การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 837 เจิ้งเฟยและเช่อเฟย
กลับเป็นตู้ชิงหรวนที่อยู่ด้านข้างจู่ๆ ก็ปรบมือ แล้วบอกว่า “ท่านพี่ อ๋าวฮั่นคนนี้ ดูจากอายุแล้วน่าจะประมาณ
ยี่สิบ เป็นวีรบุรุษตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ถ้าเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋ เขายังดูเด็กไปหน่อย ดูแล้วไม่น่าจะเกินสิบห้าสิบหกปี”
ต้วนเจิ้งหยิบใบบันทึกวันเกิดคู่หมั้นขึ้นมาด้วยความสงสัย พอพลิกเปิดหน้าหนึ่ง ก็เห็นด้านบนกระดาษสีเหลือง
นวลเขียนไว้ชัดเจนว่า “รัชศกต้าเซี่ย ปีเกิงจื่อ ขึ้นแปดคํ่าเดือนแปด ยามเฉิน[1]” ส่วนด้านล่างเป็นชื่อของเหยียนหลิ่งอวี๋
ต้วนเจิ้งเห็นแล้วถอนหายใจเบาๆ เพราะเมื่อคำนวณจากปีแล้ว ปีนี้อีกฝั่ายก็อายุสิบหกปีพอดิบพอดี!
เช่นนั้น แปดอักษรดวงกำเนิดนั่นก็เป็นของเหยียนหลิ่งอวี๋แน่นอน ไม่ใช่ของอ๋าวฮั่น
ยังดีที่ชิงตั๋วไม่ได้เห็นกระดาษแปดอักษรดวงกำเนิดในมือต้วนเจิ้ง โดยไม่รู้ว่าอ๋าวฮั่นมาเพื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ ไม่ได้มา
เพื่อตัวเอง ดังนั้นในตอนนี้ยังไม่มีคนนอกรู้เรื่อง
ต้วนชิงหมิงกัดริมฝีปากอยู่ข้างๆ แต่กลับคงความเงียบไว้อย่างชาญฉลาด……ต้องทราบไว้ว่าคนประเภทอย่างเหยี
ยนหลิ่งอวี๋ทำงานรอบคอบขนาดไหน?สตรีที่เขาต้องการจะแต่งงานด้วย จะนำใบบันทึกวันเกิดคู่หมั้นของคนอื่นมาได้
อย่างไร?เกรงว่าเรื่องนี้คงจะอยู่ในความคาดหมายของเหยียนหลิ่งอวี๋แล้วกระมัง เมื่อเห็นแววตานั้น ชิงตั๋วเหมือนจะไม่
สมานฉันท์กับองค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นผู้นี้ และในความไม่สมานฉันท์นี้ ก็ย่อมมีความขัดแย้งแฝงอยู่ไม่น้อย ตอนนี้ เหยียน
หลิ่งอวี๋กำลังใช้ประโยชน์จากชิงตั๋ว ให้นำใบบันทึกวันเกิดคู่หมั้นของตัวเองส่งให้ต้วนเจิ้งต่อหน้าเขาอย่างสง่าผ่าเผย
ต้วนเจิ้งพับกระดาษในมืออย่างช้าๆ!
นี่คือกระดาษแปดอักษรดวงกำเนิดของเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ผิดแน่ แต่เหตุใดผู้ที่มาสู่ขอกลับเป็นอ๋าวฮั่น ไม่ใช่เหยียน
หลิ่งอวี๋?ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?แล้วขั้นต่อไปของเรื่องนี้จะทำอย่างไร?
