การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 842 แก่งแย่งชิงดี (2)
โชคยังดีตรงที่ต้วนเจิ้งเหมือนรู้ตัวว่าทำให้อ๋าวฮั่นเสียเวลามาทั้งวันแล้วจึงรีบขอโทษขอโพย ปล่อยให้เขาได้พัก
ผ่อน และวันพรุ่งนี้ค่อยมาพูดคุยกันใหม่
ต้วนเจิ้งพูดจบก็เดินกลับออกไปกับตู้ชิงหรวน โดยที่นางได้ตำหนิต้วนเจิ้งที่ชวนอ๋าวฮั่นจนไม่ดูเวลา
บุรุษก็เป็นเช่นนี้แหละยากที่จะได้พบคนที่คุยถูกคอ และมีความรักความชอบในสิ่งเดียวกัน แต่กระนั้นต้วนเจิ้งก็
ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับการพูดคุยที่สนุกจนล่วงเลยมาจนถึงดึกดื่น
ด้านอ๋าวฮั่นได้ออกมายืนส่งทั้งสองคนที่หน้าเรือน โดยมีกลิ่นหอมของต้นกุ้ยฮวาส่งกลิ่นหอม
ต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังอ๋าวฮั่นได้พูดยิ้มๆ ออกมา “ขอให้องค์ชายอ๋าวฮั่นอย่าได้หัวเราะเยาะท่านพ่อเลย!”
อ๋าวฮั่นหันหน้ากลับมาด้วยความฉงนใจ “ทำไมละ… ทำไมข้าต้องโทษท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าด้วย?”
การได้มีท่านพ่อที่รักนาง และแม่เลี้ยงที่ห่วงใย นับเป็นโชคของต้วนชิงหมิงเหลือเกิน!
จากนั้นต้วนชิงหมิงหันมาโค้งคำนับอ๋าวฮั่น “ขอบพระทัยองค์ชายใหญ่ที่ให้อภัย!”
อ๋าวฮั่นยื่นหน้าเข้ามาใกล้นางจนเห็นทุกสิ่งบนใบหน้าอย่างชัดเจน ก่อนจะหยุดชะงักลง เขามองเข้าไปในแววตา
ของนาง และถามขึ้นมาว่า “ชิงหมิง เจ้าต้องเกรงใจข้าถึงขนาดนี้เลยหรือ?”
นํ้าเสียงที่หล่อเหลาทำให้ต้วนชิงหมิงในเต้นรัวขึ้นมา จนผงะถอยไปด้านหลัง ชนกับต้นกุ้ยฮวาพอดิบดอดี
ต้นไม้ได้สั่นสะเทือนเบาๆ โชยกลิ่นหอมไปทั่ว และดอกของมันได้ร่วงโรยจนมาเต็มศีรษะของนางเต็มไปหมด
อ๋าวฮั่นหัวเราะชอบใจออกมาข้างหูของนาง “ฮ่าๆๆ ชิงหมิงกลับไปพักผ่อนเถอะ ราตรีสวัสดิ์!”
เมื่อเขาพูดจบก็หันหลังเดินกลับเข้าเรือน โดยปล่อยให้นางยืนอยู่ที่เดิมอย่างนั้นต่อไป
กระทั่งนางได้ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานกว่าจะเรียกสติให้กลับมาได้ จนนึกได้ว่าถูกอ๋าวฮั่นหัวเราะเยาะไปนี่หน่า
ต้วนชิงหมิงจึงได้แต่ยกมือตบไปที่หน้าผาก มองออกไปที่สวนดอกไม้ ก่อนจะสาวเท้าเดินกลับอย่างเสียหน้า เรื่อง
ที่เกิดขึ้น ในวันนี้ทำให้นานตั้งตัวรับไว้แทบไม่ทัน
พรุ่งนี้นางต้องเข้าวังไปขอบพระทัยฝั่าบาท ไทเฮา ฮองเฮาและบรรดาพระสนมแต่เช้า จึงต้องกลับไปพักผ่อนแล้ว
ยามคํ่าคืน ที่ดูเหมือนทุกอย่างจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยที่ไม่ทันตั้งตัว ความมืดมิดแผ่ปกคุลมไปทั่วนภา
สายลมได้พัดมาเหมือนมีดแหลมแทงเข้าเนื้อ เมื่อลอยเข้ามาในเรือน เหล่าบุปผาก็ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด
อ๋าวฮั่นนอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียง แสงไฟในห้องได้วูบไหวจนทุกอย่างดูไม่ถนัดตา
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานมากเพียงใด อ๋าวฮั่นที่ดูเหมือนหลับสนิทได้ลืมตาขึ้นมองไปบนคานไม้ “เอาล่ะ ครั้งนี้
เจ้าชนะก็ได้ ส่วนข้าไม่ชอบเวลาที่พักผ่อนมีคนเข้ามาแอบจ้องมอง เพราะข้าจะนอนไม่หลับ… ถ้าเจ้ายังแอบอยู่บนั้นมี
หวังคืนนี้ข้าไม่ต้องนอนกันพอดี เจ้ารับลงมาข้างล่างเร็วเข้า!”
