การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 844 แผนเล่นงานของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
เหตุใดที่องค์ชายอายุขวบกว่านั่นจึงเป็นที่เอ็นดูมากขนาดนั้น ฮองเฮาไม่ได้บอกออกมา แต่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็
เข้าใจได้
เนื่องจากองค์ชายอายุขวบกว่าไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้นจึงควบคุมได้ง่าย และยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง หาก
ผู้ใหญ่บอกอะไรก็เชื่อฟังตามนั้นโดยไม่บิดพริ้ว
องค์ชายอายุขวบกว่าง่ายต่อการควบคุม เพราะอย่างน้อยยังไม่ประสีประสาอะไรเกี่ยวกับราชสำนักและวังหลัง
ระหว่างที่องค์ชายอายุขวบกว่ากำลังเติบโตขึ้นมา จะต้องพบกับความทรมานและด่านทดสอบมากมาย หากไม่
อาจก้าวพ้นอันตรายก็อาจจบชีวิตลงตั้งแต่ยังน้อย……
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยคิดเสมอว่าองค์ชายอายุขวบกว่ามิอาจมาสั่นคลอนตำแหน่งของเขาได้หรอก แต่มาตอนนี้องค์
ชายสองคนที่เป็นคู่แข่งของเขา คนหนึ่งถูกกักตัว อีกคนยังไม่ทราบชะตากรรมว่าอยู่หรือไป หากข่าวองค์ชายทั้งสองนี้
แพร่ออกไป แคว้นต้าเซี่ยย่อมตกอยู่ในมือขององค์ชายอย่างเขา
ส่วนองค์ชายอายุขวบกว่าที่มีสาลเลือดตระกูลสื่อ ย่อมมิอาจขึ้นมาครองแคว้นต้าเซี่ยได้
แต่ถึงแม้ในเวลานี้ยังมิอาจมาต่อกรกับ00ไม่ได้ แต่วันข้างหน้าไม่ได้รับประกันว่าองค์ชายบวบกว่าคนนี้จะไม่มา
แย่งตำแหน่งสูงสุดไป!
เด็กน้อยคนนี้ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเคยพบหน้าคาดตามาก่อน ด้วยเป็นคนตระกูลสื่อเหมือนกัน เด็กน้อยดูเหมือนเชื่อ
ฟังคำสอนของไทเฮา แต่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับเห็นว่าเด็กแค่ขวบกว่ายังทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเขาเติบโตขึ้นมาเป็นที่
ถูกพระทัยของเสด็จพ่อ ก็อาจมาเป็นคู่แข่งของเขาได้… คิดมาถึงตรงนี้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงได้ถอนหายใจออกมา “เจ้าเด็ก
นั่น……”
ฮองเฮาหันมองไปที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย “ลูกคิดมากไปแล้ว… เด็กคนนั้นยังน่ารักน่าชังอยู่เลย!”
คนในวังหลังทุกคนมักพูดในสิ่งที่ตีความหมายได้หลายแง่มุม แม้จะเป็นท่านแม่ที่ให้กำเนิดก็ต้องรู้จักเก็บความลับ
ไว้ในตัวให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฮองเฮากล่าวออกมานั้น เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเข้าใจได้ทันทีว่าต้องการบอกให้เขาทำหน้าที่ของ
ตัวเขาให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ!
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยนั่งนิ่งไปชั่วระยะหนึ่ง จนในที่สุดได้เอ่ยเสียงตํ่าขึ้นมา “แต่ว่า… สตรีคนนั้น!”
