การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 829 ก่อนพายุฝนโหมกระหนํ่า
ต้วนเจิ้งไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่นมากมายนัก ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร สำหรับเขาแล้วย่อมไม่ส่งผลทั้งสิ้น
ส่วนตู้ชิงหรวนที่ทนลำบากมากว่าสิบปี ในที่สุดก็สมหวังได้รับความสุขตามที่ปรารถนา ดังนั้นไม่ว่าคนอื่นจะว่า
อย่างไร นางไม่ได้ให้ค่าให้ราคาทั้งนั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องของพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น คนอื่นจะพูดจาลับหลังอย่างไร หากไม่ได้ยินกับหูถือว่าไม่เป็นไร
แต่ถ้าอีกฝั่ายพูดต่อหน้า พวกเขาก็อาจไม่ยอม
ยิ่งไปกว่านั้นฮูหยินหยางกัดใช้พูดคำว่า “แม่เลี้ยง” อย่างเสียดสี นางมองไปในแววตาต้วนชิงหมิงด้วยความรู้สึก
สงสาร… สาวน้อยที่หัวแข็งต้องมาอยู่กับแม่เลี้ยง ฮูหยินหยางจึงคิดว่าต้วนชิงหมิงจะต้องมีแต่ความทุกข์ยากลำบากใน
การใช้ชีวิต
เมื่อฮูหยินหยางกล่าวเช่นนั้นออกมา สีหน้าของตู้ชิงหรวนก็เปลี่ยนไปในทันที
ฮูหยินหยางพยายามใช้สายตาหยามเหยียดมองไปที่ตู้ชิงหรวนด้วยต้องการบอกว่านางเป็น “แม่เลี้ยงที่จิตใจโหด
เหี้ยม” ด้วยเหตุนี้มีหรือที่ตู้ชิงหรวนจะไม่โมโห ส่วนต้วนชิงหมิงสีหน้าก็เปลี่ยนไปเมื่อได้ยินฮูหยินหยางกล่าวเช่นนั้น
เดิมที ต้วนชิงหมิงและหยางซือฉีไม่ได้สนิทสนมมากมายนัก พูดได้ว่าอาจเข้าข่ายเกลียดขี้หน้ากันก็ว่าได้ แต่หลัง
จากที่เกิดเรื่องในครั้งก่อนกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว ต้วนชิงหมิงก็ให้อภัยในความไร้มารยาทของหยางซือฉีไปนานแล้ว
เมื่อมองจากการที่ได้พบหน้ากันครั้งแรกของต้วนชิงหมิงและฮูหยินหยางนั้น นึกไม่ถึงว่าฮูหยินหยางจะทำให้นาง
ปวดหัวได้มากมายถึงเพียงนี้
ปกติแล้ว หากตู้ชิงหรวนถูกฮูหยินหยางเสียดสีไปหนึ่งยกเช่นนั้นคงต้องสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า แต่นางเห็นแก่ต้
วนชิงหมิงที่อายุเริ่มเข้าสู่วัยหาคู่ครอง ตู้ชิงหรวนจึงยอมอดทนอดกลั้น บางเรื่องหากแม่เลี้ยงอย่างนางทำเกินไป อาจส่ง
ผลกระทบต่อชื่อเสียงของต้วนชิงหมิง อีกอย่างแม้ฮูหยินหยางผู้นี้จะพูดจาปากไม่มีหูรูด แต่ความจริงก็คือความจริง นาง
ไม่ใช่แม่แท้ๆ ผู้ให้กำเนิดแต่เป็นแม่เลี้ยงต่างหาก
ที่สำคัญต้วนชิงหมิงแม้มีนิสัยอ่อนโยน ทว่าไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียนนางได้ทั้งนั้น ถ้าคนอื่นปฏิบัติต่อนางอย่าง
ไร้มารยาท นางพร้อมไร้มารยาทสวนกลับโดยไม่ไว้หน้าเหมือนกัน เมื่อคิดถึงเหตุและผล ตู้ชิงหรวนจึงยอมอดกลั้นไม่
ตอบโต้ โดยเลือกหันไปมองต้วนชิงหมิงเสียแทน
ฮูหยินหยางไม่ได้คิดว่าคำพูดคำจาของนางไม่มีตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความคิดของนางก็แค่พูดทุกอย่าง
ออกมาจากความเป็นจริงก็เท่านั้น
ถึงแม้ฮูหยินหยางใช้สายตาเหยียดหยามมองที่ตู้ชิงหรวน แต่ว่าการวางตัวและมาดของตู้ชิงหรวนช่างแตกต่างกับ
สตรีสูงศักดิ์คนอื่นโดยสิ้นเชิง ในความคิดของฮูหยินหยางในตอนนี้ สัมผัสได้ว่านางเป็นสตรีที่แข็งแกร่งและยากสยบได้
แม่เลี้ยงแบบนี้ ไม่ว่าลูกเลี้ยงจะเชื่อฟังอย่างไรสุดท้ายก็ต้องพบกับความอเนจอนาถทุกรายไป
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฮูหยินหยางได้แต่มองสาวน้อยที่ต้วนชิงหมิงด้วยความสงสารจับใจ และส่งสายตาให้หยางซือฉี
ด้วยความร้อนรนใจ หยางซือฉีจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่!”
