การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 831 งานอภิเษกสมรส
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองตู้ชิงหรวนด้วยความดีใจ และยื่นไปจับมือของจับมือของตู้ชิงหรวนไว้แนบแน่น “ท่าน
แม่ ขอเพียงท่านแม่มีความสุข ขอเพียงท่านแม่ให้กำเนิดน้องชายหรือน้องสาวอย่างปลอดภัย ก็ถือเป็นความสุขที่สุดของ
ชิงหมิงแล้ว”
เนื่องจากว่าหลิวหรงกุมอำนาจคุมจวนต้วนมาหลายปี ก็ยังไม่มีทายาทสืบสกุลให้ต้วนเจิ้งเพิ่มขึ้น มิหนำซํ้าลูกๆ
จากอนุต่างก็ไม่มีโอกาสลืมตาดูโลกตั้งแต่อยู่ในท้อง
จนถึงตอนนี้บุตรของต้วนเจิ้งมีเพียงต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้ และต้วนอวี้หรานเพียงสามคนเท่านั้น ทำให้หลายปีมานี้
ต้วนเจิ้งเหมือนมีปมในใจเรื่องลูกมาโดยตลอด
ในที่สุดตู้ชิงหรวนได้มีลูกในท้องเกิดขึ้น ต้วนชิงหมิงจึงรู้สึกมีความสุขที่จะมีความคึกคักเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
ในฐานะบุตรสาวคนโตในจวนต้วน ย่อมหวังมีน้องสาวน้องชายหลายๆ คน อีกทั้งถ้าได้รับการอบรมสั่งสอนจากตู้
ชิงหรวนด้วยแล้วละก็ ย่อมไม่มีทางให้มีนิสัยเยี่ยงต้วนอวี้หรานอย่างแน่นอน
เมื่อตู้ชิงหรวนได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมานั้น นํ้าตาของนางได้พรั่งพรูไหลอาบหน้ามาเป็นสาย นางพยักหน้า
ด้วยไม่รู้จะอธิบายความซาบซึ้งใจนี้อย่างไร
ต้วนชิงหมิงและตู้ชิงหรวนจับมือกันเดินอยู่ในตลาดอย่างสบายใจ จู่ๆ ด้านหลังของพวกนางมีเสียงสดใสดังขึ้น
“ท่านปั้าต้วนและชิงหมิงอยู่ที่นี่เอง?”
ต้วนชิงหมิงหันหน้ากลับไปมองเชวียจื่อซวนวิ่งเข้ามาหาด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม
นางจึงหันไปยิ้มแล้วพูดว่า “พี่จื่อซวน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เชวียจื่อซวนชี้นิ้วไปด้านหลัง “พี่กับหลิวยวนเจอกันโดยบังเอิญจึงหาที่นั่งคุยกันยังไงล่ะ!”
ต้วนชิงหมิงชะเง้อหันหน้ามองไปด้านหลังเห็นหลิวยวนรูปงามส่งรอยยิ้มหวานเยิ้มมาให้ เขาเดินตามมาปกติโดย
ไม่ได้สาวเท้าวิ่งเหมือนเชวียจื่อซวน พอมาถึงก็หันไปทำความเคารพตู้ชิงหรวน “ท่านปั้าต้วนสบายดีนะขอรับ!”
ตู้ชิงหรวนเห็นหลิวยวนและเชวียจื่อซวนก็ยิ้มหน้าไม่หุบ “บังเอิญเหลือเกินที่ได้เจอคุณชายทั้งสอง!”
เชวียจื่อซวนหันมองหลิวยวนแล้วคิดในใจ… บังเอิญเสียที่ไหนล่ะท่านปั้า พวกกระผมตั้งใจมารอต้วนชิงหมิงที่นีน่
ต่างหาก!
หลิวยวนจึงพยักหน้าและตอบตามนํ้าไป “บังเอิญจริงๆ ขอรับ”
ต้วนชิงหมิงเห็นท่าเชวียจื่อซวนมีเรื่องจะพูด นางเลยหันไปถามอย่างแปลกใจ “ใช่แล้ว พี่จื่อเชวีย หริงหรานอยู่
ไหนเอ่ย?”
