การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 832 ใครให้อภัยใคร?
ขอเพียงมีราชโองการจากฝั่าบาทมา ผู้คนทุกชนชั้นต่างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดไม่มียกเว้น และมิอาจขัด
บัญชาได้
ตั้งแต่โบราณกาล ฝั่าบาทสั่งให้ใครตาย คนนั้นก็ต้องตาย ไม่เว้นแม้แต่ขุนนางยศสูงหรือชาวบ้านตาดำๆ
ในเมื่อต้องการให้ต้วนชิงหมิงถึงแก่ความตาย นางก็จะลากทุกคนที่ทำร้ายนางไปเป็นเพื่อนในปรโลกด้วย
แววตาของต้วนชิงหมิงยืนหยัดแน่วแน่ “ต่อให้เป็นราชโองการแล้วยังไง? ถ้าชิงหมิงไม่อยากแต่งงานก็จะไม่แตก
ต่อให้บีบบังคับจนตายก็ไม่มีวันยอมแต่งอยู่ดี!”
เมื่อสิ้นเสียงของนาง ทั้งสามคนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ตกใจร้องออกมาอย่างพร้อมเพรียง “ชิงหมิง!”
ต้วนชิงหมิงหันหน้ามายิ้มให้ทุกคน แสงแดดยามบ่ายส่องมาที่ใบหน้าของนางจนเห็นสีหน้าที่ซีดเซียว
จากนั้นนางเห็นว่าเชวียจื่อซวนและหลิวยวนไม่มีเรื่องอื่นที่จะบอกกล่าวแล้ว จึงบอกออกมาว่า “เอาล่ะ ขอบคุณ
คุณชายทั้งสองที่เป็นห่วงเป็นใย… ท่านแม่ พวกเราออกมาข้างนอกนานแล้ว ได้เวลากลับกันแล้ว”
ตู้ชิงหรวนหันมามองและพูดอย่างเป็นกังวล “ชิงหมิงคิดดีแล้วใช่ไหม หากกลับจวนไปครั้งนี้ ถ้าไม่แต่งงานกับองค์
ชายใหญ่ ก็ต้องพบกับความตาย… ชิงหมิงคิดละเอียดถี่ถ้วนเป็นอย่างดีแล้ว?”
ต้วนชิงหมิงมองหน้าผินท้องฟั้าทอดสายตาไปที่ไกลๆ บอกกับคนอื่นด้วยความมั่นใจและชัดถ้อยชัดคำ “ชิงหมิง
ไม่กลัว……”
นางมิอาจให้ทุกคนเข้ามาเสี่ยงอันตรายแบบนี้… เมื่อสิ้นเสียงลง ทุกคนดูไม่มีใครเชื่อสิ่งที่นางพูดออกมา
ตู้ชิงหรวนกุมมือต้วนชิงหมิงไว้แนบแน่น นางเป็นคนที่ยืนหยัดในความคิดของตัวเอง และเพื่อไปถึงเปั้าหมายก็
ยอมที่จะพุ่งตัวไปข้างหน้าไม่ท้อถอย ไม่ว่าหนทางข้างหน้าที่ต้องประสบพบเจอจะเป็นใครก็ตาม
พอเห็นต้วนชิงหมิงเตรียมตัวเดินขึ้นรถม้า หลิวยวนและเชวียจื่อซวนพลันเอ่ยขึ้น “ชิงหมิง พวกพี่กลับไปส่งชิงห
มิงแล้วกัน!”
คนมากขึ้น พลังก็มากขึ้น อย่างน้อยชิงตั๋วผู้นั้นเห็นพวกเขาสองคน ก็ต้องไว้หน้ากันบ้างแหละ
ต้วนชิงหมิงกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องหรอก เรื่องนี้พี่ทั้งสองไม่เหมาะที่จะอยู๋ในเหตุการณ์”
หลิวยวนเป็นถึงบุตรชายอัครเสนาบดี ส่วนเชวียจื่อซวนยิ่งไม่เหมาะที่จะปรากฏตัวในจวนต้วน
การกลับจวนในครั้งนีื้ ต้วนชิงหมิงไปเพื่อล่วงเกินไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ถ้าพาทั้งสองคนกลับไปด้วย ไม่รู้ว่าจะเกิด
เรื่องใดที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น
หลิวยวนยกมือไปจับแขนของนาง พร้อมพูดอย่างหนักแน่น “ชิงหมิง พี่ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น!”
