การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 843 สตรีงามกับใต้หล้า
อ๋าวฮั่นมองดูเหยียนหลิ่งอวี๋ที่นอนแน่ยิ่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าสีขาว สายตาแน่นิ่งไม่ติงไหว ดูท่าแล้ว เจ้าเหยียน
หลิ่งอวี๋คงไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอมาหลายวันแล้ว
อ๋าวฮั่นกุมหยกประจำตัวในมือจนสั่นไปหมด อยากจะโยนเขาออกไปนอกห้อง “เชอะ เตียงนี้ไม่ได้ปูไว้เพื่อเจ้าเสีย
หน่อย ตอนนี้เจ้ากลับมาใช้ก่อนข้าอีก!”
ไม่นานนัก ชายชุดดำก็นำยามาให้
ยาเม็ดนั้นเป็นทรงกลมไข่มุก ใส่ไว้ในกล่องไม้เป็นอย่างดี และจะสะท้อนเมื่อได้สัมผัสกับแสง
นี่แหละคือยาหวนจูตันซึ่งเป็นยาวิเศษรักษาได้สารพัดจากเขตทุ่งหญ้า เพียงเม็ดเดียวก็ลํ้าค่าราคาสูงลิบลิ่ว
อ๋าวฮั่นยกตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมาแล้วยัดยาเข้าไปในปาก กดจุดให้เขากลืนมันลงไป
ชายชุดดำที่อยู่ด้านหลังมองดูองค์ชายใหญ่ด้วยความแปลกใจ… เป็นที่รู้ว่าองค์ชายใหญ่ไม่เคยต้องลงมือทำอะไร
ให้คนอื่นแบบนี้มาก่อน ต่อให้อีกฝั่ายมีฐานะเป็นถึงองค์ชายก็ตาม
อ๋าวฮั่นยัดยาให้กินเป็นที่เรียบร้อยก็สั่งให้ชายชุดดำเข้ามาพันแผลให้เหยียนหลิ่งอวี๋ เมื่อเห็นเขายังคงสลบไสลไม่
ได้สติ จึงทำได้แต่ส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่ช่างเป็นตัวซวยเสียจริง! มากินยาวิเศษของข้า ยังมาแย่งที่นอนของข้าอีก… ตอน
นี้ต้องเป็นข้าขึ้นไปอยู่บนคานห้องแทน”
อ๋าวฮั่นไม่มีทางขึ้นไปนอนบนคานห้อง เขาจึงให้คนไปนำสุรามาให้ แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคาเรือนนั่งดื่มอย่าง
นั้นอยู่ทั้งคืนจนฟั้าสว่าง
ไม่รู้ว่าผลของยาวิเศษออกผล หรือว่าเตียงเป็นต้วนชิงหมิงปูเอาไว้ เหยียนหลิ่งอวี๋จึงนอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน
แม้แต่น้อยตลอดทั้งคืน กว่าจะได้สติขึ้นมาก็เช้าตรู่ในวันถัดมา
**
ภายในวังหลวงที่ลํ้าลึกย่อมทำให้คนที่เข้าไปอยู่อึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง มีเพียงคนที่รู้ลึกตื้นหนาบางเท่านั้น จึง
ไม่ติดกับเปลือกนอกที่หรูหราสวยงามของวังหลวง โดยที่ซ่อนเร้นเรื่องราวที่สกปรกโสโครกเอาไว้มากมาย
ในวังหลวงเต็มไปด้วยผู้คนที่น่าสงสาร เพราะชีวิตในแต่ละวันจะมีเพียงการเล่นงานกันด้วยแผนชั่วร้ายสารพัด ใน
วันแล้ววันเล่าโดยที่คนนอกจะไม่มีทางรับรู้ได้เลย
ที่ตำหนักว่านโส่วตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บรรดานางกำนัลต่างยืนอยู่ห่างออกมาไกล มีเพียงแม่และโอรส
ของนางนั่งสนทนาโดยไม่ให้คนนอกได้รู้ความ
แสงไฟที่ถูกจุดภายในตำหนักวูบไหวริบหรี่ มีเพียงพูดอย่างไม่ค่อยพอใจออกมา “พระราชทานจวน พระราชทาน
นู้นนี่ และยังแต่งตั้งเป็นองค์หญิงอีก… เชอะ! นางเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางระดับสาม ถือดีอะไร ถือดีอะไรเนี่ย?”