เชวียจื่อซวนสีหน้าชะงักนิ่ง พยายามก้มหน้าหลบสายตาของนาง “หนิงหรานไม่เป็นอะไร… แต่ชิงหมิงตั้งใจจะ
กลับจวนต้วนแล้วใช่ไหม? จะเป็นไปได้ไหมว่าอยู่ต่ออีกสักพักหนึ่ง?”
“ถ้าชิงหมิงไม่กลับตอนนี้แล้วจะให้กลับตอนไหนเอ่ย?” นางถามอย่างสงสัย
ต้วนชิงหมิงเห็นเชวียจื่อซวนหลบตา หลิวยวนท่าทางอึกอัก จึงถามขึ้นอย่างรวดเร็ว “ที่จวนต้วนมีเรื่องเกิดขึ้น
อย่างนั้นหรือ?”
นางมองออกว่าทั้งสองคนไม่ได้พบเจอกันโดย กลับเป็นมารอนางอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว การที่เชวียจื่อซวนเอ่ยถาม
เช่นนี้เหมือนเป็นการบอกอย่างโจ่งแจ้งว่า จวนต้วนเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ที่สำคัญเรื่องนั้นยังเกี่ยวข้องกับนางด้วย!
หลิวยวนมองหน้าเชวียจื่อซวนก่อนหันกลับมาพูดว่า “ขอพูดกับชิงหมิงตรงๆ แล้วกัน องค์ชายชิงตั๋วอยู่ที่จวนต้วน
เพื่อรอประกาศราชโองการ!”
ต้วนชิงหมิงที่ได้ยินพลันเลิกตาโตเท่าไข่ห่าน “ราชโองกง ราชโองการอะไร???”
นางเป็นเพียงสตรีสามัญชนคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นขุนนางหรือมีอำนาจล้นฟั้า ไม่มีคนคอยผลักดันสนับสนุนอยู่ข้างหลัง
ฉะนั้นจะได้รับราชโองการได้อย่างไร สงสัยจะเข้าใจผิดไปแล้วกระมัง
คราวนี้หลิวยวนจึงฝืนยิ้มออกมา “ถ้าพูดให้ถูกต้องบอกว่าฝั่าบาทมีราชโองการมาถึงชิงหมิงโดยเฉพาะ… วันนี้ใน
ราชสำนัก ฝั่าบาทได้พระราชทานงานสมรสให้เจ้าเป็นสนมตำแหน่งเช่อเฟยขององค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย!!!”
องค์ชายใหญ่?
เหยียนหลิ่งเจวี๋ย?
ให้เป็นสนมเช่อเฟย?
สรุปก็คือเป็นพระราชโองการที่ให้ชิงหมิงเป็นสนมเช่อเฟยขององค์ชายใหญ่?
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงได้ยินก็เวียนหัว อ่อนแรงล้มพับลงไปกับพื้นทันใด!
เป็นไปได้อย่างไร? มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยถูกกักบริเวณอยู่มิใช่หรือ ที่ทำให้แผนขององค์ชายอ๋าวฮั่นจากแคว้นอื่นแพร่งพราย นี่ผ่านไป
เพียงไม่กี่วัน กลับออกมาได้แล้ว ทั้งยังขอพระราชโองพระราชทานงานสมรสอีก
เชวียจื่อซวนรีบเข้ามาประคองต้วนชิงหมิงมิให้ล้มหัวฟาดพื้น ส่วนหลิวยวนได้ยินมองนางด้วยความเป็นห่วงอย่าง
สุดใจ
เมื่อเห็นสีหน้าต้วนชิงหมิงซีดราวกับไก่ต้ม ตู้ชิงหรวนถึงกับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นางรีบคว้าไปที่หลิวยวน
“หลานหลิวนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมพวกเราถึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมาก่อนเลย จู่ๆ จะมีพระราชโองการมาได้ยัง
ไง?”