เชวียจื่อซวนก็ไม่น้อยหน้า “ใช่แล้ว ชิงหมิงให้พวกพี่ไปส่งที่จวนต้วนเถอะ อย่างน้อยคนเยอะก็ย่อมช่วยกันหาวิธี
ได้มาก!”
ต้วนชิงหมิงยิ้มอย่างสุขใจ “ไม่ต้องจริงๆ พี่ทั้งสอง… ถ้าชิงหมิงทำให้พี่ทั้งสองต้องลำบาก ชีวิตที่เหลือของชิงหมิง
คงมิอาจสงบสุขได้!”
พูดมาถึงตรงนี้ ดูเหมือนมิอาจรั้งกลับมาได้แล้ว
หลิวยวนจึงจ้องมองไปที่ต้วนชิงหมิงพูดประโยคสุดท้ายออกมา “ชิงหมิง ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่าได้กังวลไป… ยังมี
พวกเราอยู่เสมอ”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับและหันหลังกลับไปประคองตู้ชิงหรวนขึ้นรถม้า
นางจากไปแล้ว เชวียจื่อซวนและหลิวยวนยังคงยืนอยู่ที่เดิม หันมองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ
พวกเขามิอาจช่วยเหลือและปกปั้องคนที่พวกเขาอยากปกปั้องไว้ได้!
หลิวยวนยืนอยู่ตรงนั้นสักพักก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เชวียจื่อซวนก้าวขึ้นมาขวางหน้า พร้อมเอ่ยถาม “หลิวยวนจะไปที่ไหน?”
“ข้าจะไปเข้าวัง” หลิวยวนกัดฟันตอบ
มือของหลิวยวนยังคงมีไออุ่นจากมือต้วนชิงหมิงหลงเหลืออยู่ แต่นางกลับจากไปเพื่อเผชิญหน้าทุกอย่างเพียง
ลำพัง
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ยากลำบากที่ต้วนชิงหมิงต้องพบเจอ โดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือนางได้ ในสายตาของหลิวยวนก็
ปรากฏความทุกข์ทรมานออกมา เขากำมือที่มีไออุ่นนั้นไว้แน่น พร้อมพูดซํ้าประโยคเมื่อคู่ “ข้าจะไปเข้าวัง เพื่อขอพบไท
เฮาและฮองเฮา ไม่แน่ว่าอาจมีโอกาสช่วยชิงหมิง”
ขอร้องฮองเฮา
วิงวอนไทเฮา
ถ้าไม่ได้ก็จะไปขอความช่วยเหลือจากองค์หญิงจิ่นซิ่ว
สรุปแล้ว หลิวยวนตัดสินใจจะเข้าวังหลวง เพื่อยังยั้งงานพระราชทานสมรสขององค์ชายใหญ่ให้ได้ โดยที่ไม่สนใจ
ว่าต้องแลกมาด้วยอะไรก็ยอมทั้งนั้น
ขอเพียงชิงหมิงถ่วงเวลาไว้ได้ จนรอเขากลับไปมาที่จวนต้วน
สายตาของหลิวยวนเปล่งประกายด้วยความหวัง จนเชวียจื่อซวนรู้สึกปวดใจขึ้นมาไม่น้อย
ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าการเข้าวังหลวงมิสามารถช่วยเหลืออะไรได้ แต่เชวียจื่อซวนกลับพยักหน้าเห็น “ได้พวกเราต่างแยก
ย้ายกันไปช่วยตามวิธีทางของตัวเองแล้วกัน!”
หลิวยวนพยักหน้าและเดินจากไป เหลือเพียงเชวียจื่อซวนยืนอยู่เขาจากด้านหลังโดยไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ตรงข้ามถนนอีกฝังหนึ่งมีเสียงเชวียหนิงซวนดังขึ้น “ท่านพี่ ท่านพี่……”
เชวียจื่อซวนหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจที่เชวียหนิงซวนมาที่นี่
เชวียหนิงซวนที่เพิ่งมาเห็นพี่ชายยืนอยู่ตรงนี้เพียงผู้เดียว จึงถามอย่างสงสัย “พี่ชายมาทำอะไรที่นี่อยู่คนเดียว?”