ที่แท้เสียงนั้นเป็นของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
ในเวลานี้ เขาได้เดินหงุดหงิดงุ่นง่านไปมาอยู่อย่างนั้น พร้อมหันไปพูดกับฮองเฮา “อีกอย่างนางเป็นสตรีที่ลูก
ถูกใจ… ทำไม ทำไม ทำไมต้องยกนางให้ไอ้อ๋าวฮั่นด้วย”
ฮองเฮาที่นั่งนิ่งอยู่ด้านข้าง ยกชาขึ้นมาจิบอย่างเงียบเชียบ โดยปล่อยให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยระบายความโกรธแค้น
เสียให้พอใจ
จิตใจของคนก็เป็นเช่นนี้ เมื่อก่อนเขาถูกใจต้วนชิงหมิง ต้องการให้นางมาเป็นสนมเช่อเฟยซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่
เหมาะสมแล้ว
แต่นึกไม่ถึงว่าองค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นมาฝั่าฝูงนักสังหารมาได้ เมื่อมาถึงเมืองหลวงก็บอกว่าจะแต่งต้วนชิงหมิงเป็น
ชายาเอกอีก เพราะเขาจะได้ขึ้นครองทุ่งหญ้าในวันข้างหน้า ดังนั้นต้วนชิงหมิงในสายตาของทุกคนได้กลายเป็นฮองเฮา
แห่งทุ่งหญ้าไปแล้ว
ส่วนเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่สามารถเหยียบต้วนชิงหมิงให้จมธรณีตายเมื่อไหร่ก็ได้ กลับสามารถนั่งตำแหน่งเทียบเท่า
เสมอกับเขาไปแล้ว แล้วอย่างนี้จะให้เขาอดทนอดกลั้นได้อย่างไรเล่า?
ความโกรธแค้นนี้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยตัดสินใจจะไม่ทน และเก็บมันเอาไว้คนเดียว!
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองไปที่เปลวไฟวูบไหวและหันไปมองเสด็จแม่ เมื่อเห็นว่านางกำนัลออกไปหมดแล้ว เขาจึงพูด
ความในใจออกมาให้ฟัง
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยโบกมือรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เอ่ยด้วยความเกลียดชัง “เชอะ… สักวันหนึ่ง ลูกต้องให้นางคนนั้น
มายอมสยบใต้เท้า คุกเข่าวิงวอนขอร้องชีวิตจากลูกให้ได้!”
สายตานั้นของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเปล่งแสงแห่งความชั่วร้ายออกไปทั่ว
ดูเหมือนว่าเขาทำในสิ่งที่ต้องการได้ ดูเหมือนสตรีที่เขาถูกใจได้มายอมก้มกราบใต้เท้าเขาแล้ว เพื่องวิงวอนร้องขอ
ชีวิต!
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเผยแววตาที่ชั่วร้ายออกมา ทันใดนั้นฮองเฮาได้วางถ้วยนํ้าชาลงบนโต๊ะอย่างแรง พูด
อย่างเย็นชา “หวงเอ๋อร์พูดอะไรอยู่นะ?”
เมื่อเสียงของถ้วยนํ้าชาวางกระแทกลงกับโต๊ะ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ภาพฝันของเขาจึง
หายไป “ลูกต้องการบอกว่าจะทำให้ต้วนชิงหมิง ต้องมาก้มขอร้องวิงวอนแทบเท้าลูก”
“ลูกจะมีความคิดเช่นนี้ไม่ได้!”
ฮองเฮามองดูโอรสที่ชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ ด้วยสายตาที่ผิดหวังสุดซึ้ง
ความตั้งอกตั้งใจที่นางทำไปทั้งชีวิตเพื่อโอรสคนเดียวของนาง จะได้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดเหนือคนใต้หล้า และหวัง
ว่าเขาจะไม่แสดงจุดอ่อนออกมาจากในใจ ทว่าตอนนี้เห็นเขายังเพ้อฝัน ไม่อยู่กับปัจจุบันอีก!
โอรสของนางกลับไปคิดถึงสตรีที่ไร้ค่าคนนั้นจนเสียอาการ โดยไม่รับรู้ถึงอันตรายที่จะตามมา
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเสียอาการจากความโกรธแค้น สามารถมองออกอย่างชัดเจนอีก!
ฮองเฮามองโอรสด้วยความผิดหวังจนพูดไม่ออก จึงต้องลุกขึ้นมายืนเบื้องหน้าเขา และสั่งสอนอย่างดุดัน “หวงเอ๋
อร์ฟังแม่ให้ดี นับแต่นี้ต่อไป เจ้ากับสตรีที่ชื่นต้วนชิงหมิงไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีกต่อไป ตอนนี้ไม่มี วันข้างหน้าก็ไม่มีทาง
มี… ลูกเข้าใจไหม?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหันมองเสด็จแม่พูดอย่างไม่ยอมรับ “นางเป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น… ทำไมลูกจะ
จัดการงานไม่ได้ด้วย?”