ฮองเฮาจึงเอ่ยเพียงแค่ “ถ้าลูกอยากให้นางมีชีวิตยืนยาวก็ควรตัดใจล้มเลิกความคิดไปเสีย มิอย่างนั้น หากผิดใจ
กับแคว้นองค์ชายใหญ่ชิงตั๋ว มีหวังต้องเหนื่อยหอบในการเก็บกวาดเรื่องราววุ่นๆ ที่อาจตามมา”
สายตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับแน่นิ่งลงไปอีกครั้ง
ฮองเฮารู้ว่าคำพูดของนางทำให้โอรสหวาดกลัวเป็นที่สุด… การไม่ได้ต้วนชิงหมิงมาครอบครอง ย่อมเป็นแผลติด
ลึกอยู่ในที่ในใจของเขา หากไม่ได้นางมาครอบครองก็จะมิอาจลืมความทุกข์นี้ได้ ตอนนี้มีเพียงคำพูดเมื่อครู่เท่านั้น ที่จะ
ปราบให้เขาตัดใจได้โดยเร็ว!
นึกไม่ถึงว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจะกัดฟันอยู่นานสองนาน “หวงเอ๋อร์รับทราบแล้วจะปฏิบัติตามที่ท่านแม่เตือนสติ”
“การมองการใหญ่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุก อ๋าวฮั่นคนนั้นจะเป็นผู้นำในแคว้นแห่งทุ่งหญ้า คนประเภทนี้อย่าเพิ่งล่วง
เกินเร็วไป ควรดึงมาเป็นพรรคพวกเสียก่อน หากต้วนชิงหมิงสามารถดึงความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับอ๋าวฮั่นให้แนบชิดกัน
ได้ สำหรับลูกแล้วมีแแต่ได้กับได้!” ฮองเฮาแนะนำ
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกัดฟันแน่นขึ้นมาอีกครั้ง “หวงเอ๋อร์รับทราบแล้วท่านแม่!”
อยากให้เขาล้มเลิกความคิดที่มีต่อต้วนชิงหมิงนั้น… คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวคือ “ไม่มีทาง”
แต่สิ่งที่ฮองเฮาบอกก็ถูกต้อง เวลานี้เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานจะให้เกิดเรื่องขึ้นมิได้เด็ดขาด
อีกอย่างคนตระกูลสื่อกำลังทดสอบและสังเกตเขาอยู่ทุกฝีก้าว ตอนนี้เขายังไม่ได้ถืออำนาจสูงสุดในแคว้นต้าเซี่ย
ดังนั้นยังมิอาจทำตามใจได้อย่างที่ปรารถนาไว้
เพราะหากมีใครจับจุดอ่อนของเขาขึ้นมาได้ ย่อมหมายถึงชีวิตที่ต้องสูญสิ้น!
ฮองเฮามองโอรสด้วยความภูมิใจในคำตอบ
โอรสของนางหากรับปากแล้วจะต้องทำอย่งที่ลั่นวาจาเอาไว้เสมอ ตอนนี้นางโล่งใจเป็นปลิดทิ้งแล้ว
สิ่งที่ฮองเฮานึกไม่ถึงคือนั่นเป็นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเมื่อก่อน ทว่าเขาในเวลานี้ได้เติบโตและมีจิตใจทะเยินทะยาน
มากกว่าเก่าอย่างมหาศาล ความคิดความปรารถนาที่จะครองต้าเซี่ยมีมากขึ้นในทุกๆ วัน เขาจึงต้องเรียนรู้ที่จะ
ปลิ้นปล้อน เสแสร้งและทำตัวไหลลื่นตามสถานการณ์ทุกอย่างให้ได้
หรือพูดได้ว่านิสัยของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยมีสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลานานแล้ว เพียงแต่เขาพยายามควบคุมให้มันอยู่
ภายในใจ มิให้ผู้ใดอ่านมันออกได้แม้แต่คนเดียว
บัดนี้ เขาคิดว่าอำนาจที่อยู่ในมือมีเพียงพอแล้ว ขอเพียงเขาขยันและพยายามอีกนิด ไม่นานสิ่งที่ปรารถนาย่อม
สำเร็จ
ฮองเฮารุ้สึกอ่อนเพลียขึ้นมาจึงหันพูดกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ย “เอาล่ะ หวงเอ๋อร์ ลูกกลับไปพักผ่อนเสียเถอะ พรุ่งนี้
องค์หญิงเหอซั่วจะเข้าวังหลวงมารับการแต่งตั้ง เรื่องนี้ลูกต้องจัดการตระเตรียมให้ดีก็พอ!”