ต่อให้เป็นพระราชโองการของฝั่าบาท ก็มิควรออกมาอย่างผลีผลาม อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะบอกกล่าวฝั่ายสตรีให้
รู้ตัว แต่เรื่องนี้กลับมีราชโองการจากฝั่าบาทให้สมรสกันในอีกวันสองวัน แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาอย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่ง
เดือนบ้าง บางทีใช้เวลาสองสามเดือนยังมีเลย
เพราะในตอนที่ประชุมอยู่ในราชสำนัก ต้วนเจิ้งไม่ได้มีข้อแย้งแต่อย่างใด ราชโองการงานสมรสจึงลอยมามัดตัวให้
นางดิ้นอย่างไรก็ไม่มีวันหลุดเสียแล้ว
หลิวยวนพูดด้วยใบหน้าเจื่อนๆ “เรื่องนี้พี่ก็เพิ่งทราบเหมือนกัน ได้ยินมาว่าองค์ชายใหญ่ถึงวัยที่จะสมรสได้แล้ว
ฝั่าบาทถึงพระราชทานงานสมรส เขาจึงใช้โอกาสนี้ขอชิงหมิงไปเป็นสนมเช่อเฟย ฝั่าบาทเห้นด้วยไม่ได้ขัดอะไร!”
เชวียจื่อซวนที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงพูดเสริมเสียงตํ่าว่า “อีกอย่างองค์ชายใหญ่จะได้แต่งตั้งให้ขึ้นตำแหน่งองค์
รัชทายาท ตอนนี้เขาปรารถนาสิ่งใดก็มีแต่คนยินยอมพร้อมใจให้แต่โดยดี”
เมืองหลวงในเวลานี้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานา ว่าหลังจากที่องค์ชายใหญ่ถูกกักบริเวณเพียงไม่นานก็ถูก
ปล่อยตัวออกมาแล้ว มิหนำซํ้าวันที่จะแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทก็จะขึ้นในไม่ช้า เรื่องนี้ทำให้ในราชสำนักคาดเดาและ
สงสัยกันอยู่ไม่น้อย
การเมืองก็คือการเมือง เขาไม่สนใจว่าชาวบ้านตาดำๆ จะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ ขอแค่ถึงเปั้าหมายและความ
ปรารถนาที่ต้องการก็เพียงพอแล้ว
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในเวลานี้ ที่องค์ชายใหญ่กำลังจะกำหนดวันแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท เชื่อว่าอีกไม่นาน
บรรดาขุนนางต้องปรึกษาหารือข้อสรุปในเรื่องนี้
ส่วนองค์ชายรองเหยียนหลิ่งรุ่ยไม่รู้ว่าถูกกักบริเวณด้วยสาเหตุใด ส่วนองค์ชายสามเหยียนหลิ่งอวี๋หายตัวไร้ร่อง
รอย
อำนาจที่คอยสนับสนุนองค์ชายใหญ่มาจากไทเฮา ฮองเฮาและจวนตระกูลสื่อ ตำแหน่งองค์รัชทายาทจึงหลุดมือ
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไปไม่ได้
ตอนนี้ทิศทางลมในราชสำนักเป็นอย่างไร ดูเหมือนทุกคนจะเดาได้ไม่ยาก
เรื่องนี้ต้วนชิงหมิงไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเลย แต่แม้นางไม่รู้ก็ไม่ได้หมายความว่าเชวียจื่อซวนและหลิวยวนจะไม่รู้
ตามไปด้วย
เชวียจื่อซวนรู้ว่าเรื่องบางเรื่องพูดให้ต้วนชิงหมิงฟังไม่ได้ แต่บางเรื่องต้วนชิงหมิงจำเป็นต้องรู้ไว้ เพื่อจะได้ไม่เสีย
เปรียบให้กับใครโดยง่าย
เชวียจื่อซวนหันมองซ้ายทีขวาทีก่อนกระซิบข้างหู “เอาอย่างนี้ วันนี้ชิงหมิงไปหลบซ่อนตัวก่อน… หากเจ้าไม่กลับ
จวนต้วน ราชโองการก็ไม่มีทางอ่านได้ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องแต่งกับองค์ชายใหญ่แล้ว!”