พอต้วนเจิ้งหันกลับมา ก็เห็นต้วนชิงหมิงกำลังก้มศีรษะครุ่นคิด เขาอดไม่ได้ที่จะมองนาง แล้วกล่าวอย่างเข้มงวด
ว่า “ชิงหมิง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งชีวิตของลูก… ลูกต้องคิดให้ดีนะ หากพ่อเข้าวังครั้งนี้ก็เท่ากับว่าเรื่องนี้ถูกกำหนดแล้ว
และทั้งชีวิตของลูกนับแต่นี้ จะต้องผูกติดอยู่กับเจ้าเด็กเหยียนหลิ่งอวี๋นั่น… ชะตาของลูกนับจากนี้ต้องเข้าวัง ที่เต็มไปด้วย
อันตรายรอบด้าน ลูกเข้าใจหลักการนี้หรือไม่?”
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาบิดพริ้วเหมือนสาวน้อย ต้วนชิงหมิงเงยหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว ตอบต้วนเจิ้งว่า “เรียนท่าน
พ่อ ลูก… ยินดีเจ้าค่ะ!”
แม้จะเข้าวังแล้ว แม้หนทางข้างหน้าจะอันตราย แม้ต้องเป็นศัตรูกับคนนับหมื่น แต่ขอเพียงคนผู้นั้นอยู่ข้างกาย
นางยังจะหวาดกลัวอะไรอีก?
ตู้ชิงหรวนตบบ่าต้วนชิงหมิง อดตะโกนเอาใจช่วยในใจไม่ได้ว่า “ดี ดี ดี!”
ต้วนชิงหมิงในแบบนี้สิถึงจะมีความเป็นลูกผู้หญิง หากคนคนนั้นควรค่าที่จะเคียงคู่กันไปทั้งชีวิต เหตุใดนางจะไม่
เห็นด้วยเล่า?
ต้วนชิงหมิงหน้าแดงเรื่อและก้มหน้าลง หลบไปอยู่ข้างหลังตู้ชิงหรวน!
ต้วนเจิ้งมองตู้ชิงหรวนแวบหนึ่ง แล้วมองต่อไปที่ต้วนชิงหมิงที่ยังเขินอายอีก ก่อนจะส่ายมือไปมา “เอาล่ะ… เห็น
แก่ที่วันนี้เจ้าเด็กนั่นไหว้วานให้คนมาช่วย พ่อจะปล่อยเขาไปแล้วกัน… เพียงแต่ หากเขากลับมาแล้ว พ่อต้องคิดบัญชีกับ
เขาสักหน่อย!”
ต้วนเจิ้งจะไปคิดบัญชีอะไรกับเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ ทุกคนรู้อยู่แก่ใจเพียงแต่ต้วนชิงหมิงกลับไม่กล้าตอบออกมา
เท่านั้นเอง!
ตู้ชิงหรวนยิ้มให้ต้วนเจิ้ง “เอาล่ะ ท่านพี่ แม้ผู้ที่มาจะเป็นองค์ชายอ๋าวฮั่น แต่ละครก็ยังต้องดำเนินต่อไปได้ไม่ใช่
หรือ?ท่านพี่รีบไปที่ท้องพระโรง ช่วยองค์ชายอ๋าวฮั่นเสียเถอะ”
ต้วนเจิ้งพยักหน้ารับทราบ
ครั้งนี้หากอ๋าวฮั่นออกหน้าคนเดียวย่อมมีความลำบากมาก แต่หากมีต้วนเจิ้งมาเป็นพยานด้วยอีกคน เกรงว่าต่อ
ให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยอยากกลั่นแกล้งต้วนชิงหมิง ก็จะไม่มีทางทำได้แล้ว!
ต้วนเจิ้งไปแล้ว ตู้ชิงหรวนกลับจูงมือต้วนชิงหมิงมานั่งลงด้วยความตื่นเต้น นางมองต้วนชิงหมิงพร้อมถามด้วย
ความอยากรู้อยากเห็น “เอ่อ… ชิงหมิง รีบบอกมา มันเรื่องอะไรกันแน่… ช่วงก่อนหน้านี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ยอมไปมาหาสู่
กับลูกไม่ใช่หรือ เหตุใดต่อมาจึงไหว้วานให้คนนำสินสอดมาสู่ขอลูกด้วยเล่า?”