อ๋าวฮั่นพูดด้วยนำ้เสียงที่เกรงใจ ส่วนคนที่อยู่บนคานกลับตอบอย่างเย็นชา “เจ้านอนไม่หลับก็ควรสมนํ้าหน้า!”
พออ๋าวฮั่นได้ยินก็หัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆๆ ที่ข้านอนไม่หลับก็ควรสมนํ้าหน้า ส่วนเจ้าตั้งใจจะนั่งอยู่บนคานไปทั้ง
คืน?”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง!” คนที่นั่งบนคานตอบ
อ๋าวฮั่นพลันยิ้มด้วยความยินดี สายตาของเขาหรี่ลงเผยให้เห็นความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ กำลังมองไปบนคานที่มีคน
เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่บนคานไม่สนใจ อ๋าวฮั่นจึงหัวเราะชอบใจขึ้นมา “แท้จริงแล้ว ข้ารู้แล้วว่าทำไมเจ้าถึงชอบน่งบ
นคาน… เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้ามีเรื่องที่ไม่สบายใจจึงมิอาจข่มตาลงได้เลยมาถึงจวนต้วนแห่งนี้ หรือเจ้ามาเพราะอิจฉาว่า
เตียงของข้านอนสบาย……”
คนที่อยู่บนทานเสียงเยือกเย็นลงมา “เรื่องสบายมันเป็นเรื่องของเจ้า? ข้าเห็นว่าเตียงไม่ค่อยแข็ง ประเดี๋ยวเจ้าก็
จะตกลงพื้นอยู่ดี……”
อ๋าวฮั่นหัวเราะลั่นอย่างชอบใจออกมา “” เหอะ เหอะ! ทำไมเจ้าพูดออกมาแล้วข้ารู้สึกถึงความหึงหวงบางอย่าง
ปรากฏออกมา… ข้าได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งขึ้นในต้าเซี่ย ว่ามีสุนับจิ้งจอกเข้าไปในสวนองุ่นตามลำพัง แต่ไม่ว่ามันจะ
พยายามมากเพียงใด ก็ไม่สามารถกระโดดเก็บองุ่นเหล่านั้นได้ ทำให้มันโกรธเป็นอย่างมากและพูดต่อหน้าทุกคน “เชอะ!
องุ่นที่นี่เปรี้ยวทุกลูกต่างหาก……”
อ๋าวฮั่นพูดไปหัวเราะชอบใจ ราวกับไม่สนใจความรู้สึกของอีกฝั่าย “ฮ่าๆๆๆ สุนัขจิ้งจอกที่หยิบองุ่นไม่ได้ปั่าว
ประกาศไปทั่วว่าองุ่นเปรี้ยว… เหยียนหลิ่งอวี๋ ตอนนี้เจ้านอนไม่หลับที่เตียงตัวเอง ไม่กลัวเตียงที่นี่พังลงมาเหรอ เหยียน
หลิ่งอวี๋เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นเหมือนสุนับจิ้งจอกไหม?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ต้าเซี่ยของพวกเรายังมีเรื่องเล่าคือ นกพิราบแย่งรังนกกางเขน เจ้าเคย
ได้ยินเรื่องนี้มาบ้างไหม?”