ตู้ชิงหรวนที่ฟังเรื่องราวมาก็เอ่ยอย่างห่วงใย “ใช่แล้ว ชิงหมิงไปซ่อนตัวก่อนเถอะ อย่าได้ไปเจอหน้าองค์ชายใหญ่
เลย”
หลิวยวนพูดสำทับอีกที “เห็นด้วยๆ ชิงหมิงกลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่มีทางรอดเป็นสนมองค์ชายใหญ่แน่นอน……”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้ามองพื้นฟังทุกคนช่วยนางออกความคิดเห็น จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพักก็เงยหน้าขึ้นมองทุก
คน ด้วยนํ้าเสียงเด็ดเดี่ยวหนักแน่น “ไม่ ชิงหมิงจะไม่ได้ไหนทั้งนั้น ชิงหมิงจะกลับจวนเท่านั้น!!!”
“ชิงหมิง ยินยอมจะเป็นสนมเช่อเฟยขององค์ชายใหญ่?” หลิวยวนถามตาโต
องค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหมายปองต้วนชิงหมิงมาไม่ใช่วันสองวันแล้ว แต่นางกลับไม่ได้มีใจปฏิพัทธ์องค์ชาย
ใหญ่ผู้นี้เลย ก่อนหน้านี้เขามีเรื่องพัวพันมากมาย จนไม่มีเวลาสนใจเรื่องของต้วนชิงหมิง ตอนนี้ว่างไม่มีอะไรทำจึงรีบเร่ง
เอาเรื่องขึ้นมารวดเร็วเชียว
เชวียจื่อซวนได้ยินต้วนชิงหมิงยืนกรานจะกลับจวนต้วน จึงรีบทัดทาน “ชิงหมิงเสียสติไปแล้วเหรอ? รู้หรือไม่ว่า
หากราชโองการประกาศไปแล้วจะขัดไม่ได้เด็ดขาด ถ้าถลำตัวไปแล้วใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”
อันที่จริง เชวียจื่อซวนอยากพูดว่า “แม้แต่องค์ชายสามก็ช่วยเจ้าไม่ได้ แต่พอนึกชื่อองค์ชายสาม เขากลับพูดไม่
ออกจึงเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน”
ตู้ชิงหรวนไม่ได้พูดอะไรอีก นางได้แต่มองต้วนชิงหมิงด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และหวังว่าต้วoชิงหมิงจะไม่ตัดสิน
ใจทำอะไรผิดพลาด!
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มมองทุกคน พลางถามกลับไปว่า “ชิงหมิงไม่กลับไปแล้วจะไปหลบที่ไหนได้?”
คำถามนี้ทำเอาทุกคนถึงกับตะลึงงันกันไปหมด
หากต้วนชิงหมิงไม่กลับจวนต้วน นางจะไปที่ไหนได้?
เนื่องจากจวนต้วนเป็นบ้านของนาง ถ้ากลับไปไม่ได้แล้ว นางจะไปอยู่ที่ไหนได้
ในเมื่อฝั่าบาทมีราชโองการมาแล้ว จะหนีไปสุดหล้าฟั้าเขียวก็คงไร้ประโยชน์
เมื่อต้วนชิงหมิงเห็นทุกคนตกตะลึงงันกันไปหมด จึงอธิบายว่า “หนียังไงก็หนีไม่พ้น หากชิงหมิงหนีไป องค์ชาย
ใหญ่มาเล่นงานคนฝนจวนต้วนจะทำยังไง? ท่านพ่อเป็นขุนนางในราชสำนัก ท่านแม่กำลังตั้งท้องไปไหนมาไหนไม่
สะดวก… หากชิงหมิงเพียงคนเดียวทำให้คนอื่นต้องพลอยลำบาก อย่างนั้นขอเลือกเผชิญหน้าเสียดีกว่า”
หลิวยวนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ชิงหมิงเคยคิดบ้างหรือไม่? ถ้ากลับไปจวนต้วนแล้ว ชิงตั๋วจะประกาศ
ราชโองการ ถึงตอนนั้นเจ้าไม่อยากรับก็ต้องรับ ถ้ารับแล้วก็มิอาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก!”