หยางซือฉีรับรู้ถึงความร้ายกาจของต้วนชิงหมิงที่สังหารคนโดยไม่กะพริบตา ไม่ต้องพูดถึงพลังของนางและท่าน
แม่ ต่อให้เป็นองค์หญิงจิ่นซิ่วก็ยากที่จะยัดโทษให้ต้วนชิงหมิง
บัดนี้ ฮูหยินหยางได้ลํ้าเส้นต้วนชิงหมิงไปแล้ว ฮูหยินหยางกลัวว่านางจะแสดงนิสัยเดิมออก ให้ท่านแม่ที่ถูกเอา
อกเอาใจมาจนเสียนิสัยต้องเสียเปรียนอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
หากท่านแม่เสียเปรียบคงไม่เป็นไร แต่ปัญหาคือหากเรื่องนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงที่สั่งสมมาของท่านแม่ก็เท่ากับ
มลายหายสิ้นไปจนหมด
อายุของหยางซือฉีก็ไม่น้อยแล้ว เผลอแวบเดียวก็ถึงวัยหาคู่ครอง หากท่านแม่ยังคงสร้างเรื่องอยู่แบบนี้ คงไม่มี
บุรุษหน้าไหนอยากมารับนางเป็นภรรยาทั้งนั้น
หยางซือฉีไม่ได้คิดว่าสิ่งที่นางพูดและทำจะผิดตรงไหน จึงถามหยางซือฉีด้วยความแปลกใจ “ฉีเอ๋อร์เป็นอะไรไป?
ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
หยางซือฉีได้แต่ผินหน้ามองออกไปมองท้องนภาอย่างจนใจ… นางสบายดี เพียงแต่ไม่นานจากนี้ ท่านแม่อาจไม่
สุขสบายอย่างตอนนี้เป็นแน่
หยางซือฉีได้หันหน้าไปเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ชิงหมิง……”
ใบหน้าที่ซีดเซียว สายตาที่ขอโทษขอโพยของหยางซือฉีหันมาทางต้วนชิงหมิง ราวกับต้องการให้ต้วนชิงหมิง อย่า
ได้ถือโทษโกรธเคืองไปเลย โดยเห็นแก่หน้าของนางด้วยเถอะ
แววตาของหยางซือฉีที่วางมาดแผลงอิทธิฤทธิ์ ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งนั้น บัดนี้ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ดูท่าแล้ว หยางซือฉีที่เคยเสียเปรียบคงจำได้ขึ้นใจ และเติบโตขึ้นกว่าครั้งก่อน
ต้วนชิงหมิงแอบถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา จึงไม่อยากทำให้ฮูหยินหยางต้องเสียผู้ใหญ่ อย่างไรเสีย สำหรับ
ต้วนชิงหมิงแล้ว หยางซือฉีได้พยายามปกปั้องท่านแม่ไม่ให้ต้องเสียหน้า ในฐานะบุตรสาวเหมือนกันจึงรับสายตาที่
ขอร้องวิงวอนนั้นมาพิจารณา
ถ้าหยางซือฉีตาต่อตาฟันต่อฟันกับนางก็ดี ต้วนชิงหมิงจะได้สวนกลับให้เจ็บแสบให้สาแก่ใจ แต่ตอนนี้หยางซือฉีก
ลับส่งสายตาวิงวอนขอร้องส่งมา ทำให้ต้วนชิงหมิงต้องกลืนนํ้าลายเฮือกใหญ่ลงไปแทน