เขาก้มหน้าตอบรับนางก่อนจะขอตัวลาออกไป
ระหว่างนั้นฮองเฮาได้เรียกให้เขาหยุดเดิน “หวงเอ๋อร์ เจ้าเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นยังไงบ้าง? หาตัวเจอหรือยัง?”
ในตอนนั้นหลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ถูกเรียกตัวเข้าเฝั้าฝั่าบาท ได้ดื่มสุราผสมยาพิษเข้าไปก่อนที่จะขอตัวกลับ จาก
นั้นมือสังหารลับไปติดตามไปตลอดทางเพื่อสังหารเขา แต่หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ก้าวออกจากประตูวังหลวงไปก็ไม่เห็น
แม้แต่เงา
จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่พบตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ เรื่องนี้ทำให้ฮองเฮาเป็นกังวลขึ้นมา
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหรี่ตาลง “เสด็จแม่วางพระทัยได้ เรื่องนี้ลูกจะจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด!”
จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไป แต่เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบหันหน้ากลับมา “ท่านแม่ ที่จริงลูกมีแผนเตรียม
ไว้อยู่ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ผล!”
“ลูกกับแม่อยู่กันเพียงสองคน มีอะไรก็พูดออกมาได้เลย” ฮองเฮากล่าว
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเดินเข้าไปกระซิบข้างหูของฮองเฮา
“มีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ หรือ?” นางอุทานด้วยความตกใจอย่างมาก
“เรียนเสด็จแม่ เรื่องนี้จริงแท้แน่นอนไม่ผิดแน่!” เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยืนยันมั่นใจ
สายตาของฮองเฮาลอกแลกไปมา ในที่สุดก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ หากเกิดผิดพลาดขึ้นมา
พวกเราจบเห่กันหมดแน่ ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ พวกเราจะเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายที่ไม่มั่นใจไม่ได้!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกะพริบตาปริบๆ หันไปทางเสด็จแม่ “แต่เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นหนามยอกอกของเสด็จแม่มิใช่หรือ?
ถ้าลูกสามารถจับมันได้ ด้านไทเฮาจะต้องดีใจยกใหญ่อย่างแน่นอนมิใช่หรือ?”
ฮองเฮายังคงห้ามปราม “หวงเอ๋อร์แต่ลูกคิดไว้บ้างหรือไม่ หากแผนการมิเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่เพียงล่วงเกิน
อ๋าวฮั่น แม้แต่ฝังไทเฮาก็ต้องล่วงเกิน ถึงตอนนั้นจะรับศึกรอบด้านไหวที่ไหนกัน!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยกมือขึ้นตบอกอย่างมั่นใจ “เสด็จแม่วางพระทัยได้ หากเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ปรากฏตัวออกมา ลูก
จะส่งสัญญาณให้นักสังหารลับอยู่กับที่ไม่ต้องเคลื่อนไหว!”
ฮองเฮาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอดถอนใจ “หวงเอ๋อร์ต้องสงบศึกภายใน ไม่ก่อศึกภายนอก ตอนนี้สำหรับพวก
เราแล้ว ชีวิตของเหยียนหลิ่งอวี๋ยังไม่สำคัญมากนัก สิ่งสำคัญคือต้องให้อ๋าวฮั่นพอใจและจากไปอย่างมีความสุข ลูกเข้าใจ
ไหม?”