อ๋าวฮั่นมองอย่างสงสัย “ไหนเจ้าลองเล่ามาสิ!”
ตู้ชิงหรวนจึงเริ่มเล่าเสียงเบาออกมา “เมื่อก่อนในปั่าอันกว้างใหญ่มีนกชนิดหนึ่งเรียกว่านกพิราบ มีนิสัยขี้เกียจ
เบาปัญญา และขี้เกียจกินๆ นอนๆ ในแต่ละวันเอาแต่บินไปเรื่อยเปือย จนอยากสร้างรังเป็นที่อาศัย แต่ดันขี้เกียจจะ
สร้างเอง มันจึงคิดหาวิธีจนนึกออกขึ้นมา เมื่อมันเห็นรังของนกกางเขนที่สร้างไว้ก็รีบบินเข้าไปแย่งรัง ทั้งยังอวดอ้างตน
ต่อใครๆ จนกระทั่งนกในปั่าได้ทราบเรื่องต่างไม่คบค้าสมาคมด้วย ทำให้นกพิราบต้องบินจากไปเอง……”
เหยียนหลิ่งอวี๋เล่าจบลงเท่านั้น อ๋าวฮั่นได้หัวเราะเสียงดังออกมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้ากำลังหมายถึงข้าใช่ไหม? แต่
เสียใจด้วยรังนกนี้ข้าไม่ได้อยากครอบครองเอง แต่มีคนอื่นมาเชิญข้าให้มารังนกต่างหาก… จะทำยังไงดีละ เรื่องของข้าจะ
ตรงกับเรื่องนกพิราบแย่งรังนกกางเขนไหมเอ่ย?
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบอย่างเหลืออด “เรื่องนี้นับอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องนับ!”
หลังจากนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋ที่สูงชุดดำได้โรยตัวลงมาด้านล่างยืนเบื้องหน้าอ๋าวฮั่น เหยียนหลิ่งอวี๋ยกมือกอดอกด้วย
ความไม่พอใจ “เพราะเจ้ากำลังมาอยู่ในจวนว่าที่ภรรยาของข้า ส่วนเรื่องที่หลับที่นอนเป็นนางที่จัดเตรียมให้ข้าเอง!”
สายตาเหยียนหลิ่งอวี๋แดงกํ่าขึ้นมาด้วยความโมโหและหยามเหยียดมากที่สุด ราบกับสามารถกลืนกินอ๋าวฮั่นได้ทั้ง
ตัว
อ๋าวฮั่นแสร้งร้องด้วยความตกใจ “เหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ยเหยียนหลิ่งอวี๋ ทำไมข้าได้กลิ่นหึงหวงมันลอยอบอวลถึงปั่าน
นี้ด้วย… โอ้โห ไม่ได้การแล้ว กลิ่นนี้เต็มห้องจนข้าหายใจแทบไม่ออกเลย… ฮ่า ฮ่า ฮ่า……”
อ๋าวฮั่นตั้งใจส่งเสียงให้ดังจนที่เกาะหลังคาต่างกระพือปีกบินหนีด้วยความตกใจ และเมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋จ้อง
มาด้วยความเคียดแค้น อ๋าวฮั่นได้เอ่ยขึ้นว่า “อย่าหาว่าข้าพูดเลยนะเหยียนหลิ่งอวี๋ นอกจากสินสอดของมีค่าและ
กระดาษแปดอักษรดวงกำเนิดจะเป็นของเจ้าแล้ว ที่เหลือมีอะไรที่เป็นของเจ้าบ้าง? วันนี้ในท้องพระโรง ฝั่าบาทที่นั่งเป็น
หุ่นเชิดตอบตกลงแต่งตั้งนางเป็นองค์หญิงและว่าที่ภรรยาของข้าแล้ว… หึๆๆๆ เหยียนหลิ่งอวี๋ถ้าวันนี้เจ้าเป็นข้า จะ
สามารถทำแบบนี้ได้ไหม?”