เมื่อคิดพิจารณามาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงจึงตอบอย่างจริงจัง “ท่านแม่ถึงจะเป็นแม่เลี้ยง แต่การดูแลปฏิบัติกับชิง
หมิงเป็นไปด้วยดีมาโดยตลอด ชิงหมิงจึงมองว่านางเปรียบเหมือนแม่แท้ๆ”
เดิมทีนั้น ความตั้งใจของฮูหยินหยางต้องการพูดเพื่อดึงให้ต้วนชิงหมิงเกิดความรู้สึกร่วมด้วย แต่เมื่อเห็นต้วนชิงห
มิงที่นิสัยนอกนิ่มแข็งใน ฮูหยินหยางจึงมองหน้านางด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ก่อนสะบัดหน้าไปอีกทางโดยไม่แยแสต้
วนชิงหมิงอีกต่อไป
พอเห็นฮูหยินหยางเอือมระอาจนพูดไม่ออก หยางซือฉีจึงค่อยโล่งอกไปที จากนั้นได้ส่งสายตาที่กระอักกระอ่วน
ใจส่งไปให้ต้วนชิงหมิง ด้วยต้องการสื่อว่า “ขอโทษที่ล่วงเกิน”
ต้วนชิงหมิงตอบผ่านสายตาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ไมเป็นไร!”
หยางซือฉีแอบหันตัวมาทางต้วนชิงหมิง ขยับปากโดยไม่ได้ส่งเสียงออกมาว่า “ขอบคุณ” หลังจากนั้นก็เดินตาม
ท่านแม่ไป
ต้วนชิงหมิงเผยยิ้มน้อยๆ ออกมาและหันไปมองตู้ชิงหรวน
เวลาเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง สามารถเปลี่ยนแปลงคนให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ตอนนี้ขอเพียงต้วน
ชิงหมิงเห็นหยางซือฉีก็สัมผัสได้ถึงสิ่งนี้
ต้วนชิงหมิงยังจำได้แม่นยำ การพบหน้ากันครั้งแรกระหว่างนางและหยางซือฉีผู้ไม่ฟังใครหน้าไหนทั้งสิ้น เกิดมี
เรื่องและปากเสียงกันมา ต้วนชิงหมิงยังเคยคิดว่าบุตรสาวภรรยาเอกของจวนอัครเสนาบดีเวยหย่วน ทำสิ่งใดโดยไม่ไว้
หน้าใครนั้นมาจากไหน ที่แท้นิสัยของนางก็เหมือนกับฮูหยินหยาง สมแล้วที่เป็นแม่ลูกกัน!
เพียงแต่หลังจากที่หยางซือฉีถูกองค์หญิงจิ่นซิ่วที่ไว้ใจเล่นงานจนเสียเปรียบอย่างหนัก บัดนี้นางดูเหมือนจะฉลาด
ขึ้นไม่น้อยและรู้จักเตรียมเนื้อเตรียมตัวขึ้นมา ที่สำคัญนางยอมทำเพื่อท่านแม่ โดยไม่ต้องการให้ความขัดแย้งที่เคยมีกับต้
วนชิงหมิงต้องปะทุขึ้นมาอีก
ตู้ชิงหรวนคว้ามือต้วนชิงหมิงขึ้นมาพูดอย่างซาบซึ้งใจ “ชิงหมิง แม่คิดไม่ถึงว่าลูกจะพูดเช่นนั้น!”
ต้วนชิงหมิงตอบอย่างไม่ได้สนใจมากนัก “ที่ลูกพูดออกมาล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น!”
