การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 840 ความดีอกดีใจของต้วนชิงหมิง
การเดิมพันในครั้งนี้ อ๋าวฮั่นคิดว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องชนะ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เขาจะได้ของเดิมพันอย่างงาม!
หึ หึ หึ! เหยียนหลิ่งอวี๋คราวนี้เจ้าต้องเสียเดิมพันให้ข้าอย่างแน่นอน
ในระหว่างที่ท้องพระโรรงเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมยินดี ทางด้านต้วนชิงหมิงที่อยู๋จวนต้วนก็รอคอยด้วยความร้อนใจ
ด้วยไม่รู้ว่าผลจะออกมาในหน้าไหน
ผลในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชาติปัจจุบันนี้
ทันใดนั้น เยวี่ยเจียได้วิ่งเข้ามาในห้อง พูดละลํ่าละลักว่า “คุณหนู คุณหนู นายท่านกลับมาแล้ว นายท่านกลับมา
ถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งรีบถามขึ้นทันควัน “ตอนนี้ท่านพ่ออยู่ตรงไหน?”
เยวี่ยเจียรีบวิ่งหน้าตั้งออกไปนอกประตู ชี้นิ้วชี้ไม้ไปทางนู้น “อยู่… อยู่……”
นางพูดติดอ่าง “อยู่” ตั้งนานสองนาน จนต้วนชิงหมิงไม่สนใจจับชายกระโปรงยกขึ้นวิ่งออกไปข้างนอก
ถึงแม้เรื่องในวันนี้องค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นจะอยู่ด้วย ถึงแม้องค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นจะเป็นว่าที่สามี แต่ผลลัพธ์ในวันนี้
กลับกลายเป็นสิ่งที่ต้วนชิงหมิงให้ความสำคัญมากที่สุด นางเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับต้วนเจิ้ง นางกลัวว่าอ๋าวฮั่นจะมิ
อาจโน้มน้าวให้ฝั่าบาทยกเลิกราชโองการพระราชทานสมรสกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไปได้
ในใจของต้วนชิงหมิงวิตกกังวลไปต่างๆ นานา กลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับอ๋าวฮั่น หากเป็นเช่นนั้นนางจะไป
ขอโทษเขาได้ยังไง?
เพียงคิดมาถึงจุดนี้ ต้วนชิงหมิงก็ใจร้อนรุ่มไปหมด นางวิ่งออกไปข้างนอกโดยไม่สนใจเยวี่ยเจียที่พูดติดอ่างแล้ว
หวังว่าจะไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับท่านพ่อ!
แต่เยวี่ยเจียกลับยื่นมือคว้าต้วนชิงหมิงเอาไว้ “คุณหนู… จะไปไหนเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงไม่มีอารมณ์จะตอบ “ข้าก็ต้องไปหาท่านพ่อนะสิถามได้!”
เยวี่ยเจียได้แต่ส่ายหน้า “คุณหนู… อย่าไปเลยเจ้าค่ะ”
“ทำไมข้าจะไปไม่ได้? หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นกับท่านพ่อ?” ต้วนชิงหมิงถาม
เยวี่ยเจียก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ พร้อมกับลีลาหลายกระบวนท่า จนต้วนชิงหมิงเกิดมีนํ้าโหขึ้นมา รีบจับชาย
กระโปรงขึ้นและวิ่งออกไปข้างนอก
เยวี่ยเจียถูกทิ้งไว้อยู่ในห้อง โดยยกมือเกาจมูก ก่อนพูดติดๆ ขัดๆ ออกมา “คุณหนูเป็นอะไรไป? หรือว่าบ่าวไม่ได้
บอกหรือว่านายท่านกำลังเดินมาทางนี้เจ้าคะ?”