หน้าของต้วนชิงหมิงแดงจนเลือดแทบจะหยดออกมา นางถลึงตาใส่ตู้ชิงหรวนแวบหนึ่ง แล้วตอบว่า “ไม่เคยเห็น
ท่านแม่คนไหน จะถามเรื่องอย่างนี้กับบุตรสาวของตนมาก่อนเลย”
ตู้ชิงหรวนมีหัวใจเหมือนเด็กน้อย นางดึงมือต้วนชิงหมิงอย่างไม่สนใจอะไร “รีบบอกให้ฟังหน่อยสิ แม่อยากรู้
จริงๆ ได้ยินว่าองค์ชายสามหว่านเสน่ห์ไปทั่ว ทั้งยังหมั้นกับองค์หญิงอวี้หลัวแล้วด้วย… เหตุใดจู่ๆ ถึงได้นำสินสอดมาส่ง
ให้ที่จวนของพวกเราด้วย?”
ต้วนชิงหมิงตบหน้าผากตัวเอง อยู่ๆ นางก็นึกเสียใจทีหลังนิดหน่อยที่ให้ตู้ชิงหรวนรู้เรื่องนี้ เพราะด้วยนิสัยอยากรู้
อยากเห็นของตู้ชิงหรวน ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเซ้าซี้ถามไปอีกนานเท่าไร!
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจเบาๆ แล้วบอกว่า “ท่านแม่ วันนี้ท่านไม่เหนื่อยหรือ?เรื่องมันยาวน่ะ… วันหลังค่อยเล่าให้
ฟังได้ไหม?”
ตู้ชิงหรวนถลึงตาแล้วบอกว่า “ไม่ได้ๆๆ ถือโอกาสตอนที่ท่านพ่อไม่อยู่ รีบบอกให้แม่ฟังหน่อยสิ แม่อยากรู้เหลือ
เกิน!”
ต้วนชิงหมิงถูกเซ้าซี้จนไม่รู้จะทำอย่างไร ทำได้เพียงมองตู้ชิงหรวนอย่างจนปัญญา ก่อนจะตอบว่า “ท่านกำลังจะ
เป็นแม่คนแล้ว ทำไมท่าทางยังเหมือนเด็กน้อยอยู่อีก… ในเมื่อท่านแม่อยากฟัง ลูกก็จะเล่าให้ฟัง ท่านแม่รีบมานั่งก่อน
ดื่มนํ้าชา ช้าๆ แล้วลูกจะเล่าให้ฟังดีไหม?”
ตู้ชิงหรวนนั่งลงแล้ว แต่มือกลับไม่ปล่อยจากต้วนชิงหมิง ไม่เพียงไม่ปล่อยเท่านั้น ซํ้ายังบอกต้วนชิงหมิงด้วยว่า
“รีบเล่ามา ชิงหมิง แม่อยากรู้จะแย่อยู่แล้ว!”
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจเบาๆ แล้วเล่าว่า “ที่จริง ข้าก็จำองค์ชายสามไม่ได้หรอก ในปีนั้น เสิ่นกุ้ยเฟยเชิญกลุ่มคน
ไปร่วมงานฉลองวันเกิด ลูกก็ได้ไปด้วยเช่นกัน ตอนที่เข้าจวนถูกคนขวางไว้ ลูกก็เลยพูดอะไรไปนิดหน่อย ตอนหลังถึงได้
พบว่า องค์ชายสามคนนั้นคอยมองอยู่ตลอด ตอนหลังเฉินกุ้ยเฟยสร้างสถานการณ์มาทดสอบพวกเรา ลูกเลยจงใจไปต่อ
แถวหลัง โดยที่องค์ชายสามท่านนั้นมองแผนออกหมดทุกอย่าง……”
ตู้ชิงหรวนย่อมรู้จักสติปัญญาของต้วนชิงหมิงดี เมื่อนางฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ “แม่กลับแปลกใจ ว่าพอลูกถูกองค์
ชายสามนั่นมองออกแล้วว่าลูกเล่นลูกไม้ เขาพูดว่ายังไงบ้าง?”
