็นใครกันแน่? ต้วนชิงหมิงไม่เคยได้ยินได้ฟังชื่อของเขาผู้นี้มาก่อนเลย!
ในเมื่อไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนย่อมไม่ได้ให้ความสนใจมากมายนัก ต้วนชิงหมิงจึงเลิกสนใจฟัง
ส่วนคนที่นั่งข้างสตรีวัยกลางคนที่สูงศักดิ์ เป็นสตรีวัยกลางคนที่ผอมเพรียว ดูจากการแต่งตัวแล้วก็เดาได้ไม่ยาก
ว่าเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ไม่แพ้กัน
ดูจากท่าทางแล้ว สตรีวัยกลางคนที่สูงศักดิ์ดูเหมือนจะเกรงขามสตรีวัยกลางที่ผอมเพรียวผู้นี้
สตรีวัยกลางคนที่สูงศักดิ์ได้เอ่ยปากพูดกับสตรีวัยกลางที่ผอมเพรียวว่า “ยินดีด้วยฮูหยินหยางที่จะมีลูกเขยที่มี
ความสามารถ!”
สตรีวัยกลางที่ผอมเพรียวพูดอย่างถือตัว “เจ้าก็รู้นี่หน่า บุตรสาวของข้าแม้จะเป็นลูกอนุ แต่เกิดในจวนอัคร
เสนาบดี ย่อมสูงศักดิ์เป็นอย่างมาก และต้องมีบุรุษที่สูงส่งไม่แพ้กันเท่านั้นที่จะมาครองคู่ได้ บัดนี้ องค์ชายใหญ่เหยียน
หลิ่งเจวี๋ยมีอำนาจมากมายในมือ หากได้ดองเกี่ยวญาติกับจวนสื่อ วันข้างหน้าก็มีแต่ประโยชน์มหาศาลร่วมกัน!”
ต้วนชิงหมิงที่ได้ยินได้ฟัง อดมิได้ที่จะแอบชำเลืองมองหน้าฮูหยินหยางผู้นี้ ด้วยความกระหายใคร่รู้ว่าหน้าตาจะ
เป็นเช่นไร?
ต้วนชิงหมิงเกิดฉงนใจว่า เรื่องบุตรสาวลูกอนุกับสื่ออิ้งฉายมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกันแน่?
ทันใดนั้น นางนึกถึงไทเฮาและฮองเฮาองค์ปัจจุบันก็จำได้ว่าเป็นสตรีจากจวนสื่อ อย่างนั้นสื่ออิ้งฉายย่อมต้องเป็น
คนของจวนสื่อด้วยกระมัง เพราะฉะนั้น ฮูหยินหยางผู้นี้ถึงอยากให้บุตรสาวอนุของตน ได้แต่งกับสื่ออิ้งฉายจนเนื้อตัวสั่น
ในเมืองหลวงนั้นตำแหน่งขุนนางชั้นผู้น้อยมีมากมายดาษดื่น แต่ตำแหน่งอัครเสนาบดีมีอยู่ไม่มากนัก อีกทั้งจวน
อัครเสนาบดีต่างต้องเป็นตระกูลที่ใหญ่โต ซึ่งหนึ่งในนั้นจวนอัครเสนาบดีเวยหย่วนก็มีบุตรสาวชื่อว่า “หยางซือฉี”
จวนเสนาบดีในเมืองหลวงมีทั้งสี่จวน ตอนนี้ต้วนชิงหมิงยังไม่กระจ่างว่าฮูหยินหยางผู้นี้คือฮูหยินจวนเวยหย่วนใช่
ไหม?
ในระหว่างที่นั่งครุ่นคิดอยู่นั้น ด้านหน้าประตูมีเสียงที่สดใสกังวานดังขึ้นจากด้านหลัง “ท่านแม่!”