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำลังจะวิ่งออกประตูใหญ่ของเรือนไป ก็ชนเข้ากับหน้าอกที่บึกบึนกำยำ
เนื่องจากรูปร่างที่สูงใหญ่ จมูกของต้วนชิงหมิงชนเข้ากับหน้าอกกำยำจนปวด นํ้าหูนํ้าตาเกือบรินไหลออกมา นาง
เงยหน้าขึ้นมองก็พบใบหน้าที่คุ้นเคย คนที่ชนคือองค์ชายอ๋าวฮั่น
อ๋าวฮั่นหลบไม่ทันจนต้วนชิงหมิงชนเข้าอย่างจัง คิดไม่ถึงว่าคนที่ชนไม่ใช่บ่าวใช้ที่สะเพร่า แต่กลับเป็นต้วนชิงหมิง
นี่เอง
อ๋าวฮั่นยิ้มออกมา “ทำไมกัน? ได้ยินว่าข้ากลับมา จนต้องรีบร้อนมาดูเลยอย่างนั้นหรือ? ดูสิจมูกของเจ้าเจ็บหรือ
เปล่า?”
สำหรับอ๋าวฮั่นนั้นถือเป็นคนแปลกหน้าของนาง การที่จมูกชนเข้ากับหน้าอกกำยำของเขาทำให้ปวดขึ้นมา แต่เมื่อ
มองไปข้างหลังเห็นต้วนเจิ้งถือราชโองการมา
ต้วนชิงหมิงจึงถามอ๋าวฮั่นขึ้นด้วยใบหน้าและจมูกที่แดง “องค์ชายอ๋าวฮั่น ท่าน… มาแล้ว?”
อ๋าวฮั่นหัวเราะเสียงดังชอบใจออกมา “ชิงหมิงเอ๋ย เจ้าควรบอกว่า… กลับมาแล้ว ไม่ใช่มาแล้ว!”
ต้วนชิงหมิงชะงักจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ต้วนเจิ้งที่เห็นดังนั้นรู้ได้ทันทีว่าต้วนชิงหมิงตื่นเต้นอย่างมาก จึงเดินเข้ามาอธิบาย “หมิงเอ๋อร์ นับจากนี้เป็นต้นไป
องค์ชายอ๋าวฮั่นจะอยู่ที่จวนต้วนของพวกเรา!”
ห๊ะ? อยู่ที่จวนต้วนแห่งนี้?
นางไม่รู้ว่าจะหัวเราะมีความสุขดี หรือร้องไห้อย่างเศร้าสร้อยดี!
ถ้าร้องไห้อย่างเศร้าสร้อยก็เพราะหากเหยียนหลิ่งอวี๋กลับมาเมื่อใด รู้ว่านางอยู่ในฐานะ “ว่าที่ภรรยา” ของอ๋าว
ฮั่น คงต้องคิดบัญชีกับนางเป็นแน่! นึกถึงเรื่องในตอนนั้นที่นางเรียก “หลิวยวน” ว่า “พี่หลิว” เหยียนหลิ่งอวี๋เล่นงานนาง
อยู่นาน ตอนนี้ยังจะมีอ๋าวฮั่นเพิ่มมาอีกคน!
เห้อ! คิดดูแล้วมีแต่คำว่า “อเนจอนาถ” รออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ส่วนเรื่องที่หัวเราะมีความสุขนั้น เพราะองค์ชายอ๋าวฮั่นในวันนี้ทำให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยคงไม่กล้ามาหาเรื่องนางอีก
แล้ว!
ต้วนชิงหมิงจึงเงยหน้าฉีกยิ้มให้กับองค์ชายอ๋าวฮั่น “เชิญเจ้าค่ะ เชิญมาอยู่ด้วยความยินดีเจ้าค่ะ!”
อ๋าวฮั่นเห็นท่าทางที่ฝืนพูดโดยไม่ได้มาจากใจจริง ก็รู้สึกว่านางช่างแตกต่างจากสตรีโดยทั่วไป จากนั้นเขาได้พูด
ยิ้มๆ ออกมาว่า “เรื่องยินดีเอาไว้ค่อยพูดทีหลังก็ได้ เจ้าดูสิว่าราชโองการมาถึงจวนต้วนแล้ว!”
อะไร? ราชโองการอะไรมาถึงจวนอีก?
พอต้วนชิงหมิงได้ยินสีหน้าซีดเซียวในทันที นางพูดอย่างเป็นกังวล “ที่ไหน… ราชโองการอะไร?”
อ๋าวฮั่นเห็นท่าทางนางแทบจะหลุดหัวเราะออกมา เขาเลือกที่จะไม่บอกนาง โดยใช้รอยยิ้มแทนคำตอบ “แน่นอน
ว่า… เป็นราชโองการพระราชทานสมรสระหว่างเจ้ากับข้ายังไงเล่า!”