ต้วนชิงหมิงตอบว่า “เขาไม่ได้พูดอะไร เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์แผนการมาก จากนั้นเขาก็เริ่มมากลั่นแกล้งลูก ตั้งตัว
เป็นศัตรูกับลูกทุกอย่าง……”
ต้วนชิงหมิงเล่าต่อเนื่อง ไปจนถึงตอนที่อยู่ในจวนอัครเสนาบดี ตอนที่นางช่วยหลิวยวนล่อเหยียนหลิ่งอวี๋ออกมา
แล้วก็เล่าถึงตอนที่ช่วยเหลือกันในจวนเซวีย ตามด้วยเรื่องธนูชวนเย่ว์กง… แต่ละเรื่องราวกับถูกกำหนดไว้ หลังจากนั้นมา
ก็ไม่รู้ว่าใครกันที่หนีไม่พ้น ใครที่จงใจเข้าใกล้ จนกระทั่งตอนประสบอันตรายครั้งสุดท้าย เหยียนหลิ่งอวี๋ก็สาบานต่อลูก
ว่า “ชาตินี้มิทรยศต้าเซี่ย มิทรยศนาง”
พอนำหลายเรื่องราวมารวมกัน ต้วนชิงหมิงเองก็ไม่รู้ชัดเช่นกัน ว่าเป็นนางที่ติดค้างเหยียนหลิ่งอวี๋ หรือเหยียน
หลิ่งอวี๋ติดค้างนาง!
ตู้ชิงหรวนฟังอย่างเงียบๆ จนจบ นางตบมือต้วนชิงหมิงเบาๆ ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วบอกว่า “ชิงหมิง คนคน
นั้น หากมีคุณค่ามากพอ ก็ควรจะรักษาไว้!”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้า แต่กลับย้ายสายตาไปนอกห้อง……วันนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังเดินไปเผชิญอันตราย อ๋าวฮั่น
และต้วนเจิ้งที่เข้าวังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง!
ในขณะที่ต้วนชิงหมิงกำลังเป็นกังวล ในวังหลวงที่หรูรา อ๋าวฮั่นก็เดินก้าวยาวไปหาฝั่าบาทผู้สูงศักดิ์แล้ว!
อ๋าวฮั่นเป็นองค์ชายของแคว้นอื่น ที่มากกว่านั้นคือผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำแห่งทุ่งหญ้า หลังจากฝั่าบาทที่นั่งอยู่
บัลลังก์เบื้องสูงเห็นเขาทำความเคารพอย่างสุภาพแล้ว จึงพระราชทานที่นั่งให้เขานั่งลง!
อ๋าวฮั่นนั่งลงอย่างไม่แยแสสิ่งใด จากนั้น ก็เริ่มพูดถึงจุดประสงค์ที่เขามาต้าเซี่ย!
ที่แท้ หลังจากถ่าถูกลับแคว้น เห็นอ๋าวฮั่นปกครองราชสำนักอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็เบิกบานใจมาก จาก
นั้นพอได้ยินว่าอ๋าวฮั่นเลื่อมใสต่อวัฒนธรรมของต้าเซี่ย จึงอนุญาตให้เขามาเที่ยวเล่นได้ตามสบาย!