เสียงเรียกนั้น ต้วนชิงหมิงรู้สึกคุ้นเคยเป็นที่สุด จึงหันหน้าไปมองพบว่าเป็นหยางซือฉีนั่นเอง
เมื่อมองดูเผินๆ ฮูหยินหยางผู้นี้ใบหน้าช่างละม้ายคล้ายหยางซือฉีอยู่มิน้อย ต้วนชิงหมิงจึงปะติดปะต่อร้อยเรียง
ความสงสัยจนได้คำตอบ ที่แท้ฮูหยินหยางผู้นี้ก็คือท่านแม่ของหยางซือฉีนี่เอง!
ฮูหยินหยางเห็นหยางซือฉีจึงเรียกด้วยความดีใจ “ฉีเอ๋อร์รีบมานี่เร็วเข้า!”
หยางซือฉีรับคำ เดินใบหน้ายิ้มแย้มเข้ามา ในขณะนั้นได้เห็นต้วนชิงหมิงนั่งอยู่ด้านข้าง นางจึงอุทานอย่างตกใจ
“เจ้าเองหรือ?”
ด้านฮูหยินหยางที่เห็นอาการตกใจของบุตรสาว จึงมองตามไปที่ต้วนชิงหมิงกับตู้ชิงหรวน เอ่ยถามขึ้น “ฉีเอ๋อร์
รู้จักสาวน้อยคนนี้ด้วยหรือ?”
ในเมื่อถูกจำได้ ต้วนชิงหมิงจะไม่ทักทายก็ดูจะไม่เหมาะไม่ควร นางจึงลุกขึ้นพยักหน้าให้หยางซือฉี จากนั้น
ทำความเคารพฮูหยินหยาง “คารวะฮูหยินหยาง หลานชื่อว่าต้วนชิงหมิง!”
“เจ้าเป็นคุณหนูจวนไหนละ?” ฮูหยินหยางเอ่ยถาม
นางรู้สึกไม่คุ้นเคยกับคุณหนูจวนต้วนมาก่อน… ท่าทางของต้วนชิงหมิงแม้จะซูบผอมซีดเซียว ทว่าท่าทางและการ
วางตัวดูไม่ใช่คุณหนูธรรมดา
ตู้ชิงหรวนที่นั่งอยู่ด้านข้างต้วนชิงหมิงก็ลุกขึ้นมาทำความเคารพฮูหยินหยาง “คารวะฮูหยินหยาง!”
โดยปกติแล้ว ฮูหยินหยางไม่ชอบสตรีที่มีรูปงดงามด้วยกลัวมาเป็นคู่แข่งของนาง จึงถามอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
“เจ้าเป็นใคร?”
ต้วนชิงหมิงตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านนี้คือท่านแม่ของต้วนชิงหมิงเจ้าค่ะ!”
พอหยางซือฉีเห็นว่าท่านแม่ไม่รู้จักต้วนชิงหมิงมาก่อนเลย จึงรีบเข้าไปกระซิบกระซาบเบาๆ “ท่านแม่ นางคือต้
วนชิงหมิง บุตรสาวภรรยาเอกของใต้เท้าต้วนเจิ้งเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินหยางร้อง “อ๋อ” ออกมา จากนั้นได้ยิงคำถามต่อไปว่า “เจ้าคือคุณหนูจวนต้วนที่จัดงานเลี้ยงวันเกิด แล้ว
ดอกบัวได้บานสะพรั่งท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาใช่หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเจื่อนๆ ตอบกลับว่า “นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าลือเท่านั้น ชิงหมิงมิได้เก่งกล้าสามารถอย่างที่เล่าลือ
หรอกเจ้าค่ะ”
ฮูหยินหยางถอนหายใจอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ แล้วกวาดสายตามองตู้ชิงหรวนขึ้นลง “ท่านนี้คือแม่เลี้ยงของ
เจ้า?”
ตามที่ผู้คนต่างซุบซิบกันไปทั่วว่า ภรรยาเอกคนใหม่ของต้วนเจิ้งเป็นคุณหนูตกอับเร่ร่อนไปทั่ว แต่ต้วนเจิ้งก็คว้า
นางเอามาตบแต่งเป็นภรรยาเอก ทำให้ผู้คนต่างหัวเราะเยาะกันมิน้อย