เหยียนหลิ่งอวี๋จ้องไปที่อ๋าวฮั่นพร้อมกับแสยะยิ้ม “ถ้าข้าเป็นเจ้าย่อมทำได้เหมือนกัน แต่เจ้าเป็นคนชอบเอาหน้า
ข้าจึงให้โอกาสนี้กับเจ้ายังไงล่ะ”
จากนั้นเขาได้หยิบของชิ้นหนึ่งออกมาโยนไปให้อ๋าวฮั่นในอก “นี่เป็นของที่เจ้าอยากได้ จากนี้เราสองคนไม่มีอะไร
ติดต้างกัยอีก!”
อ๋าวฮั่นหยิบปั้ายประจำตัวออกมาดูและออกปากชื่นชมออกมา “แปปเดี๋ยวเจ้าก็เอาออกมาได้แล้ว?”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองตาขวางไปที่เขา “เจ้าช่วยทำเรื่องที่รับปากข้าได้สำเร็จแล้ว ส่วนเรื่องที่ข้ารับปากย่อมทำได้
สำเร็จเหมือนกัน!”
เมื่อสิ้นเสียง เหยียนหลิ่งอวี๋เข่าทรุดลงไปกับพื้น
อ๋าวฮั่นที่เห็นถึงกับตกใจจนเข้าไปคว้าเขาเอาไว้ “เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นอะไรไป?”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยายามฝืนยืนขึ้นมา และผลักแขนของอ๋าวฮั่นออกไป “ข้าไม่เป็นอะไร!”
แต่ว่าชุดดำของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับเปียกปอนไปหมด ด้วยนํ้าเลือดสีแดง จนอ๋าวฮั่นหลุดปากออกมาด้วยความ
ตกใจ “เจ้าบาดเจ็บแล้ว?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังจะอ้าปากตอบรู้สึกเหมือนดวงตาทั้งสองข้างพร่ามัว จนล้มพับไปที่หน้าอกกำยำของอ๋าวฮั่น
อ๋าวฮั่นประคองเขาที่สลบไสลขึ้นมา และบ่นอย่างจนปัญญา “เหยียนหลิ่งอวี๋ ถ้าเจ้าไม่ต้องสร้างภาพให้ตัวเองดู
แข็งแกร่งก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้”
ทว่าคนที่รักหน้ารักศักดิ์ศรีอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ ยอมเสี่ยงไปทำข้อแลกเปลี่ยนที่แสนอันตรายที่แม้แต่เขาก็ไม่กล้า
ทำ จนบาดเจ็บหนักถึงขนาดนี้ก็ไม่ยอมปริปากบอกออกมา
นี่แหละคนอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ที่คิดและทำเพื่อคนอื่น โดยที่ไม่มีใครได้รู้
อ๋าวฮั่นใช้นิ้วจับชีพจรของเหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นก็ถอดถอนใจ ก่อนจะหันหน้าไปที่ประตู “ใครก็ได้เข้ามาที!”
จู่ๆ ชายชุดดำก็กระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง คุกเข่าลงกับพื้น “องค์ชายมีเรื่องอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
อ๋าวฮั่นโบกมือไปมา “ไป ไปหยิบยาหวนจูตันของข้ามาที!”
ชายชุดดำชะงักไปแวบหนึ่ง ด้วยงงงวยว่านั่นเป็นยาที่ลํ้าค่ามาก องค์ชายใหญ่จะเอาไปให้องค์ชายแคว้นต้าเซี่ย
ด้วยเหตุผลอันใด เพราะคนแห่งทุ่งหญ้าต่างรับรู้กันดีว่า องค์ชายสามเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเรา!
อ๋าวฮั่นจ้องด้วยสายตาแน่นิ่ง จนชายชุดดำก้มหน้าก้มตาลงอย่างรวดเร็ว
เขารีบประคองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่อ่อนปวกเปียกไปวางบนเตียง พอมองก็เห็นใบหน้าซีดขาวออกเขาอย่างชัดเจน
ร่างกายมิอาจขยับเขยื้อนไม่ต่างอะไรกับคนไร้ลมหายใจ