ต้วนชิงหมิงเลิกตาโตจนเกือบล้มพับลงไปกับพื้น… นึกไม่ถึงว่าการล้อเล่นครั้งนี้เล่นใหญ่เสียจน เหล่าขุนนางใน
ราชสำนักต่างรู้กันถ้วนทั่วแล้ว ว่านางเป็นว่าที่ภรรยาของอ๋าวฮั่น มิหนำซํ้ายังมีราชโองการพระราชทานงานสมรสตามมา
อีก……
หือ หือ หือ! สตรีอย่างนางมิใช่คนกลับกลอกปลิ้นปล้อน… นางเลือกเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว แต่ทำไมทุกอย่างกลับ
ตาลปัตรเป็นคนอื่นไปได้
อ๋าวฮั่นหัวเราะออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าของนาง จมูกน้อยๆ ที่แดงฉานของนางดูแล้วช่างน่ารักจิ้มลิ้ม เขาจึง
เผลอยื่นมือเข้าไปลูบ ครั้งนี้ต้วนชิงหมิงมัวแต่อึ้งแน่นิ่งจนลืมหลบ ทว่ามือนั้นยื่นไปได้เพียงครึ่งเดียว กลับถูกฝั่ามือน้อย
ปัดเข้าอย่างแรง
เสียงที่กังวานเปียมด้วยความโอหังและชิงชังดังขึ้นมา “เจ้าเป็นใคร? มาแตะต้องคุณหนูของข้าทำไม?”
อ๋าวฮั่นหันกลับไปมองพบใบหน้าจิ้มลิ้มจ้องเขม็งมาด้วยความเกลียดชัง
สาวน้อยคนนั้นพูดกับอ๋าวฮั่นด้วยนํ้าเสียงโมโห “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นองค์ชายหรือไม่ แต่เจ้าห้ามแตะต้องคุณหนู
ของข้า… ได้ยินชัดเจนหรือไม่?”
อ๋าวฮั่นถึงกับอึ้งกิมกี่ไปสักครู่… องค์ชายใหญ่ที่สูงส่งอย่างเขา ไม่เคยถูกใครหน้าไหนใช้สีหน้าเช่นนี้จ้องมองมา
ก่อน… เจ้าบ่าวใช้คนนี้น่าสนใจดี!
เขาจึงเลือกยื่นมือออกมาลูบใบหน้าของเยวี่ยเจียแทน “ข้าไม่ลูบคุณหนูของเจ้าก็ได้… อย่างนั้นข้าลูบหน้าเจ้าย่อม
ได้ใช่หรือไม่?”
หลังจากนั้น อ๋าวฮั่นจึงยื่นมือลูบไปที่จมูกจิ้มลิ้มของเยวี่ยเจียอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง
เยวี่ยเจียรีบยกมือขึ้นเช็ด แต่ดูเหมือนบางอย่างที่ติดจากมือเขาไม่ได้ลบออกง่ายๆ นางจึงโมโหเดือดดาลขึ้น ยืน
ท้าวสะเอวเชิดหน้าจ้องไปที่อ๋าวฮั่น “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วเหรอ? ทำไมมาลูบจมูกคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้?”
อ๋าวฮั่นยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นไปอีก เขายื่นมือไปลูบจมูกนางอีกครั้ง ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจวิ่งไปหาที่หลบ “ฮ่าๆ
ๆ บ่าวใช้ตัวน้อย เจ้าพูดได้ถูกต้อง เปินเตี้ยน[1]ไม่ชอบอะไรทั้งนั้น ยกเว้นลูบจมูกของคนอื่น ฮ่าๆๆ”
เยวี่ยเจียถูกหลอกแต๊ะอั๋งไปหลายครั้ง จนนางโมโหเลือดขึ้นหน้า ได้แต่กระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดใจ “คุณหนู…
เขา เจามาลูบจมูกของบ่าวเจ้าค่ะ!”
เยวี่ยเจียคงลืมไปว่า เมื่อครู่ที่อ๋าวฮั่นลูบจมูกของต้วนชิงหมิง นางก็จนปัญญาจะทำอะไรได้ ตอนนี้เขาลูบจมูกของ
เยวี่ยเจีย มีหรือที่ต้วนชิงหมิงจะช่วยได้!