ตู้ชิงหรวนจึงกุมมือต้วนชิงหมิงโดยไม่ได้พูดอะไร… แม่เลี้ยงคนหนึ่ง ถ้าได้รับความยอมรับจากลูกเลี้ยงแล้วละก็
นับว่าเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่แนบแน่น ดังนั้นการยอมรับแม่เลี้ยงต่อ
หน้าคนอื่นจึงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของตู้ชิงหรวนเป็นเหลือเกิน
ตู้ชิงหรวนปรายตามองไปที่หยางซือฉีก่อนหันกลับมาถามบุตรสาว “ชิงหมิง คุณหนูหยางจวนอัครเสนาบดีคนนั้น
ลูกสนิทสนมชิดเชื้อหรือเปล่า?”
ต้วนชิงหมิงตอบกลับด้วยใบหน้าเปือนรอยยิ้ม “เรียนท่านแม่ คุณหนูหยางเป็นสหายของลูก ที่รู้จักกันมาก่อน
หน้านี้นานแล้วเจ้าค่ะ!”
คำพูดของต้วนชิงหมิงทำเอาหยางซือฉีนิ่งจนตัวแข็งทื่อ… ต้วนชิงหมิงนับนางเป็นสหายด้วยหรือ? เมื่อเจอหน้ากัน
ครั้งแรก นางได้หาเรื่องและใส่อารมณ์กับต้วนชิงหมิง ส่วนในครั้งที่สอง นาง องค์หญิงจิ่นซิ่วและน้องสาวอนุของต้วนชิงห
มิงได้ร่วมมือกันวางแผนเล่นงานอย่างนั้นจนเกือบถึงแก่ชีวิต แต่ทุกอย่างกลับผ่านไปได้ด้วยไหวพริบที่ฉับไว มาถึงตอนนี้
หยางซือฉีกลับรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เคยทำไม่ได้ด้วยขึ้นมา
ตอนนี้ นึกไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงจะมองนางเป็นสหาย มีหรือที่หยางซือฉีจะไม่ซาบซึ้งใจ?
หยางซือฉีหันหน้ากลับมามองต้วนชิงหมิงด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ขอบคุณ!”
ต้วนชิงหมิงจึงส่งยิ้มให้โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด
ในตอนนี้เอง ลำดับการพบท่านหมอได้เวียนมาถึงฮูหยินหยางพอดิบพอดี
ฮูหยินหยางลุกขึ้นยืนทักทายสตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ด้านข้างอีกคนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เดินไปโดยไม่แม้แต่ชายตา
มองต้วนชิงหมิง ส่วนต้วนชิงหมิงกลับยังคงส่งยิ้มให้ฮูหยินหยาง จนหยางซือฉีที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ได้พูดเสียงเเผ่วเบาก่อนไป
ว่า “เรื่องขององค์ชายสาม ข้าได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว!”
ต้วนชิงหมิงเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนๆ อย่างฉับพลัน “ข่าวคราวของเจ้ารวดเร็วกว่าข้าอีกนะ!”
ไม่ใช่ว่าหยางซือฉีรู้ข่าวคราวรวดเร็วหรอก เพียงแต่ต้วนชิงหมิงมิได้ให้คนไปสืบข่าวเท่านั้นเอง เพราะเรื่องเล่าลือ
ในเมืองหลวงมิอาจเชื่อถือเอาเป็นจริงเป็นจังได้ก็เท่านั้น!
ฮูหยินหยางเห็นหยางซือฉียังคงยืนนิ่งไม่เดินตามมาจึงหยุดฝีเท้า ส่งเสียงไอกระแอมดังขึ้น จนหยางซือฉีรู้ตัวว่า
ต้องรีบไปแล้ว ก่อนทิ้งท้ายว่า “ต้วนชิงหมิง ช่วงนี้เจ้าต้องระวังตัวจากองค์หญิงจิ่นซิ่วด้วย!”
ระวังตัวจากองค์หญิงจิ่นซิ่ว?
ต้วนชิงหมิงยังไม่เข้าใจสิ่งที่หยางซือฉีทิ้งท้ายไว้ แต่ยังไม่ทันจะได้ถามให้ละเอียดหยางซือฉีก็รีบสาวเท้าเดินจากไป
แล้ว
ต้วนชิงหมิงชะงักอยู่สักพักหนึ่ง จนกระทั่งตู้ชิงหรวนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ยื่นมือมากุมมือน้อยๆ ของนาง และพูด
ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “ชิงหมิงไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”