เขาพิจารณาในสิ่งที่เสด็จแม่พูดก็พลอยเห็นด้วยกับความคิดนี้
เพียงแต่ว่าหลังจากที่เขาก้าวออกจากตำหนักก็เลือกทำตามแผนที่เขาวางไว้
ต้วนชิงหมิง เจ้าอย่าคิดนะว่ามีราชโองการแต่งตั้งเป็นองค์หญิงแล้วจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายใหญ่แคว้นอื่น
ครั้งนี้เขาต้องการให้นางชื่อเสียงปั่นปี จนต้องมาอ้อนวอนกราบกรานแทบเท้า จากนั้นค่อยเหลือยนางให้จมธรณีไป
ในรุ่งเช้าของวันถัดมา ต้วนชิงหมิงตื่นขึ้นอาบนํ้าชำระล้างกาย แต่งตัวแต่งหน้า เพื่อเตรียมตัวเข้าขอบพระทัยฝั่า
บาทในความเมตตากรุณา
เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ต้องเข้าวังหลวงไปขอบพระทัยต่อหน้าฝั่าบาท นางจำต้องแต่งตัวด้วยเครื่องประดับเต็ม
ศีรษะ ผลัดแปั้งจนหนา ซึ่งขัดกับความเคยชินที่ชอบแต่งตัวแบบเรียบง่ายสบายๆ ของนาง
เมื่อเห็นบ่าวใช้เสียบปินไม่หยุด ต้วนชิงหมิงก็ทำหน้าบึ้งตึงดึงชายเสื้อของแม่นมหนิงขอร้องไปว่า “แม่นมหนิง
เสร็จแล้วหรือยัง ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”
แม่นมหนิงมองนางด้วยความรักและเอ็นดู “คุณหนูอดทนหน่อยนะเจ้าค่ะ การเข้าวังหลวงมีกฏมากมาย ที่สำคัญ
นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าไปขอบพระทัยต่อหน้าพระพักตร์ หากไม่แต่งให้เหมาะสมจะมองว่าไม่ให้เกียรติฝั่าบาท ดังนั้นคุณหนู
เชื่อบ่าวสักครั้ง อดทนอีกนิดประเดี๋ยวก็เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงได้ยินคำยืดยาวก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตา… ในเมื่อแม่นมหนิงออกปากขนาดนี้แล้ว นางก็พูดอะไรไม่ออก
ได้แต่ทำตามแต่โดยดี
ทางด้านแม่นมจางหันไปยิ้มให้ต้วนชิงหมิง “องค์หญิง การเข้าวังหลวงในวันนี้เป็นแค่เข้าไปขอบพระทัยหน้าพระ
พักตร์ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว องค์หญิงก็สามารถไปพักผ่อนที่ตำหนักด้านข้างท้องพระโรง เพื่อร่วมงานเลี้ยงพระราชทาน จาก
นั้นก็สามารถกลับจวนได้แล้วเจ้าค่ะ”
ยังจะต้องมีงานเลี้ยงพระราชทานอีกหรือ?
นั่นเท่ากับว่าต้องอยู่ในวังหลวงเกือบทั้งวันนะสิ?
นางจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตายอมรับสภาพด้วยความเศร้าสร้อย… มีแต่คนบอกว่าเป็นองค์หญิงนั้นแสนลำบาก ดูท่า
องค์หญิงที่ถูกแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ คงต้องลำบากกว่าองค์หญิงที่เป็นตั้งแต่กำเนิดเป็นอย่างมาก
ด้านแม่นมหลินที่รับผิดชอบเรื่องอาภรณ์ที่ต้องสวมใส่เข้าวังหลวง ได้แต่ยิ้มชอบอกชอบใจ “องค์หญิงคงยังมิ
ทราบ เมื่อก่อนตอนที่ฮูหยินติงโหรวเข้าวังหลวง มักกำชับให้บ่าวเตรียมขนมเอาไว้ให้พร้อมบนรถม้า … ด้วยเหตุผลที่ว่า
เข้าวังหลวงไปแล้ว ท้องจะได้ไม่ร้องหิวขึ้นมาเจ้าค่ะ”
แม่นมทั้งสามต่างเป็นแม่นมที่เคยรับใช้ฮูหยินติงโหรวมาก่อน ตอนนี้ได้เอ่ยถึงอดีตฮูหยินขึ้นมา ทุกคนต่างปลื้มใจ
ขึ้นมา… หากฮูหยินติงโหรวได้เห็นบุตรสาวได้รับเกียรติอันสูงศักดิ์ถึงเพียงนี้ คงจะดีใจเป็นล้นพ้น!
ในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง วันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้แน่ชัด