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอดถอนใจ รีบเข้าไปคว้าแขนของเยวี่ยเจีย พูดอย่างคนสู้ไม่ไหว “เยวี่ยเจียรีบคารวะองค์ชาย
ใหญ่อ๋าวฮั่นเสีย!”
เยวี่ยเจียบิดตัวพูดอย่างไม่เต็มใจ “ไม่เจ้าค่ะ บ่าวไม่เคยพบเคยเห็นองค์ชายท่านไหน มาลูบจมูกคนอื่นไปทั่วเช่นนี้
เจ้าค่ะ”
“รีบทำความเคารพเร็วเข้า” ต้วนชิงหมิงพูดขึงขัง
เยวี่ยเจียจึงจำต้องยกประมือประสานทำความเคารพ ด้วยใบหน้าไม่เต็มใจ “คารวะองค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นเจ้าค่ะ!”
หลังจากนั้นต้วนชิงหมิงรีบเดินไปด้านหน้าอ๋าวฮั่น กล่าวขอโทษแทนเยวี่ยเจีย “เป็นเพราะชิงหมิงอบรมสั่งสอน
บ่าวใช้มิได้ความ จนเสียมารยาทต่อหน้าองค์ชายแล้วเจ้าค่ะ!”
อ๋าวฮั่นโบกมือไม่ถือสา “ช่างเถอะ ข้าไม่มีทางคิดเล็กคิดน้อยกับบ่าวใช้ตัวน้อยหรอก”
จากนั้นเยวี่ยเจียมองค้อนขวับไปหนึ่งดอก และเดินออกอย่างขัดเคือง แต่เมื่อต้องเดินผ่านอ๋าวฮั่น นางรีบยกมือ
ขึ้นมาปั้องจมูกด้วยกลัวอ๋าวฮั่นจะยกมือขึ้นลูบจมูกของนางอีก!
ต้วนชิงหมิงได้แต่มองเยวี่ยเจียอย่างถอดใจ “เยวี่ยเจียเอ๋ยเยวี่ยเจีย เมื่อไหร่เจ้าจะโตกว่านี้เสียที?”
อ๋าวฮั่นมองนายบ่าวคู่นี้ก็รู้สึกซึ้งใจในความสัมพันธ์ที่แนบแน่น
แต่ไหนแต่ไรมา องค์ชายใหญ่ที่สูงส่งอย่างเขาฆ่าคนอย่างกับผักปลา จนคนรอบกายต่างทำทุกอย่างด้วยความ
ยินยอม เลือกเอาคำสั่งของเขาเป็นเด็ดขาด พูดได้ว่าชี้ไปทางซ้ายก็ไปทางซ้ายอย่างไม่คิดชีวิต ชี้ไปทางขวาก็ไปทางขวา
อย่างไม่คิดชีวิตเช่นกัน
องค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นแห่งทุ่งหญ้าเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงของเขากระฉ่อนไปทั่ว พูดได้ว่านอกจากท่านพ่อถ่า
ถูแล้ว อ๋าวฮั่นเป็นดั่งเทพเจ้าที่นับถือสูงสุดของพวกเขา
แต่ว่าคำสั่งที่เด็ดขาดต้องปฏิบัติ ก็แลกมากับความโดดเดี่ยว เขาเปรียบได้กับคนที่ยืนอยู่ยอดสูงสุดของภูเขา ขณะ
เดียวกันได้สูญเสียความสุขและอิสระในการใช้ชีวิตจากคนทั่วไป
เนื่องจากเขาเกิดและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่สูงส่ง รวมถึงได้รับการอบรมสั่งสอนในการเป็นผู้นำ ดังนั้นหลาย
ครั้งหลายครา ได้หลงลืมการใช้ชีวิตและอิสระในชีวิตที่มี หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แท้จริงแล้วเขาสามารถใช้ชีวิตได้
เหมือนคนทั่วไปที่มีความสุขในชีวิตในแต่ละวันได้นี่หน่า!
[1] เปินเตี้ยน สรรพนามที่องค์ชายให้เรียกแทนตนเอง