ฮองเฮาปรายตามองเหยียนหลิ่งเจวี๋ยด้วยสายตาเรียบเฉย “ลูกรู้หรือไม่ ทุกการกระทำในท้องพระโรงวันนี้ อยู่ใน
สายตาของเสด็จย่าหมดแล้ว หากนางรู้ความคิดเห็นแก่ตัวนี้เข้า ลูกต้องมีอันตรายอย่างมากรู้ไหม?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยู่ปากถาม “อันตรายอะไรท่านแม่? ตอนนี้ตำแหน่งนั้นเป็นของลูกโดยไม่ต้องคิดอะไรแล้ว หรือ
ว่าเสด็จย่าจะหาสายเลือดคนอื่นในตระกูลสื่อ”
“หวงเอ๋อร์ เรื่องบางเรื่องอาจยังไม่เข้าใจในเวลานี้… ลูกต้องจำเอาไว้ ครั้งนี้เป็นเพราะลูกทำให้ตระกูลสื่อต้อง
วุ่นวายขนาดนี้ จนหาทางรับมือเสด็จพ่อของเจ้าไม่ทัน แต่เพราะพวกเขายังเห็นว่าตระกูลสื่อยังมีประโยชน์อยู่ แต่ถ้าพวก
เขาเห็นว่าไร้ประโยชน์ ตำแหน่งองค์ชายใหญ่ของเจ้าก็อาจถูกเปลี่ยนโดยไม่ต้องสงสัย!” ฮฮงเฮาถอดถอนใจ
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ยินก็พูดเสียงกร้าวออกมา “พวกเขากล้าก็ลองดูสิ!”
ฮองเฮามองเหยียนหลิ่งเจวี๋ยด้วยสายตาที่ผิดหวัง “ทำไมคนพวกนั้นจะไม่กล้า เรื่องเล่นงานเสด็จพ่อของเจ้ายัง
ทำได้ มีหรือที่จะไม่กล้าทำเรื่องอื่นอีก?”
“คนพวกนั้นมัน……” เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดด้วยความเดือดดาล
“เจ้าเงียบปากซะเดี๋ยวนี้!” ฮองเฮารีบยกมือขึ้นปิดปากเขา
แต่ไหนแต่ไรมา เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่เคยเจอฮองเฮาพูดด้วยนํ้าเสียงที่ดุดันเช่นนี้มาก่อน จนมิกล้าพูดอะไรออกมา
อีก
จากนั้นนางจึงค่อยพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง “หวงเอ๋อร์จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ บางเรื่อง บางความคิด ไม่อาจหลุดปากออก
มาได้ แม้แต่คิดก็ไม่ควรคิด……”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองเสด็จแม่ด้วยใบหน้าตกตะลึง
“ตระกูลสื่อได้สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ฮองเฮานับเป็นผู้ใหญ่มีอำนาจมากที่สุดในจวนสื่อ รวมถึงมีอำนาจในวัง
หลังอีกด้วย ที่สำคัญยังไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงมาก่อน แต่นับจากนี้อาจไม่แน่แล้ว… สิ่งที่ลูกยังไม่เข้าใจยังมีอีกมากมาย”
ฮองเฮากล่าว
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองเสด็จแม่ด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ด้วยอยากเห็นรอยยิ้มของเสด็จแม่ดังเดิม
“อำนาจของไทเฮาไม่มีใครกล้าเทียบ พระนางไม่ชอบสตรีที่เฉลียวฉลาด ดังนั้นหลายปีมานี้แม่ต้องแสดงเป็นคนที่
ขาดความเป็นกุลสตรี และทำตัวมุทะลุโผงผาง… ส่วนลูกนั้น……”
ฮองเฮามองไปที่โอรสด้วยสายตาที่หนักแน่น คว้ามือของเขามาจับไว้แนบแน่น “ลูกเป็นโอรสของแม่เพียงคน
เดียว ในตัวของลูกเปียมด้วยความหวังของแมท่านหมด ลูกเข้าใจหรือยัง?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก้มหน้าก้มตาพูดละลํ่าละลัก “้เสด็จแม่ ลูกเข้าใจแล้ว!”
ฮองเฮาปล่อยมือของโอรสลงแล้วเดินมานั่งบนเก้าอี้ ยกถ้วยนํ้าชาขึ้นมาจิบดังเดิม “ลูกเป็นที่พึ่งของตระกูลสื่อ
แต่มิใช่มีลูกเพียงคนเดียว… ลูกต้องรู้ว่าคุณชายคนอื่นในจวนสื่อก็มีสายเลือดเช่นเดียวกัน”
มือของเขาเริ่มกำแน่นจนสั่นไปหมด “ท่านแม่หมายถึงคุณชายที่อายุขวบกว่านั่นอย่างนั้นหรือ?”
คุณชายอายุขวบกว่านั่นจะไปรู้อะไร?
ยังไงก็ต้องถูกคนอื่นจับให้ไปทำนู้นทำนี่ โดยมิอาจต้านทานได้
ฮองเฮาตอบเสียงเรียบ “ใช่แล้ว คุณชายอายุขวบกว่านั่นทำอะไรไม่ได้ก็จริง แต่ด้วยที่ทำอะไรไม่ได้นั่นแหละจึง
เป็นที่ชอบของทุกคน!”