บอกว่าจะมาช่วยโน้มน้าวต้วนชิงหมิง โดยพาหลิวยวนมาด้วย ตอนนี้ทำไมเหลือพี่อยู่คนเดียวที่นี่ด้วย
หลิวยวนละ?
ต้วนชิงหมิงละ?
ยังมีเรื่องราชโองการพระราชทานงานสมรสอีก ไม่รู้ตอนนี้แก้ปัญหาได้หรือยัง?
เชวียจื่อซวนตอบอย่างไม่ค่อยสุขใจ “น้องรองมาได้ยังไง?”
เชวียหนิงซวนกลับไปส่งเชวียหนิงหราน แต่ทำไมกลับมาอยู่ที่นี่ได้… หรือว่าหนิงหรานเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
เชวียจื่อซวนจึงถามขึ้นอย่างร้อนใจ “หรานเอ๋อร์เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
เชวียหนิงซวนตกใจสายตาเชวียจื่อซวนที่จ้องเขม็งด้วยความกระหายใคร่รู้ เขารีบยกมือปฏิเสธ ส่ายหน้าไปมา
“ไม่มีอะไร น้องรองปกติดี… แต่น้องรองใช้ให้ข้ามาที่นี่!”
เชวียจื่อซวนเห็นในอุ้มมือของเชวียหนิงซวนมีกระดูกสัตว์ถูกกำอยู่
ดูไม่ออกว่าเป็นกระดูกสัตว์ชนิดใดกัน มันมีสีดำสนิทและผ่านการแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเหมือนเคี้ยวเสื้อ
เชวียจื่อซวนได้ถามอย่างสงสัย “กระดูกสัตว์นี่คืออะไร?”
จากนั้นยื่นมือเข้าไปจับ ด้วยความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกแปลกตาเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน
ทางด้านเชวียหนิงซวนจึงเล่าว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร นี่เป็นของที่น้องรองมอบให้… นางบอกว่าองค์ชายสาม
ได้ให้นางไว้เมื่อหลายวันก่อน โดยกำชับว่าหากต้วนชิงหมิงต้องพบเจอปัญหาใหญ่หลวง จงนำกระดูกสัตว์นี้ไปที่ตรอก
ซานจิ่ง หาคนที่ชื่ออ๋าวฮั่น เขาคนนั้นจะสามารถช่วยยับยั้งเรื่องใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นได้!”
อ๋าวฮั่น?
เชวียจื่อซวนกัดฟันกรอดๆ เมื่อได้ยินชื่อนี้ดังขึ้น… อ๋าวฮั่นผู้นี้จะสามารถยับยั้งเรื่องใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด
ได้จริงหรือ?
อย่างนั้นการที่เหยียนหลิ่งอวี๋มอบกระดูกสัตว์นี้ให้เชวียหริงหรานกับมือ มันหมายความว่าอะไรกันแน่?
หรือว่าเขาล่วงรู้อนาคตว่าต้วนชิงหมิงต้องเกิดเรื่องใหญ่หลวงขึ้นและถูกบีบบังคับ?
ดูท่าแล้ว คงต้องไปที่ตรอกซานจิ่งสิน่ะ!
เชวียจื่อซวนกำกระดูกสัตว์ไว้แน่น “เอาล่ะหนิงซวน พวกเราไปที่ตรอกซานจิ่งกันเถอะ”
พวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบอ๋าวฮั่นที่ตรอกซานจิ่ง เพื่อจะได้ช่วยเหลือต้วนชิงหมิงให้พ้นภัยในครานี้ให้ได้!