อ๋าวฮั่นเล่าไปพลาง ทำท่าทางไปพลาง ท่าทางดิบเถื่อนตรงไปตรงมา ไม่สนใจพิธีรีตอง
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยืนอยู่ข้างกายจักรพรรดิแคว้นต้าเซี่ยอยู่ตลอด พอเห็นท่าทางที่ดูไม่ได้เตรียมตัวของอ๋าวฮั่น
ดวงตาของเขาก็เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยสายตาอ่อนแรงมาก ดูจากท่าทางของเขาแล้ว เหมือนจะเพิ่งผ่านการประชวรครั้งใหญ่มา
ตอนนี้พระองค์กำลังฟังอ๋าวฮั่นเล่า และพยักหน้าถามกลับไปบ้างเช่นกัน
อ๋าวฮั่นได้ตอบทุกคำถามที่ยิงไป พอถึงตอนสุดท้าย กลับเริ่มหัวเราะขึ้นมา “ได้ยินว่าองค์ชายสามชิงตั๋วของ
กระหม่อมกำลังเตรียมจะสมรสกับองค์หญิงจิ่นอวี๋แห่งต้าเซี่ย เสด็จพ่อจึงให้กระหม่อมนำของขวัญมาที่นี่ อีกสักครู่จะให้
คนนำขึ้นถวายพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ใช่แล้ว ปีนี้เจิ้น[2]เตรียมจะพระราชทานสมรสให้พวกเขา!”
ต้องทราบไว้ว่าการสมรสพระราชทานระหว่างแคว้น ไม่ได้ง่ายเหมือนการสมรสพระราชทานให้องค์ชาย นอกจาก
กระดาษแปดอักษรดวงกำเนิดและแลกเปลี่ยนใบบันทึกวันเกิดคู่หมั้นแล้ว ยังมีอีกขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการ นั่นก็
คือ แผ่นหยกอนุญาตรวมทั้งของขวัญขององค์จักรพรรดิ
สิ่งเหล่านี้เวลาพูดนั้นง่าย แต่เวลาทำกลับไม่ง่าย เพราะระหว่างสองแคว้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือกระบวนการ
กอปรกับระยะทางยาวไกล การไปกลับนี้ อาจต้องใช้เวลาอย่างตํ่าปีครึ่งหรือไม่ก็ยืดยาวถึงสามปีได้!
อ๋าวฮั่นย่อมเข้าใจหลักการนี้ เขายักไหล่ แล้วกล่าวราวกับไม่ได้ตั้งใจ “ยังดี เรื่องงานสมรสขอกระหม่อมไม่ต้องให้
เสด็จพ่อเป็นห่วงหรอก อีกทั้งวันนี้ก็กำหนดไว้แล้วอีกด้วย!”
วันนี้กำหนดแล้ว?แต่ที่นี่เป็นเมืองหลวงของต้าเซี่ยมิใช่หรือ?
เมื่อจักรพรรดิของต้าเซี่ยได้ฟัง พลันเกิดความสนใจทันที จึงถามว่า “ไม่รู้ว่าคนที่หลานหมั้นด้วย เป็นบุตรสาวของ
ตระกูลไหน?”
วันนี้เพิ่งจะกำหนดเรื่องสมรส ทั้งยังอยู่ในอาณาเขตต้าเซี่ยอีก?
เช่นนั้น ว่าที่เจ้าสาวคนนี้ก็ควรค่าให้สืบหาประวัติลึกๆ แล้ว เพราะหากสตรีคนนี้เป็นบุตรสาวในตระกูลขุนนาง
ของต้าเซี่ยขึ้นมา จะถือเป็นเรื่องราวดีๆ สำหรับทั้งสองแคว้น?
อ๋าวฮั่นยังไม่ทันเอ่ยตอบ ต้วนเจิ้งก็คุกเข่าแล้ว “ทูลฝั่าบาท ผู้ที่องค์ชายอ๋าวฮั่นหมายหมั้นด้วย ก็บุตรสาวกระ
หม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
ที่แท้ก็เป็นลูกสาวของต้วนเจิ้งเองหรือ?
สายตาของฝั่าบาทกลอกกลับไปมา ก่อนหายเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “อ้อ?ที่แท้ก็เป็นบุตรสาวของเจ้านี่เองต้วนเจิ้ง
ยินดีด้วย ยินดีด้วย………”
[1] ยามเฉิน คือช่วงเวลาประมาณ 7:00 -9:00 น.ในปัจจุบัน
[2] เจิ้น สรรพนามบุรุษที่หนึ่งที่จักรพรรดิหรือฝั่าบาทเรียกแทนตนเอง