เมื่อพี่น้องตระกูลเชวียทั้งสองออกเดินทางไปตรอกซานจิ่ง ทางด้านต้วนชิงหมิงและตู้ชิงหรวนก็นั่งรถม้ามาถึงหน้า
ประตูใหญ่จวนต้วนแล้ว
ประตูใหญ่จวนต้วนเปิดออกเพื่อต้อนรับคนนำราชโองการมา ต้วนชิงหมิงและตู้ชิงหรวนเดินเข้าไปห้องโถงใหญ่
รับแขก เห็นชิงตั๋วนั่งอยู่ตรงกลาง ถือม้วนราชโองการลายมังกรเหลืองอร่ามอยู่ในมือ พลางมองออกไปด้านนอกตลอด
เวลา
ชิงตั๋วกำลังชะเง้อชะแง้รอคอยต้วนชิงหมิงกลับมาอยู่นี่เอง
ในวันนี้ตั้งแต่เช้า หลังจากที่ชิงตั๋วรับราชโองการฉบับนี้มาจากเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอีกที เขาก็มุ่งหน้าตรงมาที่จวนต้วน
ด้วยเปั้าหมายสองข้อ ข้อแรกเพื่อประการราชโองการ ข้อสองมีเรื่องที่ต้องการพูดคุยต่อหน้าต้วนชิงหมิงให้เข้าใจตรงกัน
ทางด้านต้วนเจิ้งได้แต่นั่งหน้าเรียบเฉยอยู่ตำแหน่งที่ตํ่ากว่าชิงตั๋ว พูดก็พูดเถอะ ราชโองการในวันนี้มาได้อย่างมี
เงื่อนงำแอบแฝง… องค์ชายใหญ่ทูลขอขึ้นไป ฝั่าบาทก็พระราชทานงานสมรสทันที โดยที่ไม่ได้ถามความคิดเห็นของต้วน
เจิ้งแม้แต่คำเดียว!
ขุนนางคนอื่นต่างคิดว่าการให้บุตรสาวได้แต่งงานเข้าวังหลวงจะเป็นการปูทางแห่งความมั่งคั่ง ทว่าต้วนเจิ้งกลับ
ไม่คิดเช่นนั้น เพราะวังหลังไม่ต่างอะไรกับหลุมฝังศพขนาดใหญ่ของสตรี เขาจึงมิปรารถนาให้บุตรสาวแต่งเข้าไปเป็น
สนม!
แต่ถึงกระนั้นฝั่าบาทก็ไม่ได้สอบถามความคิดเห็นจากคนเป็นพ่ออย่างเขา ก็มีราชโองการลงมาแล้ว โดยให้องค์
ชายชิงตั๋วจากแคว้นถ่าถู่นำกลับมาที่จวนต้วนพร้อมกับต้วนเจิ้ง
ต้วนเจิ้งมองตามสายตาของชิงตั๋วที่เอาแต่ชะเง้อชะแง้ออกไปด้านนอก “เจ้าไม่ต้องมองออกไปหรอก ถ้าหมิงเอ๋อร์
จะกลับก็กลับมาเอง ถ้าไม่กลับใครก็ห้ามไม่ได้!”
คำเสียดสีของต้วนเจิ้งมิอาจสั่นคลอนความรู้สึกของชิงตั๋วได้เลย เขากลับยื่นมือไปยกนํ้าชาขึ้นมาจิบอย่างสบายใจ
“ใต้เท้าต้วนก็รู้อยู่แก่ใจดีนี่หน่า ชิงหมิงไม่มีทางหนีไปไหนหรอก… นางจะต้องกลัมาอย่างแน่นอน!”
นางเป็นคนที่ทระนงตัวและรักคนใรครอบครัวอย่างสุดซึ้ง ย่อมไม่มีทางหนีเอาตัวรอดไปไหน ตอนนี้นางคงอยู่
ระหว่างทางกลับมาที่จวนต้วนกระมัง
แต่ต่อให้นางไม่กลับมา ชิงตั๋วก็ไม่เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะว่าเขาสามารถรอได้ รอจนกว่านางจะกลับมา… ชีวิต
สิบกว่าปีที่มีมา เขาอยู่ด้วยความโดดเดี่ยวเดียวดาย มาบัดนี้ ต้วนชิงหมิงได้เข้ามาในชีวิต ต่อให้ต้องรออีกสองสามปีจะ
เป็นไรไปเชียว?